กิจกรรม แสงเทียนแด่แม่
สารบัญ
กิจกรรม แสงเทียนแด่แม่
(สำหรับเด็กระดับประถม)
เปิดดนตรี เขมรไทรโยค หรือลาวเสี่ยงเทียน
ในลำดับต่อไปนี้ ขอให้ลูก ๆ ทุกคนนั่งอยู่ในอาการอันสงบ ตั้งใจสดับพระธรรมบรรยาย เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักสำนึกถึงหน้าที่ และกลับไปเลี้ยงแม่ตามหน้าที่ของลูกที่ดีจะพึงปฏิบัติต่อท่าน
นักเรียนทั้งหลาย ในขณะที่เธอกำลังสนุกสนานเพลิดเพลินอยู่นี้ ทุกคนทราบไหมว่า มีบุคคลคนหนึ่งกำลังทำงานจนเหงื่อไหลไคลย้อย คร่ำเครียดอยู่กับงาน เพื่อหาเงินมาเลี้ยงลูก ในขณะที่ลูก ๆ กำลังใช้จ่ายเงินที่ท่านหามาได้ด้วยความยากลำบากอย่างฟุ้งเฟื้อนี้ ลูก ๆ เคยมองย้อนหลังไปที่บ้านตัวเองบ้างหรือไม่ บุคคลคนหนึ่งต้องทุกข์ทรมานเพื่อให้ลูกมีความสุข ลำบากเพื่อให้ลูกสบาย ยอมอดเพื่อให้ลูกอิ่ม กำลังนอนเอามือก่ายหน้าผาก รำพึงอยู่ในใจว่า พรุ่งนี้ลูกจะเอาอะไรกิน ? พรุ่งนี้ เราจะเอาเงินที่ไหนให้ลูกไปโรงเรียน ?
นักเรียนทั้งหลาย..จากวันนั้นถึงวันนี้ เธอได้ใช้จ่ายเงินของคุณแม่หมดไปกี่บาทแล้ว? จากวันนั้นถึงวันนี้ เธอทานข้าวของคุณแม่หมดไปกี่กระสอบแล้ว ได้ใช้เสื้อผ้าขาดไปกี่ชุดแล้ว ลูก ๆ เคยถามตนเองในลักษณะนี้บ้างไหม? ทุกวันนี้ เธอเคยทำอะไรให้ท่านชื่นใจบ้าง? ในฐานะที่ท่านได้เลี้ยงเรามาจนโต เธอเคยทำอะไร ให้ท่านเบาใจบ้าง?
ถ้ายังไม่เคยก็ขอให้ลูก ๆ ทุกคน จงทำเสีย จงตอบแทนคุณของท่าน ก่อนที่จะไม่มีท่านให้เรารัก และให้เราตอบแทน นักปราชญ์บัณฑิตได้ เขียนบทกลอนไว้บทหนึ่งน่าฟังยิ่งนักว่า..
นักเรียนทั้งหลาย คำว่าแม่.. แม่ นี้ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นใจยิ่งนัก ฟังแล้ว รู้สึกปลอดภัยยิ่งนัก ไพเราะจับใจยิ่งนัก ยากที่จะหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบได้ แม้นักปราชญ์ก็ยังประพันธ์สรรเสริญ น้ำเสียงของแม่ไว้ว่า
ทุกเช้าเราจะได้ยินแต่คำว่า “หิวไหมลูก อร่อยไหมลูก เอาอีกไหมลูก” จากปากของแม่ ก่อนที่เราจะออกจากบ้าน ครั้นพอเดินหันหลังให้ ท่านก็ยังหันมาสั่งว่า “แล้วกลับให้ตรงเวลานะลูก” นี่แสดงว่าแม่รักเราเป็นห่วงเรา ไม่อยากให้เราอยู่ห่างจากสายตาท่าน ความรักของแม่นั้น บริสุทธิ์นัก เป็นความรักที่เกิดจากความจริงใจ
นักเรียนทั้งหลาย ลองสังเกตให้ดี เทียนไขสีขาวบริสุทธิ์ที่พระอาจารย์ตั้งไว้นี้ กับไม้ขีดที่พระอาจารย์นำมาวางไว้ตรงนี้ สิ่งสองอย่างนี้รู้จักกันไหม? ทุกคนคงจะตอบในใจเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่” และก้านไม้ขีดที่พระอาจารย์ถืออยู่นี้ กับกลักไม้ขีดที่พระอาจารย์วางไว้ข้างหน้านี้ มันเคยถามกันบ้างไหมว่า เธอมาจากไหน ? จากโรงงานอะไร ?
ทั้งสองสิ่งนี้ไม่รู้จักกันเลย แต่พอเราเอามาสัมผัสกันเข้า ก็เกิดประกายไฟ และติดเป็นไฟขึ้น ดังตัวอย่างที่พระอาจารย์ทำอยู่นี้? คำถามที่พระอาจารย์จะถามก็คือ กลักไม้ขีดกับก้านไม้ขีดรู้ไหมว่า เมื่อทั้งสองสัมผัสกันเข้าแล้วจะเกิดไฟขึ้น ? ไฟมาจากไหน กลักไม้ขีดกับก้านไม้ขีดรู้หรือไม่ ?
และเทียนสีขาวที่ตั้งอยู่ตรงหน้านี้ เมื่อเรานำไฟมาจุด เทียนเคยปฏิเสธไหมว่า ไม่ต้องการ ทุกคนก็จะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่”
นักเรียนทั้งหลาย ชีวิตของแม่เราก็เช่นเดียวกัน แม่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ดวงวิญญาณที่จะมาถึงปฏิสนธิในครรภ์ของท่านนั้น มาจากสวรรค์ชั้นไหน ? หรือมาจากนรกขุมใด แต่ทันทีที่รู้ว่าแม่กำลังตั้งท้อง แม่จะดีใจ ยินดีอนุญาตให้ลูกมาปฏิสนธิทันที ไม่มีความรังเกียจเดียดฉันท์แต่ประการใด แม่ไม่ทราบมาก่อนเลยว่า ลูกที่อยู่ในท้องนั้นจะเป็นหญิงหรือเป็นชาย จะมีรูปร่างสมบูรณ์ จะสวยหรือไม่สวย จะพิกลพิการง่อยเปลี้ยเสียแขนขา หูหนวกตาบอด อวัยวะไม่สมประกอบ หรือจะมีสติปัญญาไม่สมประกอบก็ตาม เกิดมาแล้วจะกลายเป็นนักเลง จะกลายเป็นโจร จะเลี้ยงแม่หรือไม่ แม่ไม่เคยคิด แต่เมื่อลูกคลอดจากครรภ์ลืมตามาดูโลก แม่ทุกคนจะให้ความรักเสมอกัน นี่แสดงว่า แม่ของเรามีความรักอันบริสุทธิ์ต่อเรา มาตั้งแต่ก่อนที่จะเห็นหน้าลูกด้วยซ้ำไป เพื่อให้นักเรียน ได้มองเห็นความรักที่แม่มีต่อเรา พระอาจารย์จะขอย้อนความหลังให้ฟังพอได้เห็นเป็นตัวอย่างสักเล็กน้อย
เริ่มเปิดดนตรี สุธากรรแสง
เริ่มต้นจากจุดหนึ่งของชีวิต คืนหนึ่งคืนนั้น นานแสนนานมาแล้ว เป็นคืนที่คุณยายฝันว่า ยายฝันเห็นดวงเดือนและดวงดาวที่ลอยสกาวอยู่บนท้องฟ้า แล้วคุณยายก็ไขว่คว้าเอาดวงดาวนั้น มาถือไว้ในอุ้งมือของตน รุ่งเช้ามีคนทำนายความฝันของคุณยายว่า “มีบุคคลที่ ๒ เกิดขึ้นในท้องของท่านแล้ว” บุคคลนั้นคือแม่ของเราในปัจจุบันนี้นั่นเอง เดือนที่เคลื่อนคล้อย ลูกน้อยคือ แม่ของเราที่ได้อาศัยเรือนร่างของคุณยายเป็นแดนเกิดก็ได้ลืมตามา โลกใหม่นี้ ครั้งแรกในชีวิตของแม่ แม่รักคุณตาและคุณยายมากที่สุดในโลก เพราะคุณตาคุณยายได้ให้ความรักความอบอุ่นแก่แม่มาตลอด จนกระทั่ง.. แม่โตขึ้นย่างเข้าสู่วัยเด็ก แม่มีเพื่อน แม่รักเพื่อน ๆ มาก ในชีวิตของแม่ในขณะนั้น รู้แต่เพียงว่าชีวิตนั้นเกิดมาเพื่อเพื่อน…
หลังจากที่แม่โตเป็นสาว สมควรที่จะมีครอบครัวได้ แม่ก็มีความรักคือคุณพ่อของเราในปัจจุบันนี้ แม่.. แม่รักพ่อมากที่สุด ชีวิตของแม่ในขณะนั้นจึงรู้ว่า “เกิดมาเพื่อพ่อคนเดียว” แต่ต่อมาไม่นาน หลังจากแต่งงานกับพ่อแล้ว แม่ก็มีความฝันเหมือนกับคุณยาย คุณแม่ได้ทราบว่า จะมีลูกน้อย หรือมีดวงวิญญาณมาปฏิสนธิในท้อง แม่สุดแสนจะดีใจ เดือนผ่านไป ลูกน้อยของแม่ คือตัวเรา ก็ลืมตามาดูโลก สิ่งหนึ่งที่เราเห็นชัดไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ แม่ยอมรับดวงวิญญาณของลูกทุกดวง ที่มาเกิดในท้องของท่าน ไม่ว่าดวงวิญญาณนั้นจะดี หรือเลว อาจจะเกิดมาทำให้ท่านเสียใจ แม่ไม่เคยปฏิเสธเลย ไม่ว่าลูกจะมีกี่คน แม่ทนเลี้ยงได้ ตั้งแต่คนแรกจนถึงคนสุดท้อง
เรื่อง แม่กับลูกถูกไฟคลอกตาย
ลูก ๆทั้งหลาย จากบทกลอนที่กล่าวมานี้ เห็นชัดว่า ดวงใจแม่นั้นสะอาดบริสุทธิ์มีไว้เพื่อลูกทุกคน จึงอยากถามลูก ๆ ทั้งหลายว่า เราเคยทำความดีอะไรให้แม่ชื่นใจเพื่อบูชาพระคุณท่าน สมกับที่ท่านรักเราหรือไม่? ขอให้ทุกคนนึกให้ดี หากพบว่าไม่เคยเลย ก็จงกลับใจเสียใหม่ ก่อนที่จะสายเกินไป มีเรื่องจริงอยู่เรื่องหนึ่ง เกิดขึ้นในจังหวัดภูเก็ต ปี พ.ศ. ๒๕๒๗
มีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่ง มีอาชีพค้าขาย พ่อต้องออกไปต่างจังหวัดอยู่บ่อย ๆ แม่อยู่เฝ้าบ้านไปตามพ่อไม่ได้ เพราะแม่มีลูกน้อยอยู่คนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในวัยกำลังน่ารัก อายุประมาณ ๒ ขวบ กว่า ๆครอบครัวนี้อยู่ไม่ห่างจากตลาดสดมากนัก สามารถออกไปซื้อของมาทานได้สะดวก ทุกเช้า ก่อนที่ลูกน้อยจะตื่นนอน แม่ ซึ่งปกติก็ตื่นเช้าจะออกจากบ้านไปจับจ่ายซื้อของ มาให้ลูกทานเสมอ สิ่งใดที่แม่เห็นว่าลูกชอบ แม่ก็จะหาซื้อมาให้ ของเล่นชิ้นไหนสวย ขนมอะไรที่อร่อย แม่ก็จะหาซื้อมาให้ ความสุขของแม่คือ การได้เห็นลูกน้อยมีความสุข ทุกวันแม่จะทำอย่างนี้เพื่อลูกน้อยของแม่
แต่..อยู่มาวันหนึ่ง คุณพ่อไปขายของที่ต่างจังหวัด คงมีแต่แม่และลูกน้อยอยู่เฝ้าบ้าน ขณะนั้น เป็นเวลาใกล้เทศกาลตรุษจีน คุณแม่ ซึ่งเป็นคนจีนก็คิดว่า วันพรุ่งนี้จะตื่นแต่เช้าไปซื้อของมาไหว้เจ้า และให้ลูกน้อยด้วย
แต่…คืนนั้น เป็นคืนที่คุณแม่ฝันไม่ดีเลย เป็นฝันร้าย ที่คุณแม่ไม่เคยฝันเช่นนั้นมาก่อนในชีวิต คุณแม่หลับแต่หัวค่ำ และได้ฝันว่า มีมนุษย์ร่างใหญ่ หน้าตาน่ากลัวแต่งตัวด้วยชุดสีดำ เดินตรงเข้ามาหาแม่ แม่มีความรู้สึกกลัวที่สุดในชีวิต ในขณะนั้นชายร่างใหญ่เดินเข้ามาใกล้ มันได้เอามือซ้ายอันแข็งแกร่งบีบที่ลำคอของแม่ เอามือข้างขวาควักเอาดวงตาของแม่ออกมา มิใส่ใจแม้ในคำขอร้องของแม่ ผู้ร้องอยู่ด้วยความตกใจกลัว และเจ็บปวด เสร็จแล้วก็เดินหายวับไปในความมืด ความตกใจกลัวในความฝันนั้นทำให้แม่สะดุ้งตื่นในกลางดึก และนอนไม่หลับจนสว่าง ในใจของแม่ครุ่นคิดตลอดเวลาว่าอะไรหรือทำให้เราฝันเช่นนี้ ความฝันนี้จะเป็นลางร้ายอะไรของเราหนอ พอแม่เห็นฟ้าสว่างพอที่จะไปตลาดได้แล้ว จึงลุกขึ้นเตรียมตัวไปจับจ่ายซื้อของตามที่ตั้งใจไว้ ก่อนที่แม่จะออกจากบ้าน ก็ไม่วายหันมามองดูลูกน้อยที่กำลังหลับอยู่
ด้วยความรักและความห่วงใย ในลูกน้อยนี่เอง ทำให้แม่เกรงว่าหากกลับมาไม่ทัน ลูกน้อยตื่นขึ้นมาไม่เห็นแม่ จะเปิดประตูออกมาเดินและพลัดตกบันไดได้รับบาดเจ็บได้ จึงเอากุญแจมาล็อกประตูลูกกรงเหล็กดัดไว้ เสร็จแล้ว แม่ก็รีบไปที่ตลาด เพื่อจับจ่ายซื้อของที่จำเป็นในการไหว้เจ้า และของโปรดของลูกน้อยที่เคยทาน ความเพลิดเพลินในการจับจ่ายซื้อของนั้น ทำให้แม่ลืมลูกน้อยไปชั่วขณะ
แต่…พอ แม่ได้ยินว่า “ไฟไหม้ตึกแถว” คุณแม่ถึงกับตกใจ หันไปมองตามเสียงที่คนพูด เห็นแต่ควันสีขาวสีดำพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ใจที่เพลินเพลินอยู่กับการซื้อของ จึงเปลี่ยนมาเป็นคิดถึงลูกน้อยที่กำลังนอนหลับ เพราะกลัวว่าหากไฟไหม้แถวนั้น ลูกน้อยจะทำอย่างไร ความตกใจนี้ ทำให้แม่ตัดสินใจวิ่งกลับมาที่บ้าน ไม่สนใจตะกร้าสิ่งของที่ตนเอาที่ตนเองซื้อแล้ววางไว้ที่ตลาด แม่.. วิ่งบ้าง เดินบ้าง จนมาถึงใกล้บ้าน เห็นกำลังไหม้ ใกล้ถึงบ้าน แม่จึงควานหากุญแจ เพื่อที่จะเปิดประตูเข้าไปหาลูก
แต่ควานหาจนรอบตัวก็หาไม่พบ เพราะพวงกุญแจ อยู่ในตะกร้าที่แม่ลืมทิ้งไว้ที่ตลาด สายตาของแม่มองไปบนบ้าน เห็นลูกน้อย ที่ตื่นนอนเพราะความร้อน ยืนเกาะลูกกรงเหล็ก ร้องขอความช่วยเหลืออยู่ด้วยเสียงอันน่าสงสารต่อหน้าต่อตา ยิ่งทำให้แม่สับสนทำอะไรไม่ถูก ปากก็ตะโกนออกไปว่า ช่วยลูกฉันด้วย ๆ
แต่..ในขณะนั้น จะมีใครกล้าเข้าไปช่วยได้ เพราะเปลวไฟร้อนแรงมาก แม่จึงแหวกฝูงชนที่มุงดูอยู่เข้าไป ไม่สนใจแม้จะมีคนดึงแขนไว้ แม่..ได้สลัดสิ่งยึดเหนี่ยวกีดขวางจนหมดแล้ว วิ่งเข้าไปช่วยชีวิตลูกน้อย โดยไม่คำนึงถึงอันตราย อันจะเกิดขึ้นในขณะนั้น แต่..อนิจจา ทันทีที่ร่างของแม่ถลาเข้าไป หลังคาซึ่งถูกไฟไหม้อยู่แล้ว ก็พังทลายลงทับร่างของแม่อย่างไม่มีทางหลบหลีกได้ ไฟได้ไหม้ร่างของแม่พร้อมกับลูกน้อยอย่างรวดเร็ว มันรวดเร็วเกินกว่าที่จะช่วยได้ทัน ทุกคนอยู่ในเหตุการณ์ ได้แต่หน้ากันแล้วพูดว่า “โถ..! น่าสงสารเธอนะที่ต้องมาตายพร้อมกับลูกน้อย”
เปิดดนตรีธรณีกรรแสง เบา ๆ บรรยายด้วยเสียงเศร้า ๆ ใส่อารมณ์ให้สมกับเหตุการณ์จริง
นักเรียนทั้งหลาย ในขณะที่เธอทั้งหลายกำลังฟังบรรยายอยู่นี้ ในขณะที่พระอาจารย์กำลังพูดอยู่นี้ ชีวิตของนักเรียนก็กำลังเจริญเติบโต รุ่งโรจน์ขึ้น ชีวิตของนักเรียนทั้งหลาย ก็กำลังเจริญก้าวหน้าไปเรื่อง ๆ แต่..เมื่อเรามองย้อนหลังนั้นเล่า
แม่… ผู้ให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่ลูกมา ผู้พลีเลือดของท่าน กลั่นออกมาเป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกิน ผู้พลีเนื้อทุกส่วนมาให้ร่างกายของลูกสุขสมบูรณ์ ผู้ให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่ลูกมา ท่านเหลืออะไร? ผลสุดท้าย.. ชีวิตของแม่ก็สั้นลง ๆ สั้นลงทุกวันเวลา เหมือนกับเทียนไขที่ถูกไฟไหม้ ซึ่งนับนาที ก็มีแต่จะเหลือน้อยลง ๆ ชีวิตของแม่ช่วยส่องแสงสว่างให้ลูก ๆ มีชีวิตที่สดใส แต่.. ตัวเองกลับมีอายุสั้นลง ๆ ในที่สุด “ความตาย” ซึ่งไม่เคยปราณีใคร ก็จะมาพรากแม่จากลูกไปอย่างไม่มีวันกลับ อนิจจาชีวิตของแม่.. ไม่มีสิ่งอันใดจะมาแลกเปลี่ยนคืนมาอีกได้เลย..
หากจะถามลูก ๆ ว่าก่อนตาย แม่ยอมรับสภาพอันหนักหน่วง ทุกข์ทรมานในการหาเลี้ยงลูก เป็นห่วงลูก แม่ยอมให้ลูกได้ทุกอย่าง ไม่ว่างานจะหนัก ลูกจะเอารัดเอาเปรียบแม่สักปานใด จะกอบโกยผลประโยชน์จากแม่มากสักแค่ไหน แม่ไม่เคยทวงถามจากลูกเลย
สิ่งสุดท้ายก่อนที่ไฟจะดับ เทียนเหลืออะไรไว้ดู? เห็นจะมีก็แต่เพียงไส้ดำ ๆ เท่านี้ชีวิตของแม่ช่างไม่ต่าง อะไร กับเทียนเล่มนี้เลย ในวาระสุดท้ายของชีวิตแม่เรา ก็จะเหลือแต่เพียงกองกระดูกที่เป็นเถ้าถ่านให้ลูกน้อยถือโกษขึ้นไปรับที่เชิงตะกอนเท่านั้น นี่คือสิ่งที่เหลือไว้ให้ลูกได้ดูต่างหน้า
ลูก ๆทั้งหลาย มีลูกบางคนขาดแม่ ชีวิตของเขาสุดแสนจะอาภัพ ได้รับแต่ความทุกข์ทรมาน เห็นเพื่อนมีแม่ แต่ตนเองกลับไม่มีเหมือนกับเพื่อน ๆ เขา ลูกคนนั้นต้องขาด ขาดความอบอุ่นในชีวิต ต้องร้องไห้คร่ำครวญหาแต่แม่ บางคนต้องคอยให้ฟ้าดิน ปลอบโยน ปลอบใจยามคิดถึงแม่ พ่อแม่ต้องพลัดพลาดตั้งแต่เขายังเล็ก ชีวิตของเขาช่างน่าสงสาร ซึ่งต่างกับบางคน ที่ยังมีแม่อยู่
เปิดเพลงครวญหาแม่ หรือ ไทรโศก
ชีวิตที่ขาดแม่นั้น โบราณว่าเหมือนแพแตก ต่างคนก็ต่างไป จะหาความสุขที่ไหนจะเหมือนอ้อมอกของแม่ ไม่มีอีกแล้วในโลก แต่ก็มีลูกบางคนโง่เขลานัก เติบโตมา มีแต่สร้างความชั่งล้างผลาญ เมื่อยามโกรธขึ้นมา ก็กระทืบเท้าใส่ท่านบ้าง ด่าท่านเสีย ๆ หาย ๆ บ้าง เถียงท่านบ้าง พูดจากับแม่ด้วยคำหยาบคายดื้อรั้น ลูกอย่างนี้ เขาเรียกว่า “ลูกชั่ว” ความทุกข์ของแม่นั้นมีอยู่ ๓ อย่างคือ
๑. ทุกข์เพราะไม่มีลูก
๒. ทุกข์เพราะลูกตาย
๓. ทุกข์เพราะลูกชั่ว เลวทราม
ใน ๓ อย่างนี้ อันสุดท้ายทุกข์มากที่สุดในชีวิต เวลาแม่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่เคยเลยที่จะทำความดีให้แม่ชื่นใจ ไม่เคยเลยที่จะพูดคำเพราะ ๆ กับแม่ ไม่มีเลยที่จะซื้อของดี ๆ ให้แม่ทาน ไม่มีเลยที่จะช่วยแม่ทำงานบ้านแบ่งเบาภาระท่าน มีแต่จะสร้างภาระแก่ท่านไม่มีเลยที่จะทำให้แม่ชื่นใจ กลับประพฤติตนเป็นเลงสุรา จนเมามาย ติดการพนัน เป็นอันธพาล เกเร เวลาสุขสบายก็ลืมแม่ผู้ให้กำเนิดจนหมดสิ้น แต่พอถึงเวลาแม่ตายลงนิมนต์พระมาสวด ๓ วัน ๕ วัน ก่อนที่พระจะสวดก็ไปเคาะโลงศพ แล้วพูดว่า “แม่ฟังพระสวดนะแม่ เวลาเอาข้าวไปให้ ก็มีเพียงข้าวต้มถ้วยเดียว น้ำเปล่าครึ่งแก้ว ผลไม้อีก ๒-๓ ลูก ใส่ถาดใบเล็ก ๆ ไปวางไว้ข้าง ๆ โลกศพของแม่ หันไปเคาะโลงศพพร้อมกับพูดว่า “แม่ลุกขึ้นมากินข้าวเถิดนะแม่ แม่ลุกขึ้นมาดื่มน้ำเย็น ๆ เถอะนะแม่ พระจะสวดแล้ว ฟังพระสวดนะแม่”
ในขณะที่ยังมีแม่อยู่เคียงข้าง เราจะได้ยินแต่คำว่า “หิวไหมลูก กระหายไหมลูก ต้องการอะไรอีกไหมลูก ลูกไม่สบายหรือเปล่า” หากไม่สบาย ก็จะพาไปหาหมอ กลับมาแล้วก็จะคอยป้อนข้าวป้อนน้ำ ป้อนยาให้ คอยพยุงเราเข้าห้องน้ำ เช็ดเนื้อเช็ดตัว ค่อยห่มผ้าให้เรา เมื่อเราไม่สบาย ท่านจะเกิดความทุกข์ใจ เป็นห่วงเรา กินไม่ได้นอนไม่หลับ ลูกทุกคนจะเห็นกันอย่างนี้ แต่.. จะมีลูกสักกี่คนที่จะถามแม่ว่า “แม่หิวไหม? เหนื่อยไหม แม่ทานข้าวหรือยัง? แม่อยากดื่มน้ำไหม ? แม่ไม่สบายหรือเปล่าครับ.. เดี๋ยว ผมจะเอายามาให้ เวลาแม่ทำกับข้าวหรือทำงานบ้าน มีลูกเคยถามแม่บ้างไหมว่า แม่มีอะไรให้ผมช่วยไหม?
ตอนเล็ก ๆ เวลาแม่ไปตลาดแม่จะซื้อของมาฝากลูกเสมอ พอลูกโตขึ้นมีแต่จะขอเงินแม่ เวลาได้ก็ดีใจ เวลาไม่ได้ก็โกรธด่าว่าแม่ หาว่าแม่เป็นคนตระหนี่บ้าง หาว่าแม่ไม่รักลูก แม่ลำเอียงบ้าง เกิดความน้อยใจแม่ ค่อนขอดด้วยคำพูดต่าง ๆ นานา ทำให้แม่เจ็บช้ำใจเสมอ เป็นเช่นนี้หรือไม่
รำลึกพระคุณผ่านบทเพลงค่าน้ำนม
ลูก ๆที่รักทั้งหลาย ต่อไปนี้ขอให้ทุกคนร้องเพลงค่าน้ำนมพร้อมกัน เพื่อเป็นการน้อมระลึกถึงพระคุณของแม่ที่เลี้ยงเรามา
เปิดเพลงค่าน้ำนม
กล่าวคำขอขมาและตั้งกตัญญูตา
เปิดเพลง น้ำตาแม่
ลูก ทั้งหลาย ก่อนที่จะจบธรรมบรรยายค่ำคืนนี้ ขอให้ทุกคน ตั้งกายให้ตรงดำรงสติให้มั่น แล้วประนมมือขึ้น กล่าวคำมั่นสัญญาและขอขมาต่อแม่พ่อพร้อมกัน ตามพระอาจารย์
“แม่จ๋า.. หากลูกของแม่ ได้เคยกระทำความผิดต่อแม่ ด้วยกาย วาจา หรือด้วยใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง จะด้วยเจตนาก็ตาม ไม่เจตนาก็ตาม รู้หรือไม่รู้ก็ตาม เพราะความโง่เขลาของลูก ขอให้แม่จงอดโทษให้ลูกด้วยเถิด
….ต่อไปนี้… ลูกจะอยู่ในโอวาท เชื่อฟังคำสั่งสอนของแม่ จะไม่ทำให้แม่หนักใจ จะตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ไม่แวะเกี่ยวข้องกับอบายมุข ไม่เสพสิ่งเสพติด ไม่ดื้อรั้น จะไม่เกเร ไม่เป็นอันธพาล จะไม่ประพฤติตนเป็นคนเหลวไหล ลูกจะสร้างความดีเพื่อแม่ จะรักแม่กตัญญูต่อพ่อแม่ตลอดไป..”
ให้พุทธบุตร กราบลงพื้นโดยไม่แบมือ
เพื่อน้อมรำลึกถึงพระคุณแม่ ขอขมาแม่ กราบไว้อย่างนั้น จนกว่าจะกล่าวกลอนจบ
เปิดเพลง บูชาบุพการี
ในที่สุดแห่งการบรรยายธรรมในค่ำคืนนี้ พระอาจารย์ขออวยพรให้ลูกทุคนผู้มีความกตัญญู ต่อผู้มีพระคุณ คือ พ่อแม่ จงประสบแต่ความสุข ความเจริญปรารถนาสิ่งใด ขอให้สมปรารถนาทุกประการด้วยกันทุกคนเทอญ ฯ
รวบรวมโดยพระมหาวีระศักดิ์ วชิรเมธี
