ธรรมเทศนา ตัวอย่างเทศน์ ตัวอย่างธรรมเทศนา

พระธรรมเทศนา เรื่อง ลอยกระทง

แสดงเมื่อ วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2533
โดย พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร)
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3จบ)
ปุญญานิ ปะระโลกัสมิง ปะติฏฐาโหนติ ปาณินันตีติ

ความเป็นมาของการลอยกระทงและการบำเพ็ญกุศล

ณ โอกาสบัดนี้ อาตมภาพจะแสดงพระสัทธรรมเทศนาในความเป็นมาของการลอยกระทบ เพราะว่าวันนี้เป็น วันกลางเดือนสิบสอง บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายท่านปฏิบัติการประเภทเป็นวิเศษประการหนึ่ง คือ การลอยกระทงเพื่อเป็นการบูชาพระรัตนตรัย แต่ว่าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายก่อนจะกล่าวถึงเหตุนั้น ก็จะขอกล่าว่าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายที่ตั้งใจมาบำเพ็ญกุศลบุญราศีในวันนี้ ทุกคนมีความเคารพในองคุสมเด็จพระชินศรีบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธพุทธเจ้าเป็นเหตุ จึงได้พากันปฏิบัติตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ คือ หนึ่ง บุชาพระรัตนตรับ และประการที่สอง สมาทานศีล ประการที่สาม ถวายสังฆทาน แก่บรรดาภิกษุสังฆ์ทั้งหลาย ประการที่สี่ ตั้งใจสดับรับรสพุทธพจน์ เทศนาอันเป็นคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพะรสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพที่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนจะพึงได้ บริษัททั้งหลายเป็นผู้ไม่ลืม คือก่อนจะ

ก็รวมความทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วนี้เป็นมหากุศล โดยเฉพาะอย่างยิ่งตาที่กล่าวมาแล้วนี้ไซร้ ถ้าบรรดาท่านพุทธหลับเราคิดว่า เราเคยบูชาพระรัตนตรัยเราเคยสมาทานศีล เราเคยถวายสังฆทาน เคยฟังเทศน์ในพระพุทธศาสนา ตั้งใจไว้อย่างนี้ทุกคืนก่อนหลับหรือว่าตื่นใหม่ ๆ คิดถึงเรื่องนี้ไว้ก็จัดเป็น อนุสสติ อนุสสติ ประเภทนี้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ถ้าอย่างต่ำท่านตายจากความเป็นมนุษย์ก็ไปเกิดเป็นเทวดา เป็นนางฟ้า หรือเป็นพรหม ถ้าบุคคลใดที่ไม่นิยมในการเกิดก็จะไปเกิด ก็จะไปนิพพาน นี่คืออนิสงส์ที่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายได้ในวันนี้

ต้นเหตุแห่งการลอยกระทงและสัจจพรรณฤาษี

ต่อนี้ไป ก็จะนำเรื่องราวการลอยกระทงมาแสดงแก่บรรดาท่านพุทธบริษัทเรื่องการลอยกระทงนี้เป็นการบูชาพระพุทธเจ้าโดยตรงว่า ต้นเหตุมีว่าเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณได้พรรษาที่ห้าคือเป็นที่ห้าเวลานั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอยู่ที่ ประเทศอินเดีย ก็ในขณะนั้นปรากฏว่าที่เมือง ปรันตปะ คำว่าเมืองปรันตปะ นี่คือ สระบุรี ที่สระบุรี นี้มีฤาษีท่านหนึ่งที่มีนามว่า สัจจพรรณฤาษี รักษาศีลเจริญฌานสมาบัติตามคติที่ตนจะพึงทำได้ ว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานั้นเป็นวิชาของพราหมณ์ก็เจริญฌานสมาบัติได้อยู่ สำหรับพราหมณ์นี่ความจริงเรื่องความรู้เขาก็ไม่ต่ำพราหมณ์นี่มีหลายจำพวก บางพวกก็ปฏิบัติผิดบางพวกก็ปฏิบัติถูก เมื่อพวกที่ปฏิบัติถูกที่มีสมาบัติแปดบ้างที่เรียกว่าฌานสมบัติ

สำหรับ สัจจพรรณฤาษีนี้ก็เป็นผู้มีฌานสมบัติ และก็ยังไม่ทราบว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก ยังปฏิบัติตามวีพราหมณ์อยู่ปรากฏว่าน้องชายของท่านเป็นพ่อค้าสำเภา ไปค้าชายที่ ประเทศอินเดีย ไปทราบว่าข่าวว่าเวลานี้องค์สมเด็จพระชินศรีคือ พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก คำว่าพระพุทธเจ้านี่พราหมณ์เขาทราบเขารู้ว่าจะมีศาสดาเอาเกิดมาในดลก ในโลกนี้ต้องมีพระพุทธเจ้าแต่เขายังหาไม่พบ เมื่อกลับมาถึง เมืองปรันตปะ คือ สระบุรี ก็เล่าให้แก่พี่ชายฟังว่าเวลานี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลกแล้วก็สอนคนให้เป็นพระอรหันต์จำนวนมาก

สำหรับท่าน สัจจพรรณฤาษี เป็นผู้ได้ฌานโลกีย์แต่ทว่าเหาะไม่ได้ไม่สามารถจะไปเฝ้าองค์พระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ก็ใช้วิธีโตแล้วเรียนลัด จุตธูปห้าดอกบูชาพระรัตนตรัยขออาราธนาองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาให้มาโปรดที่ สระบุรี ที่ท่านอยู่ ภูเขาพระพุทธบาทเป็นอันว่าพอรุ่งขึ้นเช้าองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถก็เสด็จมาแค่ผู้เดียว มาองค์เดียวมาถึง ท่านสัจจพรรณฤาษี ก็ถวายนมัสการด้วยความเคารพขอฟังเทศน์ องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ก็เทศน์โปรด เมื่อเทศน์จบก็ปรากฏว่าท่านบรรลุพระอรหันต์

ก่อนที่องค์สมเด็จพระภควันต์บรมศาสดาจะเสด็จลับ ท่านก็ขอที่ระลึกเป็นทีสักการบูชาสมด็จพระบรมศาสดาจึงได้เอาพระบาทเหยียบลงในหินปรากฏเป็นรอยพระบาท ขึ้นมา เป็นที่สักการบูชาแห่งหนึ่ง นอกจากนั้นจะกลับท่านก็บอกว่าในฐานะที่ข้าพระพุทธเจ้าเหาะไม่ได้ ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระจอมไตรไม่ได้เพราะว่าเป็นอรหันต์สุกขวิปัสสโก ก็ขอรูปพระพุทธเจ้าไปเป็นนิมิตพระพุทธเจ้าจึงเรียก พระสารีบุตร และ พระโมคคัลลาน์ มาแล้วแสดงรูปไปติดไว้ที่ พระฉาย ก็เป็นอันว่าสถานที่นั้นเป็นที่นมัสการพระรัตนตรัยของ สัจจพรรณฤาษี ก็คือมี รอยพระพุทธบาทแห่งหนึ่งแล้วก็มี พระฉาย ที่เขา พระฉาย ที่ ถ้ำพระฉาย อีกแห่งหนึ่ง

รอยพระพุทธบาทที่แม่น้ำนัมมทานที

หลังจากนั้นมาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จกลับ อินเดีย แล้วปรากฏว่า พญานาคขี้มาเฝ้าองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอให้พระองค์ทรงแสดงรอยพระบาทไว้ที่แม่น้ำที่ใน แม่น้ำนัมมทานที เพื่อเป็นที่สักการะของบรรดาสัตว์น้ำทั้งหลาย มีนาคกับปลาเป็นต้น องค์สมเด็จพระทศพลก็แสดงรอยพระบาทไว้

ประเพณีลอยกระทงในสมัยสุโขทัย

จากนั้นมา สมัยสุโขทัย ในตอนก่อนนั้นก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า เขาทำกันหรือเปล่า มาสมัยสุโขทัย นี้ มีบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลายมาก เวลานั้นก็ประชุมกันถึงประเพณีการบำเพ็ญกุศลที่ทำให้คนได้บุญมาตั้งหลักเกณฑ์ไว้ว่า วันเข้าพรรษา ควรจะทำบุญ วันสารท ควรจะทำบุญ วันออกพรรษา ควรจะทำบุญ วันตรุษวันสงกรานต์ การจะทำบุญ และก็ วันกลางเดือนสิบสอง ควรจะทำบุญลอยกระทง เป็นการบูชาพระรัตนตรัย เพราะสิ่งทั้งหลายเหล่านี้บรรดาพระอรหันต์ทั้งหลายคิดว่า ถ้าทุกคนสนใจในการทำบุญ บุญก็จะมีแก่บุคคลนั้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันพระหนึ่ง คือ วันพระขึ้นแปดค่ำก็ดี ขึ้นสิบห้าค่ำก็ดีแรมแปดค่ำก็ดี แรมสิบสี่ค่ำแรมห้าค่ำก็ดี ถ้าได้มีโอกาสทำบุญจิตใจของบุคคลทั้งหลายก็จะข้องอยู่ในกองการกุศลเพราะว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งคิดว่าวันนี้เราทำบุญแล้วเป็นวันพระ วันหน้าต่อไปเราจะทำบุญใหม่จิตก็ตั้งใจอยู่ใน อนุสสติ คือนึกถึงพระพุทธเจ้า นึกถึงพระธรรมนึกถึงพระสงฆ์ จัดว่าเป็น อนุสสติสำคัญ ทั้งๆ ที่เวลาที่ยังไม่ได้ทำบุญจริงๆ แต่ว่าตั้งใจว่าจะทำบุญ ตายจากความเป็นคน ก็ไปเกิดเป็นเทวดาได้

นี่เป็นความฉลาดของพระอรหันต์ทั้งหลาย ใน สมัยสุโขทัย จึงได้ร่างบัญญัติขึ้นไว้ให้คนทำบุญวันหนึ่ง วันพระแปดค่ำ วันพระขึ้นสิบห้าค่ำ วันพระแรมแปดค่ำ วันพระแรมสิบสี่ค่ำสิบห้าค่ำ ไอ้แรมสิบสี่ค่ำน่ะถ้าเป็นเดือนขาดหลังจากนั้น ให้พากันบูชาองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถใน วันลอยกระทง

นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ทีนี้ การลอยกระทง นี่ความจริงไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองมาก เป็นแต่เพียงว่าเราจัดกระทงแล้วก็ดอกไม้ธูปเทียนแล้วบูชาพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ก็จะเป็นเหตุให้บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนได้บุญกุศลเป็นมหาศาล

อานิสงส์ของการบูชาพระพุทธเจ้า (พุทโธ อัปปมาโณ)

ก็เป็นอันว่าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายวันนี้เป็น วันลอายกระทง ถ้าเวลากลางวันก็ดีเวลากลางคืนก็ดี เขาไม่ได้จำกัดเวลา ถ้าเราตั้งใจบูชาพระรัตนตรัย คือพระพุทธเจ้า ก็จัดดอกไม้ธูปเทียนทำเป็นกระทงลอยในแม่น้ำ เป็นการบูชาพระพุทธเจ้าท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามตำราต่างๆพูดต่างกันไป แต่จิรงแล้วก ต้องตั้งใจบูชาพระพุทธเจ้า ทีนี้การที่นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นปกติบรรดาท่านพุทธบริษัทที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า พุทโธ อัปปมาโณ คำว่า พระพุทธเจ้าประมาณมิได้ อานิสงส์ที่นึกถึงพระพุทธเจ้านี่มีความยิ่งใหญ่มาก การที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน พระธรรมบท ตามที่เคยเทศน์มาบ่อยๆ นั่นก็คือว่า อย่าง สุปติฏฐิตเทพบุตร ก็ดี หรือว่าเทวดาอีกท่าหนึ่ง ที่มีนามว่าคุ้มหูเกลี้ยงก็ดี ทั้งสองคนนี้ไม่เคยบำเพ็ญกุศลไว้ในพระพุทธศาสนา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเหล่า พุทธบริษัทควรจะถือแบบอย่าง สุปติฏฐิตเทพบุตร เพราะว่าคนทำคนที่นั่งบำเพ็ญกุศลอยู่ที่นี่ ที่ไม่เคยทำบาปไม่มี ทุกคนมีบาปแต่ทุกคนก็มีบุญ ถ้าบาปนั้นบรรดาบัญชีของ พระยายม เขาจดไว้เล่าหนึ่งเป็นจุดหนึ่ง เป็นสีหนึ่ง แล้วก็บุญเขาก็จดเป็นสีหนึ่ง การทำบาปก็ดี การทำบุญก็ดี ทั้งหมดนี้เราไม่พ้นวิสัยของเทวดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทวดาที่จะรู้เรื่องราวของเราคือ กุมเทวดาที่มีหน้าที่ควบคุม คำว่า ภุมเทวดา เขามีหน้าที่ควบคุมดูแลความเป็นมาของคนตามเขตของเขา แต่ละองค์ย่อมมีเขตจากที่นี่ถึงที่นั่น มีคนในเขตที่ต้องดูแลกี่คน ถ้าเราทำบุญเวลาไหนจิตใจเป็นกุศลเฉพาะเวลา ไม่ใช่เฉพาะวันพระ ถึงแม้ว่าเวลาธรรมดาก็ดี เช่น เราบูชาพระตั้งใจเคาพระพระไตรสรณคมน์ เราใส่บาตร เราให้ทานแก่สัตว์ เราให้ทานแก่คน เราถวายทานแก่พระ คือว่าเวลายามว่างจิตเราเป็นกุศลขึ้นมา เรานึกถึงพระพุทธเจ้าก็ดี นึกถึงพระธรรมก็ดี นึกถึงพระอริยสงฆ์ก็ตาม ทีนี้จะนึกถึงการสวดมนต์บทใดบทหนึ่งก็ตาม ที่เรามีความพอใจตั้งใจภาวนาก็ตาม เวลานั้นแม้แต่นิดหน่อยก็ตามที่เราทำบุญชีกุศลก็จะเกิดขึ้นกับเราที่ สำนักของพระยายม หรือว่าสำนักของพระกุมเทวดา

การบันทึกบุญบาปของเทวดาและพระยายม

ถึงเวลาวันโกนอย่างวันวานนี้ ก็เป็นหน้าที่ของเทวดาอีกคือเวลาครึ่งเดือนเขาจะรายงานครั้งหนึ่ง มาถึงเวลาครึ่งเดือนเทวดา ชั้นจาตุมหาราช รักษาเป็นเขตคุมพระภูมิเป็นเขตๆ ก็จะมาขอรับบัญชีจากพระภูมิ เมื่อรับบัญชีจากพระกุมเทวดาแล้ว ก็นำไปให้มหาอำมาตย์ บรรดามหาอำมาตย์ นไปให้ท้าวมหาราช มี ท้าวเวสสุวัณ เป็นต้น หลังจากนั้น ท้าวเวสสุวัณ ก็แบ่งบัญชีเป็นสองส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งบัญชีบำเพ็ญกุศล ใจที่เป็นกุศลด้วยการกระทำกุศลส่งให้เทวดานำไปส่งให้ ปัญจสิกขเทพบุตร ที่เป็นเลขา เลขาของพระอินทร์ แล้วก็สำหรับบัญชีบุญกับบัญชีบาปร่วมกัน ให้เทวดาอีกพระพวกหนึ่งนำไปให้ พระยายม บันทึกไว้เฉพาะอย่างยิ่งในเวลานั้น เขาอาจจะมีจิตเป็นกุสลบ้าง แต่ว่าไม่มีความจำเป็นต้องมหรสพ

ก็รวมความว่า การทำบุญอย่างนี้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เทวดาพอใจ พระยายม ก็บันทึกแยกบัญชีไว้ สำหรับบัญชีของ พระยายม นี่มีสามสี่

ถ้าคนใดมีบัญชีสีแดง เขียนด้วยสีแดง คนประเภทนั้นเวลาตายจากความเป็นคนลงนรกไม่ผ่าน สำนักพระยายม

ถ้าท่านผู้ใดมีชื่ออยู่ในบัญชีสีน้ำเงิน คือ เขาเรียกว่าบันทึกด้วยสีน้ำเงิน สีน้ำเงินค่อนข้างดำคนประเภทนี้เวลาตายที่ขึ้นชื่อว่าความชั่วก็ดี ความดีก็ปรากฏหมายความว่า มีทั้งบุญทั้งบาป แต่บาปไม่ร้ายแรงนัก มีบุญ กลังบุญไม่สูงมากก็ต้องไปสู่สำนักของ พระยายม ก่อนให้ พระยายมสอบสวน ถ้าเวลาที่ พระยายม สอบสวน ถ้าเรานึกถึงบุญอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา เวลาท่านสอบถามท่านสอบถามถึงเรื่องทำบาปก่อน ว่าเคยทำบาปอย่างนั้นอย่างนี้มาไหม ท่านสอบตามบัญชีและตามความเป็นจริง ถ้าเราไม่ตอบ เราไม่คัดค้านในเวลานั้น เพราะกฎของกรรมบังคับ ก็แสดงว่าท่านบุคคลนั้นต้องลงนรก แล้วต่อมาเมื่อถามถึงบาป แล้วก็ยังไม่ปล่อยลงนรกก็ถามถึงบุญ ถ้าถามถึงบุญอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าบังเอิญเรานึกขึ้นมาได้ว่าบุญอย่างนี้ผมเคยทำ ถึงแม้ว่าจะมีบาปมาสักปานใดก็ดี เว้นไว้แต่ อนันตริยกรรม อย่างนี้ท่านจะสั่งว่าให้ไปรับผลของความดีก่อน คือ ไปเป็นเทวดาเป็นนางฟ้าหรือเป็นพรหมก่อน

อานิสงส์ของอนุสสติ

นี่แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัท ขึ้นชื่อว่าการนึกถึงบุญการทำบุญมีกุสลมีผลอย่างนี้ ทีนี้การที่บรรดาท่านพุทธบริษัทนึกถึงองค์สมเด็จพระชินศรีบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้านึกถึงแล้วแล้วก็ตั้งใจทำบุญทำกุศอย่างนี้ บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนให้ตั้งใจภาวนาไว้ด้วย คำว่าการภาวนานี่แปลว่า นึกถึงพยายามนึกถึงไว้ว่าวันนี้เคยทำบุญกับพระ วันนี้กลางเดือนสิบสอง อันดับแรก เราเข้ามาเราถวายนมัสการพระรัตนตรัย คือ ถวาย คือว่าบูชาพระพุทธราตั้งใจบูชาพระพุทะเจ้าคือตั้งใจบูชาพระธรรม ตั้งใจบูชาพระอริยสงฆ์ และประการที่สอง เราตั้งใจสมาทานศีลอุโบสถ อุโบสถศีลและประการที่สาม เราได้ถวายสังฆทาน และวันนี้ตั้งใจบุชาพระพุทธเจ้าด้วยการลอยกระทง นึกไว้อย่างนี้ เวลาก่อนจะหลับก็นึกไว้เวลาตื่นใหม่ๆ ก็นึกไว้ นึกไว้วันละสองเวลาก็พอ จิตใจก็จะชิน

ถ้าหากวันใดถ้าเราไม่นึกถึงบุญถึงกุศล เวลานั้นใจเราไม่สบาย จำเป็นต้องนึกหรือว่าจะใช้เวลาบูชาพระก็ได้เวลาบูชาพระก็นึกถึงบุญที่เราทำไว้จนกระทั่งจิตใจอารมณ์เป็นการทรงตัว ถ้าไม่ถึงเวลาบูชาพระเรารำคาญ จิตใจไม่สบายอย่างนี้ แสดงว่าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายเป็นผู้มีฌานใน อนุสสติ พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ แล้วก็ จาคานุสสติ ถ้าอย่างนี้ทุกคนเวลาจะตายขึ้นมาเมื่อไรจิตใจยังนึกถึงบุญกุศล ถ้านึกถึงบุญกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะทีราทำเราทำมาก แต่ว่านึกถึงน้อยก็ตามที บุญกุสลอย่างนี้จะนำท่านทั้งหลาย ไปสู่สุคติทันทีเป็นเทวดาบ้าง เป็นนางฟ้าบ้าง ตามกำลังของบุญ

เรื่องของสุปติฏฐิตเทพบุตร

ทีนี้คนที่นึกถึงบุญอย่างนี้ อย่างบรรดาท่านพุทธบริษัท ถึงแม้ว่าจะเคยทำบาปมาบ้าง ทำบุญมาบ้าง แต่ความดีของท่านทั้งหลายก็ยังดีกว่า สุปติฏฐิตเทพบุตร อย่าง สุปติฏฐิตเทพบุตร นี่ บุคคลคนนี้ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยสร้างความดี คำว่าศีลไม่เคยรักษา ท่านไม่เคยให้ ความดีใดๆ ไม่เคยสงเคราะห์ การสงเคราะห์คนยากจนเข็ญใจก็ไม่เคยให้มีหน้าที่อย่างเดียวคือ ทำปาณาติบาตเขาเป็นชาวประมงและนอกจากปาณาติบาตศีลทั้งห้าข้อขาดหมด เมื่อขาดจากศีลแล้วยังไม่พอ ยังเป็นผู้ทำลายธรรม คนที่เขาทำบุญเห็นแล้วแกล้งทำเป็นไม่เห็น ได้ยินเสียงแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน

แต่ว่า สุปติฏฐิตเทพบุตร คนนี้ก่อนที่จะตาย แก่ลงมาฐานะดีขึ้นมีฐานะถึงคหบดีใกล้มหาเศรษฐี เวลาจะตายขึ้นมามีทุกขเวทนามาก มันเจ็บปวดมากบุตรภรรยาก็มานั่งล้อม ข้าทาสหญิงชายก็มานั่งล้อม เธอก็มีความรู้สึกว่าคนทุกคนที่เขามานั่งข้างๆ เรามีความห่วงใยในเรามาก แต่ว่าไม่มีบุคคลใดสามารถจะแย่งเบาทุกขเวทนาได้ แต่ความจริงในสมัยนั้น องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยเสด็จไปเมืองนั้น ผ่านหน้าบ้านเขา แม้แต่มือก็ไม่เคยยกมือไหว้ ไม่มีความเคารพ แต่ทว่าเวลาป่วยหนักขึ้นมาเต็มที ทุกขเวทนาใหญ่มีกับเราเขาเล่าลือกันว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ พระสมณโคดมท่านมีความเมตตามากไม่ว่าใคร เพียงแต่เขาจึงตั้งใจคิดว่าขอให้องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาคือ พระสมณโคดม มาช่วยให้เขาหายจากโรคขณะที่เขานึกอย่างนั้น

บรรดาท่านพุทธบริษัทเขาไม่ได้นึกแบบบรรดาท่านทั้งหลายที่นึกเวลานี้เวลานี้ทุกคนนึกด้วยความเคารพคือ เวลานั้นเขานึกให้ท่านมาเป็นหมอรักษาเขาแต่ถึงอย่างไรก็ดีตามข่าวตามคำที่ว่าพุทโธ อัปปมาโณ คำว่าพระพุทธเจ้าหาประมาณมิได้อาศัยที่เขานึกถึงพระพุทธเจ้าต้องการให้แค่มารักษาโรคเท่านั้นก็ตามทีเขาก็ตายขึ้นมาเวลานั้น ก็อาศัยบุญเล็กน้อยที่เขาทำเพียงเท่านี้คือ เขาไม่ได้ทำแค่นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นบุญเล็กน้อย

แต่ว่าอานุภาพมากบุญเล็กน้อยเพียงเท่านี้ก็บันดาลให้เขาเกิดเป็นเทวดาบน สวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก มีวิมานทองคำเป็นที่อยู่ มีนางฟ้าหนึ่งพันเป็นบริวารแต่ว่าในฐานะที่เขาเป็นคนมีความประมาทไม่สร้างความดี สร้างแต่ความชั่วพอมารู้ตัวเอาอีกทีก็เวลาจะตาย นึกถึงองค์สมเด็จพระจอมไตรด้วยความเคารพเล็กน้อยตามธรรมดาเทวดาบน สวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก เขาจะมีอายุพันปีทิพย์ ถ้าจะนับเวลากันแล้ว ร้อยปีของเราเป็นหนึ่งวันของเขา สามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน สิบสองเดือนนี้เป็นหนึ่งปีเหมือนกัน ถึงพันปีทิพย์จึงจะหมดอายุ แต่ว่า สุปติฏฐตเทพบุตร คนนี้ขึ้นไปอยู่บน สวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก ไม่ถึงพันปีทิพย์

ก็ความความว่ายังไม่ถึงวันของบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็จะต้องจิตเพราะบุญน้อยแต่ทว่าก็เป็นความดี อาศัยที่เขานึกถึงพระพุทธเจ้าแม้แต่จะไปใช้ความเคารพโดยเฉพาะตั้งใจให้พระองค์มีจิตเมตตาเขา ก็เลยเป็นคนไม่พ้นพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ในเมื่อเขาไปสวรรค์จากพระพุทธเจ้า เขาก็พบพระพุทธเจ้าครั้งหลังใหม่อีกบนสวรรค์

พระพุทธเจ้าเสด็จดาวดึงส์โปรดพระพุทธมารดา

แต่ว่าเวลานั้น ปรากฏว่าองค์สมเด็จพระทรงธรรมบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณได้ปีที่เจ็ด หลังจากเสด็จไปแสดงยมกปาฏิหาริย์แล้วอ องค์สมเด็จพระประทีปแก้วก็ขึ้นไปบน สวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก ตั้งใจจะเทศน์สนองคุณพระมารดา แต่ว่าเมื่อพระองค์เกิดมาเพียงแค่อายุเจ็ดปีก็ปรากฏว่ามารดาต้องเสียชีวิต ทั้งนี้เพราะว่าตามพระบาลีท่านกล่าวว่าหญิงผู้ใดก็ตาม ถ้าพระโพธิสัตว์ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าเกิดมาในครรภ์ของบุคคลนั้นครรภ์นั้นไม่ควรแก่สัตว์อื่นที่จะมาเกิดมารดาต้องตายเมื่อท่านตายจากความเป็นคนท่านก็ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงเทวโลก มีความสุขมาก

เมื่อองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปสู่ ดาวดึงสเทวโลก แล้วสมเด็จพระประทีปแก้วเสด็จประทับอยู่ที่ บัณฑุกัมเพลศิลาอาสน์ ตามคำอาราธนาของ พระอินทร์ พระพุทธเจ้าก็ขอร้องให้พระอินทร์ นำไป ไปเชิญพระมารดามาจากชั้นดุสิต เมื่อ พระพุทธมารดา เสด็จมาแล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วก็ทรงเทศน์ อภิธรรมเจ็ดคัมภีร์ ทั้งนี้ก็เพราะว่าพิจารณาแล้วว่า พระวินัย ดี พระสูตร ก็ดี เป็นธรรมเทศนาที่มีอานิสงส์ใหญ่ แต่ว่ายังไม่คู่ควรกับน้ำนมของแม่ที่อุ้มท้องมาแล้วน้ำนมเลี้ยงให้ก็พิจารณาว่าธรรมใหญ่ที่ควรจะสงเคราะห์ก็ได้แก่อภิธรรม จึงเทศน์อภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา เทวดาทั้งหลายก็พากันมาฟังที่นั่น

อากาสจารีเทพบุตรเตือนสุปติฏฐิตเทพบุตร

แต่ปรากฏว่าเวลานั้น มีเทวดาท่านหนึ่งมีนามว่า อากาสจารีเทพบุตร ตามพระบาลี ท่านฟังเทศน์เดี๋ยวเดียวท่านก็เหาะไปประกาศว่า พ่อเอ้ย แม่เอ้ยเจ้าของวิมาน เวลานี้องค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จมาเทศน์ที่ ยัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ขอบรรดาเทวดาและนางฟ้าทั้งหลายพากันไปฟังเทศน์ต่อบุญบารมี บรรดาเทวดาทั้งหลายที่มีความดีมากๆ ท่านเป็นผู้ไม่ประมาทในชีวิตตั้งแต่สมัยเป็นมนุษย์ ก็ต่างคนต่างพากันไปฟังเทศน์ เทศน์ขององค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์คราวนั้น ทำให้เทวดาเป็นพระโสดาบันบ้าง สกิทาคามีบ้าง อนาคามีบ้าง อรหันต์บ้างมากมาย

แต่ว่า อากาจารีเทพบุตร มาถึง มาถึงวิมานของ สุปติฏฐิตเทพบุตร เห็นเจ้าของไม่สนใจเห็นเครื่องพิพย์เศร้าหมอง จึงพิจารณาดูว่าเทวดาองค์นี้เป็นเพราะอะไร ก็ทราบว่าอีกเจ็ดวันเขาจะตาย คำว่าอีกเจ็ดวันนี่มันอาจจะถึงเจ็ดร้อยปีของมนุษย์ เขาจึงประกาศว่าใครเป็นเจ้าของวิมานนี้เวลานี้อีกเจ็ดวันท่านจะตายจากความเป็นเทวดาทำไมจึงไม่ต่อบุญบารมี

สำหรับ สุปติฏฐิตเทพบุตร นั้น เมื่อขึ้นเป็นเทวดาแล้วก็มีความเพลิดเพลินในความเป็นทิพย์ไม่สนใจในความดีต่อ ครั้งเมื่อฟังคำนี้แล้วก็คิด ก็พิจารณาดูตัวเองเห็นว่าเครื่องเศร้าหมอง ดูที่รักแร้เหงื่อไหลจากรักแร้ ตามธรรดาเทวดาไม่มีเหงื่อ ก็ทราบตัวเองว่าตนเองจะต้องตายจากความเป็นทิพย์เรียกว่าจิต อาศัยที่ตาเป็นทิพย์ ใจเป็นทิพย์ ตัวเป็นทิพย์ ก็ดูต่อไปถ้าหากว่าเราตายจากเทวดาคือ จุติจากความเป็นเทวดาแล้ว จะไปไหนก็ทราบว่าอานิสงส์ใหญ่แห่งความทำบาปจะต้องลงอเวจีมหานรก แล้วก็ต้องผ่านนรกทุกขุมผ่านเปรตทั้งหมด ผ่านอสุรกายทั้งหมด เป็นสัตว์เดรัจแนทุกประเภท ฆ่าสัตว์มาตายกี่ตัว ต้องเป็นสัตว์ประเภทนั้นให้เขาฆ่าตามจำนวน หลังจากนั้น ก็เป็นสัตว์พิเศษคือ เป็นแร้งห้าร้อยชาติ เป็นกาห้าร้อยชาติ เป็นสุนัขบ้าห้าร้อยชาติ เมื่อหมดจากนั้นแล้วจึงจะมาเป็นคน เป็นคนง่อยห้าร้อยชาติของโทษปาณาติบาตต้องเป็นคนบ้าห้าร้อยชาติ เพราะการดื่มสุราเมรัย เป็นคนหูหนวกห้าร้อยชาติเพราะเขาทำบุญ บอกแล้วได้ยินแล้วแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน หรือส่งเสียกลบธรรมต้องเป็นคนตาบอดห้าร้อยชาติ เพราะเขาทำบุญ เห็นแล้วแกล้งทำเป็นไม่เห็นเมื่อรู้ตัวแบบนี้ก็ตกใจขอให้ อากาสจารีเทพบุตร ช่วย ท่านอากาสจารีเทพบุตร ก็บอกว่า ฉันก็ช่วยเธอไม่ได้ต้องไปหาพระอินทร์ พระอินทร์ ก็บอกว่า ฉันเป็นนายเธอแต่ฉันก็แค่เทวดา เขาก็เลยพาไปหาพระพุทธเจ้า ทีนี้ก็บอกว่า ถ้าพระพุทธเจ้าช่วยไม่ได้เธอก็ต้องลงนรกแน่ๆ

พระพุทธเจ้าทรงเทศน์อุณหิสวิชัยสูตรโปรด

ครั้นไปหาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอินทร์ ทรงแจ้งให้พระพุทธเจ้าเทรงทราบก็คิดว่าถ้าเราเทศน์อธิบาย จะเป็นที่คู่ควรแก่เทวดาองค์นี้ไหม ก็ทราบว่า ถ้าเทศน์อภิธรรมจะเป็นที่ไม่ชอบใจ ไม่มีบุญกับเธอต้องลงนรกก็คิดว่าเทศน์เรื่องอะไรจึงจะดี ก็ทราบว่าถ้าเทศน์ อุณหิสวิชัยสูตร เมื่อเทศน์เรื่องนี้จบขณะเทศน์จะเป็นที่พอใจของเธอและเมื่อเธอฟังเทศน์จบ เธอก็ได้เป็นพระโสดาบัน พ้นจากอบายภูมิต่อไป ทีนี้องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาท่านเทศน์ อุณหิสวิชัยสูตรเมื่อเทศน์จบเธอก็ได้เป็นพระโสดาบัน

นี่แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านกล่าวคำว่า พุทโธ อัปปมาโณ การถึงพระพุทธเจ้าย่อมมีอานุภาพใหญ่ มีบุญใหญ่อย่างนี้

ปัจฉิมพร

สำหรับวันนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายผู้มีความเคารพในองค์สมเด็จพระชินศรี มาสร้างความดีกันตั้งแต่เช้าอย่างบูชาพระรัตนตรัย สมาทานศีลถวายสังฆทานฟังเทศน์ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดบนสวรรค์ก็ได้พรหมโลกก็ได้ ไปนิพพานก็ได้ ก็แล้วแต่กำลังใจของคนขอให้บรรดาท่าพุทธศาสนิกชนอย่าลืมความดีของท่านก่อนจะหลับนึกถึงก่อน ก่อนตื่นใหม่ๆ ก่อนทำอะไรทั้งหมด นึกถึงบุญกุศลไว้ก่อน ให้อารมณ์ชิน อย่างนี้เวลาตายจะพ้นจากความทุกข์

เอาละ บรรดาท่าพุทธบริษัททั้งหลาย เวลาหมดพอดี ก็ขอยุติพระธรรมเทศนาลงไว้แต่เพียงเท่านี้ อาตมภาพขอตั้งสัตยาธิษฐานอ้างคุณพระศรีรัตนตรัย มีพระพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ ทั้งสามประการ จงดลบันดาลให้บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน มีแต่ความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงเจริญไปด้วยจตุรพิธพรชัยทั้งสี่ประการ มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ ถ้าหากทุกท่านปรารถนาสิ่งใดขอให้ได้สิ่งนั้นสมความปรารถนาจงทุกประการ อาตมภาพรับประทานวิสัชนามาในบุญญาธิษฐาน ก็ขอยุติพระธรรมเทศนาลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube