ธรรมเทศนา ตัวอย่างเทศน์ ตัวอย่างธรรมเทศนา

ธรรมเทศนา ธรรมทาน ชนะการให้ทั้งปวง

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาตีติ

บัดนี้ จักได้แสดงพระสัทธรรมเทศนา พรรณนาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นเครื่องสดับสติปัญญา และส่งเสริมพอกพูนบารมี ของท่านสาธุชนผู้ใคร่ในธรรมทั้งหลาย

วันนี้ เป็นวันพระขึ้น ๘ ค่ำ ท่านสาธุชนทั้งหลาย ก็ได้ตั้งใจมาวัดเพื่อปฏิบัติศาสนกิจทางพระพุทธศาสนา ในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชนคนไทย ในเบื้องต้นเมื่อเช้านี้ท่านสาธุชนทั้งหลายก็ได้ร่วมกันทำวัตรสวดมนต์ และรับศลี ๕ และอุโบสถศีล และฟังธรรมเทศนาไป ๑ กัณฑ์แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นศาสนกิจที่ท่านพุทธศาสนิกชนต้องกระทำในวันสำคัญเช่นวันนี้ และถือว่าเป็นหน้าของพุทธศาสนิกชนต้องกระทำเป็นประจำ เพื่อเป็นการดำรงไว้ซึ่งพิธีกรรมทางพุทธศาสนา เพราะถ้าพุทธบริษัทไม่ปฏิบัติเป็นกิจประจำแล้ว พิธีกรรมทางศาสนาก็เสื่อมไปเรื่อย ๆ และสูญหายในที่สุด ดังนั้น การที่ท่านสาธุชนทั้งหลาย ได้มาวัดและปฏิบัติศาสนกิจในวันนี้ ถือว่าได้ดำรงไว้ซึ่งพุทธศาสนา เพราะศาสนาพุทธจะอยู่ได้ยื่นยาว ต้องมีพุทธบริษัทร่วมกันปฏิบัติตามพิธีกรรมทางศาสนาครบทั้ง ๔ อย่าง คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา จะขาดเสียอย่างใด อย่างหนึ่งไม่ได้ แต่ปัจจุบันนี้ นางภิกษุณีไม่มี และมีโยมซีเป็นรูปแบบทดแทน ดังนั้น พวกเราในฐานะที่เป็นพุทธบริษัท ต้องสนใจบำรุงรักษาพุทธศาสนาไว้ให้ดำรงอยู่ไปให้ยืนยาว

ดังนั้น การฟังธรรมถือว่าเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งในพุทธศาสนา ดังนั้น ลำดับต่อไปนี้ อาตมาภาพจักอธิบายธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งจักได้กล่าวถึงการบริจาคทานทางพระพุทธศาสนา ตามพุทธภาษิตที่ได้ยกไว้ ณ เบื้องต้นนั้น การให้ทานนั้น มีอยู่ ๒ อย่าง คือ การให้ทานชนิดที่เวียนวายไปในวัฏสงสาร และการให้ทานที่จะออกไปจากวัฏสงสาร

การให้ทานที่เวียนวายตายเกิดในวัฏฏะ เป็นอย่างไร การทำบุญให้ทานแล้วหวังผลเพื่อไปเกิดดี เกิดสวย เกิดรวย ไปสวรรค์ ได้มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ แต่ไม่สามารถได้นิพพานสมบัติ การให้ทานชนิดนี้ ต้องมีปฏิคาหกผู้รับทาน จึงจะได้ผล สำหรับท่านที่ต้องมีปฏิคาหกมารับ นี้ แบ่งได้เป็น ๓ ประการด้วยกัน คือ

๑. วัตถุทาน คือการให้วัตถุสิ่งของเป็นทาน
๒. อภัยทาน การให้อภัยโทษ อภัยทาน
๓. ธรรมทาน การให้ธรรมคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

ลักษณะของทานทั้ง ๓ ประการนั้น มีอธิบายดังนี้

วัตถุทาน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อามิสทาน ได้แก่ปัจจัย ๔ ที่เราบริโภคใช้ สอยอยู่เป็นประจำวัน คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค วัตถุทานทั้งหมดนี้ ต้องประกอบด้วยธรรม ต้องได้มาโดยชอบธรรม โดยไม่ได้ทำให้ผู้อื่นเดือนร้อน และไม่ใช่สิ่งที่ก่อให้เกิดโทษ (อธิบายเอง)

อภัยทาน หมายถึงการให้อภัย ซึ่งแปลว่าไม่ต้องกลัว คือเราให้ความไม่ต้องกลัวแก่บุคคลอื่น เขาไม่ต้องกลัวเรา การให้อภัยทานเป็นไปได้ทั้งทวารทั้ง ๓ คือ ทางกาย วาจา และจิตใจ เช่น การที่บุคคลอื่นมาขอขมา ขออภัย เราก็รับ เป็นทางกาย การที่บอกอโหสิกรรมก็เป็นทางวาจา การที่เราลดสลัดความโกรธความอาฆาตจองเวร ก็เป็นทางจิตใจ การให้อภัยทาน ถ้าแยกประเภทให้เห็ดชัด ก็มีอยู่ ๓ อย่าง คือ

๑. การให้อภัยโทษ ให้ขมาโทษ คือการยอมรับขมาโทษ
๒. การที่เราไม่เบียดเบียนไม่ประทุษร้ายใคร โดยเป็นอยู่อย่างเป็นผู้มีศีล โดยไม่ประทุษร้ายไม่เบียดเบียนแก่ชีวิต แก่ร่างกาย หรือแก่น้ำใจ ไม่เบียดเบียนเนื้อตัว-จิตใจ ชีวิตของผู้อื่น นับตั้งแต่สัตว์ดิรัจฉานจนถึงมนุษย์ จนกระทั่งเทวดาหรือพรหม คือสิ่งที่มีชีวิตทุกอย่าง เราไม่เบียดเบียนให้เขารู้สึกกระทบกระทั่งเป็นทุกข์ ฯ
๓. การแผ่เมตตาจิตอยู่เป็นปกติ มีจิตใจประกอบด้วยเมตตาเสมอ (อธิบายต่อ)

สรุปแล้ว ต้องประกอบด้วย ๓ อย่าง จึงจะเรียกว่า อภัยทานคือ ให้อภัยโทษ ยอมรับขมาผู้อื่น ไม่เบียดเบียน ไม่กระทบกระทั่ง ไม่ประทุษร้ายใครผู้อื่น และอยู่ด้วยจิตที่แผ่เมตตาทั้งกลางวันและกลางคืน ฯ

ธรรมทาน หมายถึงการให้ธรรมะเป็นทาน ในพระสูตรกล่าวไว้ว่าคือการแสดงธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศแล้ว อันเป็นที่สิ้นทุกข์และนำความสุขมาให้ ในโลกนี้และโลกหน้า เพราะปรารถนาประโยชน์เกื้อกูลแก่บุคคลเหล่าอื่น แต่ธรรมทานนี้ มีได้ ๒ อย่างคือ โดยตรง และโดยอ้อม (อธิบาย) ธรรมทานนี้ อาจจะแยกออกไปเป็น ๓ ระดับ คือ

๑. ให้ความรู้พื้นฐานเบื้องต้น เช่น ครูบาอาจารย์ สอนลูกศิษย์ และพ่อแม่สอนลูก (อธิบาย)
๒. ให้แสงสว่างในทางวิญญาณ ซึ่งเป็นเรื่องทางศาสนา เป็นธรรมะที่สูงกว่าระดับธรรมดา เช่น การเทศน์เรื่องดับทุกข์ ชี้หนทางแห่งการดำเนินชีวิต เป็นต้น
๓. ให้นิพพานเป็นทาน คือการได้ทำให้บุคคลอื่น ได้รับความเย็นใจเยือกเย็นสงบลง เป็นต้น (อธิบาย)

สรุปแล้ว ธรรมทาน มี ๓ อย่างคือ ให้ความรู้พื้นฐาน ให้รู้จักกิน รู้จักนอน รู้จักอะไร เป็นต้น เป็นธรรมทานขั้นต้น การให้แสงสว่างแก่จิตใจ ให้ทางเดินของชีวิตที่ถูกต้อง เป็นธรรมทานข้นกลาง การให้ความสงบร่มเย็นแก่จิตใจ เป็นธรรมทานขั้นสูง

พระพุทธเจ้าตรัสว่า บรรดาทานทั้ง ๓ อย่างนั้น ธรรมทานชนะทานทั้งปวง ฯ

ต่อไปนี้ จะได้กล่าวถึงลักษณะวิธีให้ทานของผู้ให้

๑. การให้ต้องมีเจตนาที่บริสุทธิ์
๒. ต้องพอใจต้องยินดี ซึ่งต้องประกอบด้วย
๓ เวลา ก่อนให้ กำลังให้ และให้แล้ว (อธิบาย)

การให้ที่ดีนั้นเป็นไฉน ?
ต้องมีการเลือกเฟ้น และเวลาจะให้ต้องเลือกเวลาที่เหมาะสม เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เลือกเฟ้นเสียก่อนแล้วจึงให้ทานนี้พระสุคต สรรเสริญ (อธิบาย) วิธีการให้ ต้องถูกต้อง ต้องเคารพ ต้องเหมาะสม อย่างน้อยเราต้องเคารพในทานของเรา (อธิบาย)

ลักษณะของปฏิคคาหกผู้รับทาน

การให้ทานต้องมีปฏิคคาหก คือผู้รับที่ดี จึงจะเกิดประโยชน์ได้ ประโยชน์จะดีมาก ดีน้อยหรือถึงกับเลว ต้องเอาผู้รับทานเป็นหลัก คือ

๑. เราให้เพราะสงสาร ผู้รับก็คือสัตว์เดรัจฉาน หรือคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้
๒. ให้เพราะความเลื่อมใส ผู้รับคือผู้ปฏิบัติชอบ
๓. ให้เพื่อบูชาคุณ คือ พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย
๔. ให้เพื่อใช้หนี้ คล้าย ๆ บูชาคุณ เพราะเราเป็นหนี้ทุกคน
๕. ให้ทานแก่คนไม่ดี เช่นคนอันธพาล เราให้เพื่อหาวิธีให้เขากลับตัว (อธิบายปฏิคคาหกทางศาสนา)

การให้ทานที่จะออกไปจากวัฏฏะสงสารเป็นไฉน?

(เป็นธรรมของท่านพุทธทาส) การให้ทานชนิดนี้ เรียกว่า สุญญตาทาน ซึ่งหมายถึงการบริจาคที่ตัวกู-ของกู ออกไปเสียให้หมด ซึ่งไม่ต้องมีปฏิคคาหกผู้รับเลย และยิ่งไปกว่านั้น ไม่ต้องมีผู้ให้ทาน คือไม่ต้องมีทั้งผู้รับและผู้ให้

ถ้าถามว่าแล้วจะเอาอะไรให้ เอาอะไรเป็นวัตถุสำหรับให้ ก็ตอบว่า เอาตัวกู-ของกูนั้นแหละให้ อุปาทานความยึดมั่นถือมั่นว่านี้ตัวกู นี้ของกู เอาอันนี้แหละให้ ให้ออกไปให้มันหมดตัวกูของกู แล้วมีความว่างเกิดขึ้นมาแทน นี้คือ สุญญตาทาน

ที่นี้ตัวกู-ของกูนี้จะถูกออกไป และใครจะเป็นผู้ให้ ก็ต้องความว่างจากตัวกู-ของกู คือจิตที่ประกอบอยู่ด้วยสติปัญญาเป็นผู้ให้ ๆ มันจะให้สิ่งที่เรียกว่าตัวกู-ของกูออกไปให้หมดสิ้น นี้เรียกว่าไม่ต้องมีตัวผู้ให้ก็ได้ เพราะจิตนั้นไม่ใช่ตัวตน อย่างนี้เรียกว่าบริจาคอย่างยิ่ง บริจาคหมดไปไม่มีอะไรเหลือ ถ้าบริจาคตัวกู-ของกูออกไปเสียแล้ว มันจะมีอะไรเหลืออยู่ เหลือแต่ความว่าง หรือความบริสุทธิ์ ความสะอาด ไม่ใช่ตัวกู-ของกูเลยย ตัวกูของกูนี้สกปรก มืดมัว เร่าร้อย ให้ไปเสียมันเลยว่าง ไม่มีตัวกู ไม่มีตัวตน ภาวะที่เหลืออยู่ก็คือ ความสะอาด สว่าง สงบ ของความว่างจากตัวกูของกู นี่เป็นสุญญตาทาน

การที่เราจะสละตัวกูของกูได้ต้องมีขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่

๑. สละมานะทิฏฐิอย่างหยาบ ๆ
๒. สละความเห็นแก่ตัว
๓. สละอัสมิมานะ คือตัวกูนั่นเอง คือสิ่งที่เรียกว่า “อัตตา”

ดังนั้น การให้ทานนี้จึงมีมาเป็นลำดับ ๆ ค่อย ๆ สูงขึ้นไป นับตั้งแต่ว่าให้วัตถุทาน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ด้วยสิ่งของ ให้อภัยทาน ให้ความไม่เบียดเบียน แล้วก็ให้ธรรมทาน ให้ความรู้ที่จะทำให้เขาเดินไปถูกทาง จนถึงการเข้าถึงพระนิพพาน คือการให้ตัวกูของกูออกไปให้หมด เหลือแต่ความว่าง ความว่างนี้คือจิต หรือกาย หรืออัตภาพนี้ ที่มันว่างจากกิเลส ว่างจากความทุกข์ ว่างจากความว่ายเวียน ซึ่งไปเป็นตามธรรมชาติฯ

ดังนั้น เมื่อท่านสาธุชน ได้สดับรับฟังพระธรรมเทศนาแล้ว พึงน้อมไปพินิจพิจารณา และใช้เป็นแนวทางแห่งการดำเนินชีวิต เพื่อจะได้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข และหลุดพ้นจากความทุกข์ จากความกังวลทุกอย่างทั้งปวง ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนานี้ ขออ้างเอาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงมาดลบันดาลให้ท่านสาธุชนผู้ใคร่ในธรรมทั้งหลาย จงประสบแต่ความสุข ความสุข ความเจริญ มีใจประกอบด้วยธรรมะ ปราศจากโรคภัยอุปัทวะทั้งหลายทั้งปวง สำเร็จผลในสิ่งที่ปรารถนาทุกประการ เทอญ ฯ

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube