พระธรรมเทศนา
เรื่อง
เปรตญาติพระเจ้าพิมพิสาร
แสดงเมื่อ วันพุธที่ 19 กันยายน 2533
โดย พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร)
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)
ปุญญานิ ปะระโลกัสมิง ปะติฏฐาโหนติ ปาณินันติ
สารบัญหัวข้อ
อานิสงส์ทำบุญวันสารทและสังฆทาน ความลำบากของเปรตและการรอรับบุญ เสียงประหลาดในวังพระเจ้าพิมพิสาร อดีตชาติของเปรตญาติพระเจ้าพิมพิสาร การรอคอยส่วนกุศลถึง 92 กัป พระพุทธเจ้าโปรดพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารถวายทานและอุทิศส่วนกุศล เทวดาไม่มีเสื้อผ้าทิพย์ การถวายผ้าไตรจีวรเพื่อเป็นเครื่องประดับทิพย์ คำแนะนำการทำบุญและอุทิศส่วนกุศล บุญไม่สูญหายเมื่ออุทิศส่วนกุศล ปัจฉิมพรอานิสงส์ทำบุญวันสารทและสังฆทาน
ณ โอกาสบัดนี้ อาตภาพจะแสดงพระสัทธรรมเทศนา ในอานิสงส์ทำบุญวันสารท เพื่อเป็นเครื่องโสรจสรงองคศรัทธาบารมี ที่บรรดาท่านบริศราทานบดีทั้งหลายได้พร้อมใจกันมาบำเพ็ญกุศลในวันสำคัญ คือ วันสารท ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 วันที่ 18 กันยายน 2533 การบำเพ็ญของบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายมีผลมาก จึงต้องบอกถึงอานสิงส์ก่อน ในการที่ท่านทั้งหลายเข้ามาบูชาพระรัตนตรัย คือ เข้ามาในวัด หนึ่ง จิตใจคิดถึงพระพุทธเจ้า สอง ที่จิตใจคิดถึงพระธรรม สาม มีจิตคิดถึงพระสงฆ์ อย่างนี้เป็นการตั้งใจเคารพองค์พระรัตนตรัย 3 ประการ การที่มีใจตเคารพในพระไตรสรณาคมน์นี้ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายมีอานิสงส์มาก อย่างน้อยที่สุดตายจากความเป็นคนไปเกิดเป็นนางฟ้า เทวดาได้ ถ้ามีกลังใจเข้มแข็งก็สามารถเป็นพรหมได้ ถ้ามีจิตใจเบื่อหน่ายในร่างกายก็ไปนิพพานได้ และประการที่สอง ท่านบรรดาพุทธบริษัททั้งหลายตั้งใจถวายสังฆทานแด่พระสงฆ์ในพุทธศาสนา การถวายสังฆทานมีแต่ผ้าไตรจีวร หรือ สบงผืนเดียวก็ดี ก็เป็นสังฆทาน
การที่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายถวายทานแต่พระสงฆ์ มีข้าวและอาหารเป็นต้น ถือว่าเป็นสังฆทาน คำว่า สังฆทาน มีอานิสงส์ใหญ่มากพระพุทธเจ้าตรัสว่า บุคคลใดเคยถวายสังฆทานแล้วครั้งหนึ่งในชีวิต ถ้าตายจากความเป็นคนก็เป็นนางฟ้า เทวดา จะมีทิพยสมบัติมาก ถ้ายังเกิดเป็นคนเพียงใดยังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด คำว่า ยากจนเข็ญใจจะไม่มี
ความลำบากของเปรตและการรอรับบุญ
นี่เป็นอันว่า บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายบำเพ็ญกุศลบุญราศีเพื่อตนเองเป็นวันสำคัญเพื่อตนเอง แต่ทว่าวันสารทนี้บรรดาพุทธบริษัททุกท่าน ตามโบราณจารย์ท่านบอกว่า เป็นวันที่เขาปบ่อย เขาปล่อยหรือเปล่าก็ไม่รู้ เขาถือว่าวันสารทเป็นวันปล่อยผี ผีทั้งหลายถูกปล่อยไป ปล่อยมาให้รับบุญกุศลจากบรรดาท่านพุทธบริษัท แต่ความจริงอาตมาว่า ไม่ใช่นะ เขาลือกันว่าอย่างนี้ วันสารทนี่เราต้องบำเพ็ญบุญกุศลให้ผีทั้งหลาย
ความจริงไม่เป็นเช่นนั้นบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เรื่องผีที่มีความสุขกับผีที่มีความทุกข์ ก็อยู่ตามปกติของผี แต่ภาวะของคำว่าผีนี้ ผีที่มีความทุกข์หมายความว่า คนที่เป็นญาติของใครอยู่กี่อสงไขยกัปแล้วก็ตามที่ ถ้าเผอิญเขาตายไปเป็นเปรตก็ดี เป็นสัตว์นรกก็ดี หรือไม่มีโอกาสโมทนาส่วนกุศล โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ตายไปจากความเป็นคนนะ ท่านพุทธบริษัท มันรับบุญกุศลยาก ถ้าไปเสวยสุขเป็นเทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี แต่ถ้าเผอิญไปเกิดในอบายภูมิเป็นเปรตเป็นต้นองค์สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ว่า จะรับโมทนาได้จากบุคคลที่เป็นญาติโดยตรง ถ้าคนอื่นที่ไม่ได้เป็นญาติไม่ได้นับเนื่องกันมา ก็ไม่สามารถรับโมทนาได้ นี่เป็นความลำบากของผี
ทว่าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า ที่มาบำเพ็ญกุศลในคราวนี้อย่าลืมอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติของท่านที่ตายไปแล้ว เขาตายในเวลาวันใกล้ๆ หรือเวลาไกล หรือนานกี่กัปแล้วก็ตามที บางทีเขาตายมาเป็นกัป ๆ เวลาที่เราทำบุญกับเขาจะมารับ บังเอิญญาติไม่ได้มา ญาติไม่ทำบุญ โอกาสที่จะโมทนาส่วนกุศลก็ไม่มี คนอื่นให้ ก็ไม่สามารถจะโมทนาได้ ตัวอย่างเรื่องนี้ก็มีในพระธรรมบท ใน พระไตรปิฏก ก็มี
เสียงประหลาดในวังพระเจ้าพิมพิสาร
ก็มีความอยู่ว่า องค์สมเด็จพระชินศรีบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสำเร็จสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว เวลานั้นปรากฏว่า พระเจ้าพิมพิสาร พระบรมกษัตริย์พระบาทท้าวเธอ อาราธนาสมเด็จพระบรมประทีปแก้วประทับอยู่ที่ พระเวฬุวัน คือ สวนไม้ไผ่ ในสถานที่นั้นมีมหาวิหาร บรรจุพระได้ 1000 องค์ พระเจ้าพิมพิสาร ก็ได้บำเพ็ญกุศลแต่องค์สมเด็จและพระสงฆ์ทั้งหลายกระทำทุกวัน
แต่ปรากฏว่าในคืนวันหนึ่ง มีเสียงประหลาดเกิดขึ้น เสียงประหลาดจะมาปรากฏในเวลากลางคืน เวลาที่ พระเจ้าพิมพิสาร กำลังจะบรรทม เสียงประหลาดนี้บอกตรงๆ ว่าเป็นเสียงเปรต บรรดาเปรตเป็นอันมาก บันดาลเสียงให้ปรากฏ แต่ไม่เห็นตัว พระเจ้าพิมพิสาร ก็ตกใจ คิดว่า เสียงนี้ ไม่เคยได้ยินมา แต่กาลก่อน
เมื่อตื่นขึ้นเช้าก็ไปเฝ้าองค์พระชินวรสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เวฬุวัน ถามว่า ภันเต ภะคะวา ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า เมื่อคืนนี้มีเสียงประหลาด ทำให้ข้าพระพุทธเจ้าหวั่นหวาดเป็นอันมาก ไม่ทรายว่าประสงฆ์อะไร องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาตรัสว่า เสียงที่ได้ยินนั้นเป็นเสียงเปรตเปรตเหล่านั้นเป็นญาติกับพระองค์มาแต่กาลก่อน คำว่า ญาติ ไม่ต้องหมายความว่า เป็นพี่เป็นน้องกันนะ การคบหาสมาคมกัน เขาก็ถือว่าเป็นญาติ ท่านก็เล่าความเป็นมาของเปรตทั้งหลายว่า
อดีตชาติของเปรตญาติพระเจ้าพิมพิสาร
ในสมัยก่อนโน้น สมัย สมเด็จพระพุทธกัสสป พระพุทธเจ้าองค์หนึ่งไม่ใช่ พระมหากัสสป เวลานั้นมีพระราชาองค์หนึ่ง มีพระราชโอรส 4 องค์ แต่ว่าพระราชโอรสองค์แรกเป็นพระพุทธเจ้า คือว่าเข้ามาโปรดพุทธบิดา พระพุทธบิดาก็บอกว่า เวลานี้ ฉันแก่แล้ว ในขณะที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ห้ามีคนอื่นถวายทานกับพระพุทธเจ้า บิดาจะถวายคนเดียว พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงทราบว่า พระพุทธบิดาของพระองค์มีชีวิตไม่นานนัก ก็ทรงอนุญาต เป็นอันว่า ท่านพุทธบิดา ถวายทานเป็นธรรมทายกประจำ
ต่อมาปรากฏว่า มีข้าศึกมาติดเมือง ก็สั่งให้น้องชายพระพุทธเจ้าทั้ง 3 องค์คุมกองทัพไปรบกับข้าศึก เมื่อน้องชายของพระพุทธเจ้าไปรบกับข้าศึก เมื่อข้าศึกแพ้ พ่อก็ดีใจให้พรว่า เจ้าทั้งหลายต้องการอะไร บอกพ่อ พ่อจะให้ทุกอย่าง เป็นอันว่า น้องชายพระพุทธเจ้าทั้ง 3 องค์ ได้แก่ ชฏิล ทั้ง 3องค์ ไม่ใช่เรอะ ภายหลังเป็น ท่านชฏิล ทั้ง 3 ชฏิล 3 คนนะ ก็ขอว่าต่อแต่นี้ไปขอถวายทานแด่พระพุทธเจ้า ถวายทานแดพระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน พ่อก็ตกใจว่า เฮ้ย อย่างอื่นข้าให้ได้ อย่างนี้ข้าให้ไม่ได้ต้องข้าตายเสียก่อน ต่อมาก็ต่างคนต่างขอลดว่า ขอให้ทานคนละปี พ่อก็ไม่ยอมต่อมาขอลดให้เพียง 3 เดือน พ่อก็ไม่ยอม ต่อมาขอลดให้ทานเพียง 1 เดือน พ่อยอม คนละ 1 เดือน ก็เป็น 3 เดือน เมื่อพ่อยอมแล้ว ท่านชฏิล ทั้ง 3 ลูกชายทั้ง 3 องค์ก็บวชเณร 3 เดือน และได้สั่งกับนายบัญชี คนทำเงินคงคลังว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเราจะถือศีล 10 บวชเป็นสามเณรในสำนักของพระพุทธเจ้าทรัพย์สินของเราที่มีอยู่จำนวนมากมาย เจ้าจงช่วยจัดการเลี้ยงพระสงฆ์จำนวนแสนเวลานั้นพระสงฆ์ที่ติดตามพระพุทธเจ้ามีอยู่ 2 แสนองค์ และบรรดาประชาชนที่มาร่วมในงานเลี้ยงพระ ให้เลี้ยงทั้งหมด
เวลานั้น พระเจ้าพิมพิสาร พระบรมท้าวเธอเป็นนายบัญชี ท่านเป็นนายคลัง เมื่อมีความจำเป็น เลี้ยงพระเป็นแสน และเลี้ยงคนด้วย คนที่มีอยู่ประจำก็ไม่พอต้องสั่งให้บรรดาญาติมั่งเพื่อนมั่งคนที่ชอบพอกันมั่งให้มาช่วยงานเป็นการจ้างจ้างในการเลี้ยงพระ ที่นี้บุคคลพวกนั้นก็มีความโลภไม่ใช่บางคน หลายๆ คน ของที่ถวายพระเป็นของดี เขาก็ทำเป็นจำนวนมาก เพราะต้องการถวายพระพุทธเจ้าผู้เป็นประธานด้วย เวลาพระฉันเสร็จ ก็ปรากฏว่าของดีๆ ก็แบ่งๆไว้ กันไว้ แทนที่จะไว้เลี้ยงคนทั่วไป อันนี้ลูกหลานฉันชอบ ความจริงตัวเองชอบ กันของที่พระฉันเสร็จเก็บไว้เพื่อตนเหลือแต่อันที่ไม่ชอบไว้ให้คนมาในงาน
อันนี้แหละท่านบรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดากล่าวว่าเขาทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้กินของสงฆ์ แต่ว่ากินอขงสงฆ์ที่เหลือแล้วที่ไม่ต้องการ แต่ว่าเจ้าของเดิมบอกว่าเมื่อพระสงฆ์ฉันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้นำอาหารที่เหลือแล้วเลี้ยงคนทั้งหมดที่มา ท่านได้กำกับไว้ มันอยู่ตรงนี้ จำให้ นะ ในเมื่อเธอไม่ทำอย่างนั้น บาปของเธอก็มี เมื่อเวลาตายไป ไปเกิดเป็นเปรต เรียกว่า ปรทัตตูปชีวิเปรต คนที่จะให้ถ้าไม่ใช่ญาติไม่ใช่เพื่อน ก็ไม่มีโอกาสที่จะโมทนา อย่างท่านบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้ากัน คนที่ทำบุญกันในวันนี้ บรรดาพวกเปรตก็ดี สัมภเวสีก็ดี จะล้อมบริเวณที่ท่านทำบุญนี้เป็นจำนวนมาก ต่างคนต่างต้องการบุญกุศล ถ้าเปรตคนไหนเห็นเป็นญาติกับคนไหนก็มีโอกาสได้โมทนา ถ้าไม่ใช่ญาติ โอกาสโมทนาก็ไม่มี ต้องจำให้ดีนะ และฟังเรื่องนี้ให้ดีต่อไป เป็นอันว่า
การรอคอยส่วนกุศลถึง 92 กัป
เมื่อองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาองค์นี้นิพพานไปแล้ว คนพวกนี้ก็ต่างคนต่างตายเมื่อตายแล้ว ต่างคนต่างเป็นเปรต เป็นเปรตนานเท่าไหร่ในบาลีไม่ได้บอก เป็นแค่เพียงว่า ถอยหลังจากกัปนี้ไป กัปนี้ไม่นับ ถอยหลังไป 91 กัป นี่พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระปทุมุตตระ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมาบรรดาเปรตทั้งหลายเหล่านั้น จึงพากันมาหาพระพุทธเจ้าบอกว่า เวลานี้บรรดาข้าพระพุทธเจ้าอดข้าว อดน้ำ มีความหิวมานานแล้ว ต้องการกำลังขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วท่านช่วยสงเคราะห์ พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาแล้ว ถึงแม้ว่าพระองค์เองเป็นพระพุทธเจ้าก็ไม่สามารถจะช่วยได้ จึงบอกบรรดาเปรตทั้งหลายว่าฉันเป็นพระพุทธเจ้าก็จริงแหล่แต่ว่าไม่สามารถจะช่วยเธอได้ พวกเธอต้องรอไปข้างหน้าอีก 91 กัป ท่านบอกว่า อีก 91 กัป กัปนี้ไม่นับ จะ พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก มีนามว่า พระสมณโคดม และเวลานั้นญาติของเจ้าจะเกิดเป็นพระราชา มีนามว่า พระเจ้าพิมพิสาร ในเมื่อเวลาที่ พระเจ้าพิมพิสาร บำเพ็ญกุศลแล้ว อุทิศส่วนกุศลให้แก่พวกเธอ พวกเธอจะมีความสุข จะมีร่างกายเป็นทิพย์เป็นเทวดาทั้งหมด
บรรดาเปรตทั้งหลายนั้นได้ฟังแล้ว อีก 91 กัปข้างหน้า ก็รู้สึกดีใจ จะได้กินข้าว กินน้ำ นี่แสดงว่า แกอดมานานแล้ว บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททุกอย่างอย่าลืมว่า แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ยังช่วยไม่ได้นะ ต่อมา 91 กัป หรือ 92 กัป นับถอยหลังมาก็มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้ว 3 องค์ข้างหน้าคือ หนึ่ง พระกกุสันโธ พระโกนาคมน์ พระพุทธกัสสป บรรดาเปรตทั้งหลายเหล่านั้นก็ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเหมือนกัน เข้าไปขอโมทนาส่วนกุศล พระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ก็เหมือนกันหมดว่าบรรดาเปรตทั้งหลาย ตถาคตถึงแม้จะเป็นพระพุทธเจ้าแต่ก็ไม่สามารถจะช่วยพวกเธอได้ นี่ขนาดพระพุทธเจ้าช่วยไม่ได้นะ ฟังให้ดีนะเธอต้องรอท่านสมณโคดม ถ้าพระสมณโคดมขึ้นมาแล้วในโลก ญาติของเจ้าจะเกิดเป็นพระราชา มีพระนามว่า พระเจ้าพิมพิสาร เมื่อ พระเจ้าพิมพิสาร ทำบุญกับพระสมณโคดมแล้วอุทิศส่วนกุศลให้เธอ เธอทั้งหมดก็จะมีร่างกายเป็นทิพย์ จะพ้นจากความเป็นเปรต เป็นนางฟ้า เป็นเทวดา จะมีแต่ความสุข บรรดาเปรตพวกนี้ก็คอยมานาน
พระพุทธเจ้าโปรดพระเจ้าพิมพิสาร
จนกระทั่วองค์สมเด็จพระประทีปแก้วบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้อุบัติขึ้นแล้วในโลก อันดับแรก ขอเทศน์ลัดๆ นะ เรื่องมันยาว ทรงเทศน์โปรดฤาษีทั้ง 5 แล้วก็ตั้งใจจะไป กรุงราชคฤห์มหานคร เพราะว่าเวลาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกสู่มาหภิเนษกรมณ์ได้พบ พระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสาร ก็ว่าขัดคอกับใครจึงออกบวช พระพุทธเจ้าบอกว่าไม่ได้ขัดคอใครฉันต้องการพระโพธิญาณ พระเจ้าพิมพิสาร ขอสัญญาว่า ถ้าได้ทรงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ขอให้โปรดข้าพเจ้าก่อน พระพุทธเจ้าก็ทรงถือสัญญานี้แต่เผอิญมีความจำเป็น เมื่อพบกับ ปัญจวัคคีย์ พระองค์ก็ได้สอน ปัญจวัคคีย์ เป็นต้น
ต่อมาเมื่อถึงเขต พระเจ้าพิมพิสาร บรมกษัตริย์ เมื่อ พระเจ้าพิมพิสาร ทราบแล้ว ก็พาบรรดาชาวบ้านเมืองทั้งหลาย ติดตามไปมีข้าราชการเป็นต้น ฟังเทศน์องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา พอพระพุทธเจ้าเทศน์จบ พระเจ้าพิมพิสาร กับคนจำนวนเกือบทั้งหมดอีกครึ่งหนึ่ง เป็นพระโสดาบัน และมีครึ่งหนึ่งเข้าถึงไตรสรณคมน์ ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ เมื่อฟังเทศน์จบแล้ว ต่างคนต่างถวายทานกับพระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าก็พักอยู่ที่ เวฬุวัน ทีนี้บรรดาเปรตทั้งหลายเหล่านั้นคอยมานานตั้ง 92 กัป และก่อนหน้านั้นอดมากี่กัปก็ไม่ทราบ เมื่อเห็นพระเจ้าพิมพิสาร ถวายทานก็ถวาย ถวายภัตตาหารก็ถวาย ถวายผ้าก็ถวาย ถวายอาหารก็ถวาย ถวายเครื่องดื่มก็ถวาย ถวายกันทุกวัน ก็คอยกันทุกวัน แต่ก็ไม่ปรากฏว่า พระเจ้าพิมพิสาร ทุทิศส่วนกุศลแกก็ทนไม่ไหว ก็ทำการประท้วงส่งเสียง
พระเจ้าพิมพิสารถวายทานและอุทิศส่วนกุศล
พระเจ้าพิมพิสาร ก็ไปถามพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าเล่าให้ฟังเสร็จก็บอกว่า เปรตต้องการการอุทิศส่วนกุศลจากพระองค์ ขอพระองค์ถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ และอุทิศส่วนกุศลให้ พระเจ้าพิมพิสาร ก็ทำ บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ให้เสวยภัตตาหารในราชนิเวศน์ เมื่อถวายทานเสร็จพระพุทธเจ้าโมทนา พระเจ้าพิมพิสาร ก็อุทิศส่วนกุศลก็จัดพระเต้าทองกรวดน้ำ พระเจ้าพิมพิสาร เดิมเป็นพราหมณ์มาก่อน พราหมณ์มีประเพณีของเขา ใครต้องการให้อะไรแก่ใครให้เทน้ำลงฝ่ามือ แสดงว่าเป็นการให้ ฉะนั้นการกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล ท่านจึงหยิบพระเด้าทองแล้วหลั่งน้ำ เอาน้ำหยดลงไป มีที่รับ และตั้งใจอุทิศส่วนกุศล อิทัง โน ญาตินัง โหตุ ซึ่งแปลเป็นใจความว่า ขอผลบุญจงสำเร็จแก่ญาติข้าพเจ้า เขาว่ากันสั้นๆ แค่นี้เองนะ
บรรดาเปรตทั้งหลายที่คอยกันมานานอยู่แล้ว ก็ละอัดภาพจากความเป็นเปรตทันที มีร่างกายสวย ผู้ชายก็เหมือนเทวดา ผู้หญิงก็เหมือนนางฟ้า มีความสวยเอิบอิ่มขึ้นมาเต็มที่ กำลังดีหน้าตาก็สวย แต่ทว่าเป็นเทวดา เป็นนางฟ้าไร้เครื่องแต่งตัว ไม่มีเสื้อไม่มีผ้า ไม่มีเครื่องประดับอันเป็นทิพย์
เทวดาไม่มีเสื้อผ้าทิพย์
หลังจากทำบุญเสร็จ พระพุทธเจ้าก็เสด็จกลับ ตอนกลางคืน บรรดาเทวดาแก้ผ้าทั้งหมดก็ได้แสดงตนแก่ พระเจ้าพิมพิสาร เป็นอันว่า พระเจ้าพิมพิสาร กำลังจะเข้าที่บรรทม ก็เริ่มจิตจับพระพุทธเจ้าเป็น พุทธานุสสติ อย่างที่บางคนภาวนาว่า พุทโธ ก็มีสภาพเดียวกัน เมื่อกำลังใจเข้าถึงอุปจารสมาธิ จิตเริ่มเป็นทิพย์ ก็เห็นบรรดาเทวดา นางฟ้าทั้งหลาย เข้ายืนข้างที่นอน เห็นเทวดานางฟ้าทั้งหลายยืนแก้ผ้าหมด แต่หันหลังให้นะ เห็นแก้ผ้าทั้งหมด พระเจ้าพิมพิสาร ก็แปลใจ คิดว่าเป็นลาง เปรตวันนั้นมาขอส่วนบุญ แต่วันนี้ทั้งหมดที่แสดงตนสวยสดงดงาม แต่ไม่มีเสื้อผ้าจะนุ่งไม่มีเสื้อผ้าจะใส่
การถวายผ้าไตรจีวรเพื่อเป็นเครื่องประดับทิพย์
ตอนเข้าก็ไปถามองค์สมเด็จพระจอมไตรว่า นเต ภควา ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ เมื่อวานนี้พระองค์แนะนำข้าพระพุทธเจ้า ให้เลี้ยงภัตตาหารแต่พระสงฆ์ก็ทำแล้ว อุทิศส่วนก็อุทิศแล้ว แต่ว่าเมื่อคืนนี้แปลกไม่มีเปรต แต่มีเทวดา นางฟ้าจำนวนมาก แต่ทุกคนไม่มีผ้านุ่งไม่มีผ้าห่ม พระพุทธเจ้าก็บอกว่า บรรดาเปรตทั้งหลายที่แสดงตนเป็นเทวดานางฟ้า ก็เปรตพวกนั้นเอง เมื่อได้โมทนาส่วนกุศล แต่ว่าเขาไม่เคยถวายผ้าไตรจีวรในพระพุทธศาสนา คำว่า ผ้าไตรจีวรนี้ก็หมายถึงว่า ผ้าเช็ดหน้า 1 ผืน หรือสบง 1 ตัวก็ใช้ได้ก็เหมือนอย่างบรรดาพุทธบริษัททั้งหลายถวายสังฆทาน มีผ้าไตร 1 ผืน มีอาหารเป็นต้น ต้องมีผ้า 1 ผาเป็นอย่างน้อย อย่างกว้างคืบ ยาวคืบก็ใช้ได้เพราะว่าบรรดาเปรตพวกนี้ชาติก่อนไม่เคยทำไว้ เมื่อถึงเวลาเป็นเทวดา จึงไม่เครื่องแต่งกายพระเจ้าพิมพิสาร ก็ถามว่า จะให้ช่วยอย่างไร องค์สมเด็จพระจอมไตรก็บอกว่าเอาอย่างนี้ก็แล้วกันถ้าตั้งใจจะสงเคราะห์เขาก็ให้ตั้งใจถวายฟ้าไตรจีวรในพระพุทธศาสนา จะเป็นผ้าไตรชุดเดียว หรือผ้าผืนเดียวก็ได้แล้วทุทิศส่วนกุศลให้เขาทั้งหลายก็จะมีเครื่องประดับเป็นทิพย์ทันที
เมื่อ พระเจ้าพิมพสาร ถามองค์สมเด็จพระชินศรีแล้ว ก็ปฏิบัติตามนั้นนิมนต์พระพุทธเจ้าใหม่ นิมนต์พระสงฆ์ใหม่ ถวายภัตตาหาร และถวายผ้าไตรจีวรแล้วอุทิศส่วนกุศลก็เป็นอันว่าเทวดาทุกคนก็มีสุขกันไป
คำแนะนำการทำบุญและอุทิศส่วนกุศล
นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย วันสารทเขาว่าเป็นวันปล่อยผี ในความจริงแล้ว เขาก็ไม่ได้ปล่อย ท่านทั้งหลายที่มีญาติตายไปแล้วกี่กัปก็ตามทีเขามีทุกขเวทนาอยู่ก็ดี เป็นเปรตก็ตามเป็นสัมภเวสีก็ตาม เวลานี้เขากำลังรอโมทนาส่วนกุศลอยู่
ฉะนั้นวันนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท ปฏิบัติตามคำแนะนำขององค์สมเด็จพระบรมครูซึ่งมีอานิสงส์ใหญ่ แต่เป็นมหากุศล นั่นก็คือ หนึ่ง ถ้ามาถึงวัด ตั้งใจนมัสการพระพุทธรูปเป็น พุทธานุสสติ ตั้งใจไหว้พระสงฆ์ เคารพพระสงฆ์เป็น สังฆานุสสติ ตั้งใจฟังธรรมเป็น ธัมมานุสสติ ถ้าถวายทานแต่ พระสงฆ์เป็นอานิสงส์ใหญ่มาก ถ้าทุกท่านต้องการให้ญาติของท่านที่ตายไปแล้วมีความสุขเป็นการปล่อยผี ให้ทุกท่านปล่อยกัน ดังนั้นเวลาเทศน์จบทายกแนะนำให้อุทิศส่วนกุศล จะใช้คำสั้นๆ ก็ได้นะ เพราะคำญาติ ไม่รู้ว่ากี่กัป กี่ร้อย ญาติที่แสนคนที่ตายไปแต่กาลก่อน คำว่าญาติมันรวมหมด ให้ใช้คำอุทิศส่วนกุศลสั้นๆ ก็ได้เหมือน พระเจ้าพิมพิสาร ว่า อิทัง โน ญาตินัง โหตุ ซึ่งแปลเป็นใจความว่าขอผลบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติข้าพเจ้า เดียงแต่นี้ ท่านบรรดาพุทธบริษัท ที่เขาตั้งใจมารับโมทนาได้ จะเปลี่ยนเป็นสภาพจากความเป็นเปรต เป็นสัมภเวสี เป็นเทวดานางฟ้าทันที และส่วนใหญ่ บรรดาญาติโยมพุทะบริษัททั้งหลาย ก็ได้เคยถวายผ้าไตรจีวรในพระพุทธศาสนาแล้วเฉพาะผ้าไตรจีวรทั้งชุดก็ดี สบงตัวเดียวผ้า อังสะตัวเดียวก็ตาม หรือผ้าเช็ดหน้าหนึ่งผืนก็ใช้ได้ ใช้ได้หมด เพียงเท่านี้เขาก็มีเครื่องประดับความเป็นทิพย์
บุญไม่สูญหายเมื่ออุทิศส่วนกุศล
เอาละบรรดาพุทธบริษัท วันนี้ร่างกายก็ยังไม่ดีนัก เมื่อคืนนี้ก็ยังปวดมากอยู่เวลานี้ก็ปวด ก็ขอแนะนำบรรดาท่านพุทธบริษัทซึ่งเป็นสาวกของพระบรมครูว่าการทำบุญวันนี้ ทุกคนจงอย่าคิดว่า อุทิศส่วนกุศล แล้วบุญท่านจะหมดไปนะ ว่าเราทำเกือบตาย เสียไปหมด ไม่ใช่อย่างนั้น บุญที่ทุกคนทำ ทุกคนได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ทั้งหมด ท่านถวายทานก็ดี ท่านสารทานศีลก็ดี ฟังเทศน์ก็ดี ฟังพระสวดก็ดี ทั้งหมดนี่เป็นบุญ รวมทั้งหมดนี้ทุกคนได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ และ
ประการที่ 2 เมื่ออุทิศส่วนกุศลแล้ว บุญร้อยเปอร์เซ็นต์ นี้ท่านไปหมดไปไม่ยุบไป มีแต่เพิ่มขึ้น เพราะการที่เขาโมทนา เขาก็มีความสุขเท่าท่าน เป็นเทวดานางฟ้าได้ แต่บุญที่ท่านให้ไปไม่ได้หมด ตัวอย่างปรากฏเหมือนเรื่อง พระอนุรุทธ เวลามันเหลือ 2 นาที
เมื่อ พระอนุรุทธ ตั้งใจให้เจ้านายโมทนาส่วนกุศลแล้ว ก็ถามท่านปัจเจกพุทธเจ้าว่า บุญที่เราให้เขาโมทนาจะยุบไปไหน พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ถาม พระอนุรุทธ ว่า สมมติว่า ท่านมีคบเพลิงแต่ก็มีไฟด้วย แต่คนอื่นเขามีแต่คบไม่มีไฟทุกคน ต่างเอาคบมาต่อไฟจากคบของโยม แสงสว่างจากคนเสมอกันหมด ถามว่าแสงไฟจากคบของโยมมันจะหมดลงหรือน้อยไปไหม พระอนุรุทธ ตอบว่าไม่น้อย เป็นอันว่า การอุทิศส่วนกุศลนี้ก็เช่นเดียวกัน ให้เขามีความสุขได้ แต่บุญกุศลที่ให้เขาไปไม่ยุบตัวลง มีเท่าเดิม และยังเพิ่มเมตตาบารมี
ปัจฉิมพร
เอาละ บรรดาท่านญาติโยมพุทธบริษัททั้งหน้า วันนี้เทศน์ไม่ค่อยไหว เพราะเมื่อคืนก็หลับนอนน้อยไปหน่อย ขอให้บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ที่ได้ทำบุญแล้ววันนี้ทั้งหมด จงมีความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลและจงเจริญไปด้วยจตุรพิธพรชัย มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ ขอทุกคนปรารถนาสิ่งใด ขอให้ได้สิ่งนั้นสมปรารถนาทุกประการ อาตมภาพแสดงพระธรรมเทศนามาในปุญญาภิกถา จึงขอยุติพระธรรมเทศนาลงแต่เพียงเท่านี้ เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
