ธรรมเทศนา ตัวอย่างเทศน์ ตัวอย่างธรรมเทศนา

ธรรมเทศนา ทางสายกลาง

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
อยํ โข สา ภิกฺขเว มชฺฌิมา ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมพุทฺธา จกฺขุกรณี ญาณกรณี อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตตีติ

บัดนี้จักได้แสดงพระธรรมเทศนา พรรณนาศาสนธรรมคือคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนาในมัชฌิมาปฏิปทา ข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลาง คือกระบวนการเรียนรู้ หรือกระบวนการศึกษา เพื่อพัฒนาบุคคลและพัฒนาสังคม พอสมควรแก่เวลา

ถึงแม้เนื้อและเลือดจะเหือดหาย
เหลือเพียงกายเอ็นกระดูกถูกเผาผลาญ
หากไม่ได้พุทโธโพธิญาณ
ปณิธานบัลลังก็นี้คือที่ตาย

ปฐมเทศนาคือการแสดงธรรมครั้งแรกของพระพุทธองค์ หลังจากตรัสรู้แล้วได้ ๒ เดือน ทรงแสดงแก่นักบวชปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี ต่อมาได้จัดเป็นพระสูตร เรียกว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แปลว่า สูตรว่าด้วยการหมุนวงล้อแห่งธรรมไป หมายความถึง พระพุทธองค์ทรงเริ่มประกาศธรรมพยุหยาตราเผยแผ่พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นแล้ว ณ บัดนั้น

ปฐมเทศนา หรือธรรมจักกัปปวัตนสูตร เรียกได้ว่า เป็นหลักสูตรการศึกษาของพระพุทธองค์ หลักสูตรใหญ่และสำคัญที่สุด กล่าวได้ว่า เป็นธรรมนูญของพระพุทธศาสนา เลยทีเดียว เพราะมีเหนื้อหาสาระสำคัญครอบคลุมหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาไว้ทั้งหมด

ปฐมเทศนา หรือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร จัดเป็นพระสูตรที่เป็น แม่บท ของพระสูตรต่าง ๆ ทุกพระสูตรในพระไตรปิฎก พระสูตรอื่น ๆ เป็นเพียงพระสูตรที่ขยายความละเอียด ของธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ออกไปเฉพาะเรื่องเท่านั้น

ทำไมจึงเรียก ปฐมเทศนา หรือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ว่า เป็น หลักสูตรการศึกษาของพระพุทธองค์ เพราะมีสาระสำคัญของการศึกษาและปฏิบัติดังต่อไปนี้

การศึกษาเริ่มต้นเมื่อคนพบความทุกข์ คน โดยความเป็นจริงตามหลักพระพุทธศาสนาแล้วเป็นทั้ง ตัวทุกข์ และเป็นทั้ง พาหะทำให้เกิดทุกข์ อยู่ในตัวทีเดียว ในเมื่อคนเป็นตัวทุกข์หรือตัวปัญหาเสียเองและเป็นพาหะทำให้เกิดทุกข์หรือทุกข์ในตัวเอง ตราบใดที่คนไม่พบทุกข์ ไม่เห็นทุกข์ ตราบนั้นคนก็ยังไม่ไฝ่รู้ ไม่ไฝ่ศึกษา เพื่อหาทางกำจัดทุกข์หรือขจัดปัญหาชีวิต

ดังนั้นการศึกษาจึงเริ่มต้นเมื่อคนพบทุกข์หรือพบปัญหาชีวิต ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระพุทธองค์ทรงแสดงให้ภิกษุปัญจวัคคีย์เห็นปัญหาของชีวิต ดังต่อไปนี้

๑. ความเกิดเป็นทุกข์ ( ชาติปิ ทุกขา )

๒. ความแก่เป็นทุกข์ (ชราปิ ทุกขา )

๓. ความเจ็บเป็นทุกข์ ( ชราปิ ทุกขา )

๔. ความตายเป็นทุกข์ (มรณัมปิ ทุกขัง )

๕. การได้พบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์ ( อัปปิเยหิ สัมปโยโค ทุกโข )

๖. การพลัดพรากสิ่งที่เป็นที่รักเป็นทุกข์ ( ปิเยหิ วิปปโยโค ทุกโข )

๗. อยากได้สิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ( ยัมปิจฉัง น ลภติ ตัมปิ ทุกขัง )

๘. การยึดมั่นถือมั่นรูปร่างสังขารของตน เป็นทุกข์ ( ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา )

ความทุกข์ ๘ ประการดังกล่าวนี้ พระพุทธองค์เป็นคนพบแล้วยังศึกษาหาสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ได้อีก เรียกว่า ตัณหา หรือ ความทะยานอยาก ๓ อย่าง ได้แก่

๑. กามตัณหา ความทะยานอยากในกาม

๒. ภวตัณหา ความทะยานอยากมีอยากเป็น

๓. วิภวตัณหา ความทะยานอยากไม่มีและไม่เป็น

เมื่อพระพุทธองค์ทรงพบทุกข์ และพบสาเหตุทำให้เกิดทุกข์แล้วจึงสรุปเป็น บทเรียน จากการประสบการณ์ตรงของพระองค์ว่า ทุกข์และสาเหตุทำให้เกิดทุกข์มีขึ้นได้ ก็เพราะการดำเนินชีวิตที่ผิดพลาด และสุดโต่ง ๒ กระแสหลักคือ

๑. กามสุขัลลิกานุโยค ได้แก่การคำเนินชีวิตแบบหมกมุ่นมัวเมาในความสุขที่เกิดจากกาม การดำเนินชีวิตแบบนี้เรียกว่า อาคาฬหปฏิปทา อาคาฬหปฏิปทา คือ การดำเนินชีวิตที่ ไม่มีเบรค ปล่อยตัวปล่อยใจไปเต็มที่ ไม่มีการควบคุมบังคับ ชนิด ดับเครื่องชน เลยทีเดียว คนที่ดำเนินชีวิตไปตามกระแสแบบนี้ เรียกว่า กามโภคี แปลว่า ผู้บริโภคกาม

ผู้บริโภคกาม ย่อมทะเยอทะยานและเสาะแสวงหาให้ได้มาซึ่งกาม และย่อมหมกมุ่นมัวเมาในการเสพกามและบริโภคกาม บริโภคโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม ประกอบการทุจริต ทั้งทางกาย วาจา และใจ เพื่อให้ได้มาซึ่งกามและเสพกาม เป็นทาสของกาม ๒ อย่าง คือ ๑ วัตถุกาม ได้แก่ คน สัตว์ และสิ่งของที่นาปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ๒ กิเลสกาม ได้แก่รสอร่อยของกาม ติดอกติดใจในรสของวัตถุกามที่ตนได้เสพได้บริโภค ย่อมโหยหาอาลัยอยู่เนืองนิตย์

ผู้บริโภคกามเหล่านี้ ยามมีสุขก็หมกมุ่นมัวเมาในความสุข ยามเกิดทุกข์ก็จมปลักดักดานในความทุกข์ พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า การดำเนินชีวิตไปตามกระแสบริโภคนิยมอย่างนี้ เป็นของคนกิเลสหนาปัญญาทราม ( โปถุชชนิโก ) ต่ำทราม ( หีโน ) ล้าหลัง (คัมโม ) ไม่ประเสริฐ ( อนริโย ) และไร้สาระไม่มีประโยชน์ ( อนัตถสัญหิโต ) นักบริโภคนิยมเหล่านี้ ย่อมทำตนเองให้เดือดร้อน และทำคนอื่นให้เดือดร้อน ไม่รู้จบ

๒. อัตตกิลมถานุโยค ได้แก่การดำเนินชีวิตแบบจมปลักดักดานในความทุกข์ ด้วยการทรมานตนเอง การดำเนินชีวิตแบบนี้เรียกว่า นิฌามปฏิปทา

นิชฌามปฏิปทา คือการดำเนินชีวิตที่ ติดเบรค ควบคุมบังคับตนเองอย่างเคร่งครัด และเคร่งเครียดเกินควร เรียกว่า เผาตัวเอง เลยทีเดียว คนที่ดำเนินชีวิตแบบนี้ มีสาเหตุสืบเนื่องมาจากความผิดหวัง ความเบื่อหน่ายจากการบริโภคกาม จึงเสาะแสวงหาความหลุดพ้นจากการบริโภคกาม โดยวิธีการทรมานตนให้เดือดร้อนต่าง ๆ นานา เช่น ปลีกตัว ซ่อนตัว หนีคน หนีสังคม ไม่กิน ไม่นอน ไม่อาบน้ำ เปลือยกายล่อนจ้อน นอนคลุกขี้ฝุ่น นอนบนหนาม นอนในป่าช้า สวมใส่เสื้อผ้าประหลาด ๆ ปอน ๆ สกปรก เศร้าหมอง ปล่อยผมเผ้ารุงรัง ไม่สาง ไม่หวี ไม่ตัดผม ไม่โกนหนวด ไม่ตัดเล็บ กินอุจาระและปัสสาวะตนเองเป็นอาหาร เป็นต้น

นักทรมานตนเหล่านี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า เป็นผู้ดำเนินชีวิตที่เป็นทุกข์ ไม่ประเสริฐ ไม่มีประโยชน์ ( ทุกโข อนริโย อนัตถสัญหิโต ) ทรมานตังเองให้เป็นทุกข์เดือดร้อนเปล่า ๆ ไร้สาระ

ในสังคมปัจจุบัน การดำเนินชีวิต ๒ กระแสหลักนี้ยังมีอยู่ พบอยู่ เห็นอยู่ เป็นประจำ เพราะเป็นชีวิตของปุถุชน หากจะแยกให้เห็นชัด จะได้กลุ่มชีวิตวิต ๒ กลุ่มด้วยกัน คือ ๑ กลุ่มสุข หรือกลุ่มสมหวัง คือกลุ่มบริโภคกาม ๒ กลุ่มทุกข์ หรือกลุ่มผิดหวัง คือ กลุ่มหนีกาม

พระพุทธองค์ทรงมองว่า กลุ่มชีวิตหรือกลุ่มคนทั้ง ๒ กลุ่มนี้ เป็นทุกข์หรือเป็นปัญหาทั้งคู่ จำเป็นต้องได้รับการศึกษาเพื่อพัฒนาและแก้ไขให้หลุดพ้น

การศึกษาจะจบลงเมื่อคนเราพบกับการดับทุกข์ พระพุทธองค์ในขณะที่ยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ องค์รัชทายาทแห่งศากยวงค์นั้น ทรงมีสายตาหรือดวงตาที่ไม่เหมือนใคร เรียกว่า ทรงมองต่างมุม จากคนอื่น ๆเสมอ เพราะพระองค์ทรงมี ทิพยจกษุ อันเกิดแต่การบำเพ็ญบารมี จึงทรงมองเห็นความทุกข์ที่คนอื่นมองไม่เห็นแล้วพยายามศึกษาต่อไปว่า จักต้องดับทุกข์ให้ได้ และอะไรคือการดับทุกข์ ในที่สุดพระองค์ทรงพบความดับทุกข์ จึงสรุปเป็นบทเรียนที่ควรศึกษา ดังต่อไปนี้

๑. การดับทุกข์ คือการดับตัณหาอย่างไม่มีเหลือเยื่อใย ( วิราโค )

๒. การดับทุกข์ คือการละทิ้งตัณหา (จาโค )

๓. การดับทุกข์ ก็คือการปลดเปลื้องตัณหา (ปฏินิสสัคโค )

๔. การดับทุกข์ คือการหลุดพ้นจากตัณหา ( มุตติ )

๕. การดับทุกข์ คือการไม่อาลัยตัณหา ( อนาลโย )

เมื่อพระองค์ทรงพบเป้าหมายคือการดับทุกข์ (ทุกขนิโรโธ ) แล้วทรงศึกษาต่อไปว่า วิธีการหรือแนวทางที่จะนำไปสู่เป้าหมายคือการดับทุกข์นั้นเป็นเช่นไร คือ อะไร ก็ทรงพบเห็นว่า การดำเนินชีวิตแบบสายกลาง คือการไม่หมกมุ่นมัวเมาในความสุข และไม่จมปลักดักดานในความทุกข์ คือวิธีการหรือแนวทาง ที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา

มัชฌิมาปฏิปทา คือการดำเนินชีวิตแบบสายกลาง เป็นกลาง ๆ ไม่สุดโต่งตกขอบไปข้างใดข้างหนึ่ง ไม่สุขสุดโต่งและไม่ทุกข์สุดโต่ง ประคับประคองชีวิตให้ดำเนินไปด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา จนกว่าจะหลุดพ้นจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิง เรียกว่า มัคคสมังคี มีองค์ ๘ ประการ คือ

๑. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ รู้ดี

๒. สัมมาสังกัปปะ คิดชอบ คิดดี

๓. สัมมาวาจา พูดชอบ พูดดี

๔. สัมมากัมมันตะ ทำชอบ ทำดี

๕. สัมมาอาชีวะ อาชีพชอบ อาชีพดี

๖. สัมมาวายามะ พยายามชอบ พยายามดี

๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ ตื่นตัวดี

๘. สัมมาสติ ตั้งใจชอบ ตั้งใจดี (ตามต้นฉบับ)

การดำเนินชีวิตแบบนี้เรียกว่า ชาคริยานุโยค ได้แก่การดำเนินชีวิตที่เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา กล่าวได้เต็มที่ว่า มัชฌิมาปฏิปทา คือกระบวนการศึกษาตลอดชีวิต ของทุกคนที่ต้องการหลุดพ้นจากความทุกข์และปัญหาชีวิตทั้งปวง

การศึกษาและการปฏิบัติจะบรรลุผลเมื่อคนรู้จริง ผลสำเร็จของการศึกษาปฏิบัติ สามารถชี้วัดได้จากความรู้ของผู้เรียนรู้ ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระพุทธองค์ทรงแสดงผลสำเร็จของการศึกษาปฏิบัติว่าอยู่ที่ รู้จริง คือ รู้อริยสัจ ๔ ดังต่อไปนี้ คือ

รู้ทุกข์ และวิธีปฏิบัติต่อทุกข์ คือ กำหนดรู้ เรียกว่า ปริญญากิจ ผลสำเร็จของการศึกษาขั้นนี้ก็คือ รู้แจ้งทุกข์แล้ว (ปริญญาตัง )

รู้ทุกขสมุทัย คือเหตุแห่งทุกข์ และรู้วิธีปฏิบัติต่อเหตุเกิดแห่งทุกข์ คือ ต้องลด ละ เลิก เรียกว่า ปหานกิจ ผลสำเร็จของการศึกษาขั้นนี้ก็คือ การลด ละ เลิก เหตุเกิดแห่งทุกข์ได้แล้ว (ปหีนัง )

รู้ทุกขนิโรธ คือ ความดับทุกข์ และวิธีปฏิบัติต่อการดับทุกข์ คือ ต้องทำให้แจ้ง เรียกว่า สัจฉิกรณกิจ ผลำเร็จของการศึกษาปฏิบัติขั้นนี้ก็คือ ทำให้แจ้งการดับทุกข์แล้ว ( สัจฉิกตัง )

รู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงการดับทุกข์ และรู้วิธีปฏิบัติต่อแนงทางที่จะนำไปสู่การดับทุกข์ คือต้องฝึกฝนอบรม เรียกว่า ภาวนากิจ ผลสำเร็จของการศึกษาปฏิบัติขั้นนี้ ก็คือฝึกฝนอบรมการปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงการดับทุกข์แล้ว ( ภาวิตัง )

พระพุทธงค์ทรงให้หมั่นตรวจสอบวัดผลสำเร็จของการศึกษาปฏิบัติอยู่ตลอดเวลาว่ายัง รู้จริง อยู่หรือไม่ โดยให้ทบทวนความรู้ในอริยสัจ ๔ ข้อนี้วนไปวนมาให้ครบ ๑๒ อาการดังกล่าว ( เอวันติปริวัฏฏัง ทวาทสาการัง ยถาภูตัง ญาณทัสสนัง สุวิสุทธัง อโหสิ )

การศึกษา หมายถึงกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม ตามคำจำกัดความในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติจริงแล้ว มัชฌิมาปฏิปทา หรือมรรคมีองค์ ๘ ก็คือกระบวนการเรียนรู้หรือกระบวนการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคคลและสังคมอย่างเด่นชัด ไม่อาจคัดค้านได้เลย เพราะว่ามัชฌิมาปฏิปทา คือหนทางปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงซึ่งการดับทุกข์หรือการแก้ปัญหาชีวิต พระพุทธองค์ทรงจัดให้เป็นบทเรียน สำหรับบุคคลที่ยังต้องศึกษา ( เสขบุคคล ) อันได้แก่บุคคลที่ยังไม่หลุดพ้นจากทุกข์หรือจากปัญหาชีวิตนั่นเอง

เรามาวิเคราะห์ให้เห็นถึงกระบวนการศึกษาและการปฏิบัติตามหลักมัชฌิมาปฏิปทากันต่อไป โลกนี้มืดมิด ต้องการเข็มทิศและดวงเทียน ในความมืดต้องการแสงสว่าง ในการเดินทางต้องการเข็มทิศ ในการดำเนินชีวิตก็เป็นเช่นเดียวกัน คือต้องการความรู้ที่ถูกต้อง

องค์ธรรม คือมัชฌิมาปฏิปทาข้อที่ ๑ คือ สัมมาทิฏฐิ

ตามหลักพระพุทธศาสนา ถามว่า โลกมืดเพราะอะไร ตอบว่า โลกมืดเพราะอวิชชา อวิชชาคืออะไร อวิชชา แปลความหมายได้ ๓ อย่าง คือ ๑ ความไม่รู้ ๒ รู้ไม่ถูก ๓ รู้ไม่ตรง

ในการดำเนินชีวิต ตั้งแต่เกิดมาก็เกิดมาเพราะอวิชชา ตามหลักพระพุทธศาสนา อวิชชาคือแม่บังเกิดเกล้าของความชั่วของเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย หากต้องการทำลายความมืดคือ อวิชชา ก็ต้องทำลายด้วย สัมมาทิฏฐิเท่านั้น เพราะสัมมาทิฏฐิ เป็นแม่บังเกิดเกล้าของความดีทั้งปวง เป็นหัวหน้า เป็นตัวนำ

สัมมาทิฏฐิ คือ รุ่งอรุณของการศึกษาและการปฏิบัติ เป็นแสงเงินแสงทองของชีวิต เหมือนดวงอาทิตย์ก่อนโผล่ดวงพ้นขอบฟ้าต้องส่องแสงสว่างขึ้นมาก่อน ฉะนั้น สัมมาทิฏฐิ คือ สัมมาปัญญา ซึ่งการศึกษาและการปฏิบัติต้องสร้างให้เกิดขึ้นมาก่อน เป็นกระบวนการแรก ได้แก่ความรู้ต่อไปนี้ คือ

รู้อกุศล และรากเหง้าของอกุศล ในการดำเนินชีวิตตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา สิ่งที่ต้องรู้ก่อนก็คือ ความชั่ว และรากเหง้าของความชั่วว่า คืออะไร และเป็นอย่างไร ในสัมมาทิฏฐิสูตร ได้แยกแยะความชั่วไว้ ๑๐ ประการ รวมเป็น ๓ กลุ่ม คือ

กลุ่มกายกรรม ได้แก่ การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม จัดเป็นความชั่วระดับหยาบคายที่สุด

กลุ่มวจีกรรม ได้แก่ การพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดหยาบ การพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ จัดเป็นความชั่วระดับปานกลาง

กลุ่มมโนกรรม ได้แก่ ความโลภอยากได้ ความปองร้าย ความเห็นผิด จัดเป็นความชั่วระดับละเอียด

รากเหง้าของความชั่ว ก็คือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง

รู้กุศลและรากเหง้าของกุศล ในการดำเนินชีวิตตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา เมื่อรู้ความชั่วและรากเหง้าของความชั่วแล้ว ลำดับต่อไป ก็ต้องรู้ว่า ความดีคืออะไร และรากเหง้าของความดีเป็นอย่างไร ในสัมมาทิฏฐิสูตร ได้แยกแยะความดีไว้ ๑๐ ประการ รวมเป็น ๓ กลุ่มเช่นกัน คือ

กลุ่มกายกรรม ได้แก่ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการลักทรัพย์ งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม

กลุ่มวจีกรรม ได้แก่ งดเว้นจากการพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดหยาบ การพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ

กลุ่มมโนกรรม ได้แก่ การไม่โลภอยากได้ ไม่ปองร้าย เห็นถูกต้อง

รากเหง้าของความดี ก็คือ การไม่โลภ การไม่โกรธ และการไม่หลง

สรุปก็คือการศึกษาและการปฏิบัติเริ่มต้นที่ตนรู้ดีรู้ชั่ว
รู้ความชั่วเหมือนอย่างรู้ทางซ้าย ทางขวาหมายรู้ดีที่สร้างสรรค์
ชั่วมีโทษดีมีคุณหนุนอนันต์ รู้สองชั้นเรียนสองฝ่ายสู่สายกลาง

สัมมาทิฏฐิ เปรียบเหมือนดวงเทียน และดวงตา ดังคำที่กล่าวว่า พระอาทิตย์ให้แสงสว่างแก่ดวงตา ปัญญาให้แสงสว่างแก่ดวงใจ ในการดำเนินชีวิตตั้งแต่ก้าวแรก จำเป็นต้องมีดวงเทียนคือ ความรู้ที่ถูกต้องและดวงตาคือความเห็นแจ้ง

องค์ธรรมข้อที่ ๒ คือ สัมมาสังกัปปะ ในการดำเนินชีวิตตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา เมื่อมีความรู้ที่ถูกต้อง มีความเห็นที่ถูกตรงแล้ว ลำดับต่อมา สิ่งที่ต้องมี ก็คือ สัมมาสังกัปปะ ได้แก่ความคิดที่ถูกต้อง

ความคิดก็คือ เข็มทิศนำทางสร้างความชั่วและความดีของคน ความคิดเกิดจากสิ่งที่ได้รู้เห็น (ทิฏฐิ ) หากเห็นผิดก็จะทำให้ความคิดผิดพลาดไปด้วย หากรู้ถูกเห็นถูก ก็จะทำให้เกิดความคิดที่ถูกต้องด้วย ตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา ได้แบ่งความคิดออกเป็นสองฝ่าย คือ มิจฉาสังกัปปะ ได้แก่ความคิดผิด สัมมาสังกัปปะ ได้แก่ความคิดถูก แยกออกเป็นฝ่ายละ ๓ ดังนี้

๑. มิจฉาสังกัปปะ ความคิดผิด ได้แก่ กามสังกัปปะ ความคิดติดพันในกาม ความคิดหลงใหล คลั่งไคล้ ลุ่มหลงมัวเมาในกาม พยาปาทสังกัปปะ ได้แก่ความคิดเคียดแค้นชิงชัง รังเกียจ ขัดเคือง ไม่พอใจในคนอื่น และสิ่งต่าง ๆ วิหึงสาสังกัปปะ ได้แก่ความคิดเบียดเบียนทำลายล้างให้เดือดร้อน รุกรานต่อคนอื่นและสิ่งต่าง ๆ

สัมมาสังกัปปะ ความคิดถูก ได้แก่ เนกขัมมาสังกัปปะ ความคิด ลด ละ เลิก วางกาม อพยาปาทสังกัปปะ ความคิดที่ไม่มุ่งร้าย ไม่เคียดแค้น ไม่ชิงชังหรือรังเกียจ มีเมตตาเอื้ออาทรคนอื่น อวิหิงสาสังกัปปะ ความคิดไม่เบียดเบียน ไม่ทำร้ายผู้อื่นให้เดือดร้อน ช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่น

สรุปก็คือ การศึกษาและการปฏิบัติเริ่มต้นที่การคิดถูก สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะ คือความรู้นำในกระบวนการศึกษาและปฏิบัติ จัดเข้าในองค์ธรรมกลุ่มปัญญาทั้ง ๒ องค์ธรรมนี้ เป็น ธรรมสมังคี คือเป็นองค์ธรรมที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พร้อมหพร้อมตากัน ไปด้วยกัน ดังคำกลอนที่ว่า

ต้องมีความรู้คู่ความคิด มีดวงเทียนและเข็มทิศนำวิถี
ต้องมีความรู้คู่ความดี ชีวิตนี้จึงมีค่าสง่างาม

องค์ธรรมข้อที่ ๓ คือ สัมมาวาจา ในการดำเนินชีวิตตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา เมื่อมีความรู้ที่ถูกต้อง ความคิดที่ถูกต้องแล้ว ย่อมทำให้มีการพูดที่ถูกต้อง คือ สัมมาวาจา

ธรรมดาของมนุษย์ย่อมต้องการพูด บอกกล่าวป่าวประกาศให้คนอื่นทราบว่าตนรู้และคิดอะไรอย่างไร แล้วพยายามพูดสนับสนุนความรู้และความคิดของตนเอง ทั้งในด้านดีและด้านเลวนั่น สัมมาวาจา คือการพูดที่งดเว้นจากวจีทุจริต ๔ อย่างดังต่อไปนี้

๑. ละมุสาวาจา เว้นขาดจากการพูดเท็จ กล่าวแต่คำสัตย์ ดำรงสัจจะ ซื่อตรง เชื่อถือได้ ไม่ลวงโลก ไม่ว่าเพราะเหตุแห่งตน เพราะเหตุแห่งตนอื่น หรือเพราะแก่อามิสสินจ้างใด ๆ

๒. ละปิสุณาวาจา เว้นขาดจากการพูดส่อเสียดยุยงส่งเสริมใส่ร้ายให้คนเขาแตกกัน ทะเลาะกัน เกลียดชังกัน พูดจาสมานสามัคคี ไม่ก่อการแตกแยก

๓. ละผรุสวาจา เว้นขาดจากการพูดคำหยาบคายไม่สบายหู ไม่มีโทษ สุภาพ อ่อนหวาน น่ารัก จับใจ กินใจ ซึ้งใจ พอใจของพหูชน

๔. ละสัมผปปลาปวาจา เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ไร้สาระ ปากพร่อย พูดถูกกาล ถูกเวลา พูดคำจริง อ้างอิงถูกต้อง สอดคล้องด้วยหลักธรรมวินัย มีหลักฐาน มีขอบเขต ประกอบด้วยคุณประโยชน์

อันมนุษย์สุดนิยมที่ลมปาก จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา
หากพูดดีมีคนเขาเมตตา จะเจรจาจงพิเคราะห์ให้เหมาะความ

องค์ธรรมข้อที่ ๔ คือ สัมมากัมมันตะ ในการดำเนินชีวิตตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา เมื่อมีความรู้ดี ความคิดดีและคำพูดที่ถูกต้องแล้ว ต้องมีการกระทำที่ถูกต้องด้วย เพราะคนจะดีหรือจะชั่ว พิสูจน์ตรวจสอบได้ชัดเจนที่สุดก็คือ พิสูจน์จากการกระทำของบุคคลนั้น สัมมากัมมันตะ ตามหลักมัชฌิมาปฏิปทาก็คือ การเว้นจากทุจริต ๓ ประการ คือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติในกาม

สัมมากัมมันตะ ยังหมายความถึงการทำงานดี ไม่ทอดทิ้งงาน ทำงานไม่คั่งค้าง ขยันขันแข้งใฝ่รู้และสู้งาน พัฒนาตนและพัฒนางานอยู่เสมอ ซึ่งเป็นการกระทำที่เป็นมงคล

องค์ธรรมข้อที่ ๕ คือ สัมมาอาชีวะ ในการดำเนินชีวิต ตามหลักมัชฌิมาปฏิปทานั้น เมื่อมีความรู้ดี ความคิดดี คำพูดดี และมีการกระทำดีแล้ว ย่อมนำตนไปสู่การเลี้ยงชีวิตที่ดีด้วย คือสัมมาอาชีวะ สัมมาอาชีวะตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา ได้แก่การเลี้ยงชีพหรือการประกอบอาชีพที่สุจริต ไม่ผิดศีลธรรม เว้นขาดจากการประกอบมิจฉาชีพ ๕ สาขาอาชีพ คือ สัตถวณิชชา คือการเลี้ยงชีวิตด้วยการค้าขายอาวุธ สัตตวณิชชา คือ การเลี้ยงชีวิตด้วยการค้าขายมนุษย์เยี่ยงสัตว์ หมายถึงการประกอบอาชีพที่หลอกลวง ต้มตุ๋นมนุษย์ด้วยกันเอง มังสวณิชชา คือ การเลี้ยงชีวิตด้วยการค้าขายเนื้อสัตว์ มัชชวณิชชา การเลี้ยงชีวิตด้วยการค้าขายน้ำเมา วิสวณิชชา คือ การเลี้ยงชีวิตด้วยการค้าขายยาพิษ

มิจฉาอาชีพอีกความหมายหนึ่ง ซึ่งพระพุทธองค์ทรงเรียกว่าเป็น มิจฉาชีพ เช่นกัน คือบุคคลที่ได้โภคทรัพย์จากการประกอบอาชีพของตนแล้ว ไม่รูจักเลี้ยงตนและคนอื่นให้เป็นสุข ไม่บำรุงเลี้ยงสังคมและประเทศชาติ ไม่รู้จักเอื้อเฟื้อแบ่งปัน บุคคลเช่นนั้นเรียกว่า มิจฉาชีพ เช่นกัน

วางอาวุธหยุดความโหดโปรดคนหิว ดับความกริ้วโกรธมาให้อาหาร
ล้างมือโลมเลือดเปื้อนเหมือนมือมาร มาประทานหัตถ์ธรรม เช็ดน้ำตา

องค์ธรรมขัอที่ ๖ คือ สัมมาวายามะ ในการดำเนินชีวิตตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา เมื่อมีความรู้ดี ความคิดดี คำพูดดี การกระทำดี อาชีพดีแล้วต้องมี ความพยายามดี เพื่อส่งเสริมความดีและรักษาความดีต่าง ๆ ดังกล่าวมาให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น เรียกว่า สัมมาวายามะ สัมมาวายามะ ตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา พระพุทธองค์ทรงหมายเอา สัมมัปปธาน ๔ คือ ความเพียรพยายาม ความบากบั่น ที่มั่นคงแน่วแน่ ดังต่อไปนี้ คือ

๑. สังวรปธาน คือความขยันหมั่นเพียร เพื่อระมัดระวังป้องกันความชั่วที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น เรียกว่า พยายามป้องกัน

๒. ปหานปธาน คือความบากบั่นขยันหมั่นเพียรเพื่อกำจัดความชั่วที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดสิ้นไปเรียกว่า พยายามปราบปราม

๓. ภาวนาปธาน คือความบากบั่นขยันหมั่นเพียร เพื่อสร้างสรรค์ความดีที่ยังไม่มีให้มีขึ้น ที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เรียกว่า พยายามพัฒนา

๔. อนุรักขนาปธาน คือความบากบั่นขยันหมั่นเพียร เพื่อรักษาส่งเสริมสนับสนุนความดีที่มีอยู่แล้ว ที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปและให้อยู่ยั่งยืนนาน เรียกว่า พยายามอนุรักษ์

สัมมาวายามะ จึงได้แก่ ……

ความเพียรอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั้น
ลดละเลิกความชั่วทั่วทุกอย่าง เสกสรรค์สร้างความดีที่สดใส
ประพฤติธรรมชำละล้างทุกข์ข้างใน ดูแลใจของตนพ้นบ่วงมาร

องค์ธรรมข้อที่ ๗ คือ สัมมาสติ ในการดำเนินชีวิต ตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา เมื่อมีความรู้ดี ความคิดดี พูดดี ทำดี อาชีพดี และพยายามดีแล้ว ต้องมี สติดี ด้วย เรียกว่า สัมมาสติ สัมมาสติ ตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา พระพุทธองค์ทรงหมายเอา สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ ที่ตั้ง หรือฐานที่มั่นของสติ ดังต่อไปนี้

๑. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้แก่การตั้งสติตามดูกาย เริ่มต้นแต่การเคลื่อนไหวอิริยาบททุกอย่าง เช่น ยืน เดิน นั่งนอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด เป็นต้น

๒. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้แก่การตั้งสติตามดูเวทนา คือ ความรู้สึกทั้งที่เป็นสุข เป็นทุกข์ และเฉย ๆ ไม่สุขไม่ทุกข์

๓. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้แก่ การตั้งสติติดตามดูจิตให้รู้ทันจิตว่า ในขณะนั้นเป็นเช่นไร เช่นมีราคะหรือไม่มีราคะ มีโลภหรือมีมีโลภ มีโทสะหรือไม่มีโทสะ มีโมหะหรือไม่มีโมหะ สงบหรือฟุ้งซ่าน เป็นต้น

๔. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้แก่การตั้งสติ ตามดูองคธรรมต่าง ๆ ทั้งอกุศลธรรม และกุศลธรรม ที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ในชีวิตของตน เป็นต้น

สัมมาสติ โดยสรุปก็คือ ความไม่ประมาท ความรู้ตัว ความตื่นตัวทั่วพร้อมในการดำเนินชีวิตรอบด้านและครบเครื่อง ดังพระพุทธภาษิตว่า สติ สพฺพตฺถ ปตฺถิยา แปลว่า สติจำเป็นต้องใช้ในทุกเรื่อง ให้รู้ตัวรู้ทันอยู่เสมอ

รู้ทันป้องกันเอาไว้แก้ รู้ไม่ทันยับเยินแน่ต้องแก้ไข
ติดตามดูรู้ทั้งตัวทั้งหัวใจ ทั้งภายนอกภายในให้รู้ทัน

องค์ธรรมข้อที่ ๘ คือ สัมมาสมาธิ ในการดำเนินชีวิตตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา เมื่อมีความรู้ดี ความคิดดี พูดดี ทำดี อาชีพดี พยายามดี สติดีแล้ว ก็จำเป็นต้องมีสมาธิดี เรียกว่า สัมมาสมาธิ

สัมมาสมาธิ ตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา พระพุทธองค์ทรงหมายเอา ความตั้งมั่นของจิต ไม่วอกแวก ไม่หวั่นไหว ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่สัดส่ายไป สงบนิ่ง ไม่ถูกกิเลสรบกวน และไม่มีกิเลสรบกวน แบ่งออกเป็น ๓ ระดับ คือ ขณิกสมาธิ สงบนิ่งชั่วคราว อุปจารสมาธิ สงบนิ่งยาวนาน และ อัปปนาสมาธิ สงบนิ่งสนิท

พลังสมาธิ จะทำให้พลังจิตมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ตั้งแต่ระดับโลกิยสมาธิ ได้แก่มี หูทิพย์ ตาทิพย์ รู้อดีต รู้ปัจจุบัน รู้อนาคต และ ระดับโลกุตรสมาธิ ได้แก่การกำจัดอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ลด ละ เลิก กิเลส กรรม และวิบากได้ ซึ่งเรียกว่า เจโตวิมุติ คือการหลุดพ้นด้วยพลังจิต

จิตที่เป็นสมาธิ ตั้งมั่นอย่างแน่วแน่มั่นคงดีแล้ว ย่อมสร้างประโยชน์สูงสุด มีลักษณะสำคัญพิเศษ ๘ ประการ คือ ๑ สงบ ๒ บริสุทธิ์สะอาด ๓ เบาสบาย ๔ ซื่อตรงผ่องใส ๕ อ่อนโยนนุ่มนวล ๖ แคล่วคล่องว่องไว ๗ พร้อมทำงาน ๘ ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว

การศึกษาในเรื่องของมัชฌิมาปฏิปทา หรือมรรคมีองค์ ๘ ถ้าการอบรมมรรคถูกต้องดังแสดงมา ถูกต้องคงที่ ก็มีคุณานิสงส์โดยตรงถึง ๖ สถาน ดังพุทธภาษิตบรรหารรับรองอยู่ว่า อยํ โข สา ภิกฺขเว มัชฌิมาปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา จกฺขุกรณี ญาณกรณี อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ ความว่า มัชฌิมาปฏิปทานี้แล ภิกษุทั้งหลาย อันตถาคตตรัสรู้แล้ว เป็นเครื่องกระทำจักษุ ( เครื่องเห็น ) เป็นเครื่องกระทำการหยั่งรู้ถึง เป็นไปเพื่อความสงบเรียบร้อย เพื่อความรู้ยิ่ง ๆ ขึ้น เพื่อความรู้สึกตัวได้อย่างดี เพื่อออกจากเครื่องร้อยรัด ดังนี้

ท่านสาธุชนได้สดับแล้ว นำมาศึกษาและปฏิบัติ ก็จะเป็นไปเพื่อความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคล เจริญในธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกทิพาราตรี ดังได้บรรยายมาด้วยประการฉะนี้

ขอถวายพระพรเจริญพระสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล พระชนมสุขทุกประการ จงมีแด่สมเด็จพระบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระปรมินทรธรรมิกมหาราชาธิราช ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานจตุปัจจัยไทยธรรม บูชาพระธรรมเทศนา ณ วัดราชผาติการาม ในวันธรรมสวณะนี้ คณะสงฆ์วัดราชผาติการาม ขอถวายพระพรชัยมงคล ขอจงทรงพระเกษมสำราญปราศจากพระโรคาพาธบำราศภยุปัทวันตรายทั้งหลายทั้งปวง ทรงพระเจริญในพระสิริราชสมบัติพรั่งพร้อมด้วยสรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล ตลอดจิรัฏฐิจิกาล

สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ อิทํ พลํ เอตสฺมึ รตนตฺตยสฺมึ สมฺปสาทนเจตโส ฯ

ขอผลแห่งพระราชหฤทัย ซึ่งทรงเลื่อมใส ในพระรัตนตรัยนี่นี้
จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ
แด่สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า เทอญ

ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนา ขออำนวยพรให้ คุณนายเพิ่มศรี สุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา และ คุณนายจินดา เมนะเศวต ผ็เป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์ ในวันนี้ จงเจริญด้วยอายุ วัณณะ สุขะ พละ ปฏิภาณธนสารสมบัติพรั่งพร้อมด้วยสรรพสิริสวัสดิ์ ทุกประการ

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube