ธรรมเทศนา ตัวอย่างเทศน์ ตัวอย่างธรรมเทศนา

เทศนาวันสารท

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

ปุญฺญานิ ปรโลก ปติฏฐา โหนฺติ ปาณินนฺติ

บัดนี้ จักได้แสดงพระธรรมเทศนา ในปุญญกถา ว่าด้วยการทำบุญเนื่องในวันสารท อันประกอบด้วยการบำเพ็ญทาน สมาทานศีล สวดมนต์ภาวนา และการฟังธรรม การแสดงธรรมและการฟังธรรมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการบำเพ็ญบุญนี้ เพื่อเป็นเครื่องประคับประคองฉลองศรัทธา ประดับปัญาญาบารมี เพิ่มพูนกุศล ยังความเป็นสิริมงคลให้เกิดขึ้นแก่สาธุชนทั้งหลาย

ตามเอกสารประชาสัมพันธ์งานของทางวัดแจ้งว่า “วันสารทเป็นประเพณีของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในประเทศไทย ลาว และกัมพูชา เป็นวันที่ถือเป็นคติและความเชื่อสืบกันมาว่า ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว จะมีโอกาสได้กลับมารับส่วนบุญจากญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว และเชื่อว่าหากทำบุญอุทิศไปให้ ญาติจะได้รับส่วนบุญได้เต็มที่ มีโอกาสได้สุคติที่ดียิ่งขึ้นไป”

การที่ท่านทั้งหลายได้มาบำเพ็ญบุญอุทิศส่วนกุศลในวันนี้ เป็นการทำตามประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน และยังเป็นผู้ปฏิบัติตามอย่างอริยสาวก อริยประเพณี มีพระเจ้าพิมพิสารเป็นต้น ที่ทรงทำเป็นแบบอย่าง ดังที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาได้ตรัสไว้ในอาทิยสูตร มีเนื้อความว่า อริยสาวกเมื่อได้ทรัพย์มาแล้ว ย่อมทำพลี ๕ อย่าง ได้แก่ ๑.ญาติพลี สงเคราะห์ญาติ ๒.อติถิพลี ต้อนรับแขกหรือกัลยาณมิตร ๓.ปุพพเปตพลี ทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย ๔.ราชพลี มอบให้หลวงมีการเสียภาษีเป็นต้น และ ๕.เทวตาพลี ทำบุญอุทิศให้เทวดา ความจริงเนื้อความในอาทิยสูตรนี้ เราได้ยินบ่อย เวลาที่พระท่านอนุโมทนาหรือให้พร ด้วยบทขึ้นต้นว่า ภุตฺตา โภคา ภตา ภจจา วิติณฺณา อาปทาสุ เม

การทำบุญอุทิศนั้น มีองค์ประกอบอยู่ ๓ ประการ ได้แก่ ๑.ผู้อุทิศบุญ คือทายกทายิกาผู้เป็นเจ้าของแห่งทาน ทำบุญแล้วอุทิศบุญไปให้ ๒. มีผู้รับทาน หรือ ปฏิคคาหก ในที่คือพระสงฆ์ ๓.ผู้ที่เราอุทิศบุญให้นั้นรับทราบและอนุโมทนาบุญด้วย เมื่อบุคคลจะอุทิศ พึงทำจิตให้ใสสะอาดปราศจากอคติ มีความยินดีในบุญที่ทำแล้ว ทำจิตให้เป็นกุศลอันเกิดจากทาน ศีล ภาวนา หรือการทำความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วทำการอุทิศด้วยการกล่าวหรือทำในใจว่า “อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ, สุขิตา โหนตุ ญาตะโย ขอบุญนี้ จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลาย ขอญาติทั้งหลายจงมีความสุขเถิด” จะกรวดน้ำไปพร้อมด้วยก็ได้ หรือจะว่าโดยภาษาอื่น ภาษาของตนก็ได้ เพราะที่สำคัญคือเจตนาที่เป็นกุศล กล่าวถึงการกรวดน้ำ คือกิริยาที่เทน้ำลงในขัน บางท่านบอกว่าไม่มีในพระไตรปิฎก สำหรับผู้เทศก์แล้วถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ควรที่จะนำมาถกเถียงกัน เพราะในขณะที่เรากำลังเทน้ำจิตก็ยังเป็นกุศลอยู่ เราก็ยังสามารถทำจิตให้เป็นกุศลได้ ไม่ขัดแย้งกันเลย พระธรรมสิงหบุราจารย์ หรือหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม อดีตเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี กล่าวว่า การกรวดน้ำเป็นศาสนพิธี อธิบายว่า เป็นวิธีการแสดงออกทางกายให้คนได้รู้เห็นว่าเรากำลังอุทิศบุญ ให้ได้รับทราบและอนุโมทนาบุญกับเราด้วย เป็นการเพิ่มบุญกับคนรอบข้างที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะว่าบุญนั้นมีความสำคัญต่อบุคคลที่ยังต้องท่องเที่ยวในสังสารวัฏ ทั้งในโลกนี้และโลกเบื้องหน้า สมดังตามพุทธภาษิตที่ได้ยกขึ้นกล่าวไว้ในเบื้องต้นนั้นว่า ปุญฺญานิ ปรโลกสมี ปติฏฐา โหนฺติ ปาณิ บุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย ทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า ทั้งปัจจุบันและอนาคต

บุญจึงเป็นเงาเฝ้าตามติด บุญเป็นมิตรในทุกที่
คอยช่วยเหลือเอื้ออารีย์ ห่างราคีปลอดโพยภัย
บุญพิทักษ์บุญรักษา บุญนำพาพบสุกใส
แม้ชีพลับดับล่วงไป บุญส่งให้สุขสวัสดิ์ทุกชาติไป

ส่วนที่ว่า ทำบุญช่วงนี้ ทำให้ญาติผู้ล่วงลับไปได้บุญอย่างเต็มที่ คำกล่าวนี้มีส่วนแห่งความจริงอยู่บ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าทำบุญช่วงเวลาอื่นจะไม่ได้รับบุญอย่างเต็มที่ เหมือนเราให้ของที่จำเป็นที่เขาต้องใช้แก่ญาติหรือเพื่อนในช่วงเทศกาลปีใหม่ พวกเขาย่อมดีใจที่ได้รับ แต่ไม่ได้หมายความว่าให้สิ่งที่เขาจำเป็นต้องใช้ในช่วงเวลาอื่นเขาจะไม่ดีใจในการที่จะได้ใช้สอย

การที่ท่านสาธุชนทั้งหลายได้มาบำเพ็ญบุญในวันนี้ นอกจากเป็นการปฏิบัติตามประเพณี ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังเป็นการปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนในทางพระพุทธศาสนาหลายประการ ตามที่ได้แสดงไว้ในเอกสารประชาสัมพันธ์งานที่ทางวัดส่งไป คือ เป็นการแสดงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ญาติสนิทมิตรสหายทั้งที่ล่วงลับไปและทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพชนผู้มีพระคุณ ได้แสดงความเอื้อเฟื้อให้แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งเป็นการผูกมิตรไมตรีกันไว้ เป็นการแสดงความเคารพและอปจายนธรรม คือการแสดงความเคารพอ่อนน้อมแก่ผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นการกระทำจิตใจของตนให้สะอาดหมดจด ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งความโลภ ขจัดความตระหนี่ได้ เป็นการบำรุงพระพุทธศาสนา นอกจากนั้น ยังชื่อว่าได้ทำในสิ่งที่เป็นมงคลให้เกิดขึ้นแก่ตนเองและครอบครัว มงคลนี้ผู้เทศก์ไม่ได้พูดขึ้นลอย ๆ มา แต่พระบรมศาสดาได้ตรัสรับรองไว้ในมงคลสูตร อย่างที่พระสงฆ์ได้สาธยายในช่วงที่เจริญพระพุทธมนต์ เมื่อพระสงฆ์ผู้เป็นประธานขึ้นต้นด้วยบทว่า อะเสวะนา จะพาลานัง ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา ฆราวาสผู้เป็นประธานในพิธีก็จะจุดเทียนเพื่อทำน้ำพระพุทธมนต์ นั่นก็ยังเป็นมงคลภายนอก ส่วนมงคลภายในคือการได้ปฏิบัติตามเนื้อหาในมงคล ซึ่งทุกคนได้กันทุกถ้วนหน้า ตั้งแต่ อะเสวะนา จะพาลานัง ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา การไม่คบคนที่ทำให้หลงผิด คบแต่บัณฑิตที่ให้ผลเป็นต้น จนถึงทานัญจะ ธัมมะจะริยา จะ การให้ทาน การประพฤติธรรม สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง การได้เห็นสมณะพระสงฆ์ กาเลนะ ธัมมัสสะวะนัง อันเป็นเหตุได้ฟังธรรมตามกาลตามเวลาที่เหมาะ เอตัมมังคะละมุตตะมัง ทั้งหมดนี้เป็นมงคลอันสูงสุดในพระพุทธศาสนา อนึ่ง ถือว่าได้ปฏิบัติบูชาต่อองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสมพุทธเจ้า การปฏิบัติบูชานั้น ไม่ได้หมายเพียงการแต่นั่งสมาธิ เดินจงกรมภาวนาอย่างเดียว การปฏิบัติบูชาคือการบูชาด้วยการปฏิบัติตามคำสอน และองค์สมเด็จพระพุทธชินวรทรงสอน ทาน ศีล ภาวนา อุบาสกอุบาสิกาผู้บำเพ็ญทานจึงได้ชื่อว่าปฏิบัติบูชา เพราะปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์

ก่อนที่จะจบพระธรรมเทศนา ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ทำจิตให้ยินดีในบุญที่ตนได้กระทำครบถ้วนดีแล้วตามปุพพเปตพลี ปฏิบัติตามอริยประเพณี มีพระเจ้าพิมพิสารเป็นต้น ทำกุศลให้เกิดในจิต แล้วจึงตั้งจิตอุทิศผล

กุศลนี้แผ่ไปให้ ไพศาล,
ถึงบิดามารดาครูอาจารย์ ทั้งลูกหลานญาติมิตรสนิทกัน,
คนเคยร่วมเคยรักสมัครใคร่ มีส่วนได้ในกุศลผลของฉัน,
ทั้งเจ้ากรรมนายเวรและเทวัญ ขอให้ท่านได้กุศลผลนี้ เทอญ

เทศนาปริโยสาเน ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนานี้ ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย อำนวยอวยพรชัยให้ท่านสาธุชนทั้งหลาย สพฺพพุทธานุภาเวน สพฺพธมฺมานุภาเวน สพฺพสงฺฆานุภาเวน

ขอเดชะพระพุทธรัตน์กำจัดทุกข์ เจริญสุขศิริศักดิ์เป็นหลักฐาน
ขอเดชะคุณพระธรรมรัตน์กำจัดพาล ให้ไพศาลผุดผ่องพ้นผองภัย
ขอเดชะคุณพระสังฆรัตน์กำจัดโรค ให้เสื่อมโศกสืบชนม์จนเกินไขย
ขอเดชะคุณพระไตรรัตน์ดังฉัตรชัย เจริญวัยเจริญศรีทวีสุขทุกประการ

แสดงพระธรรมเทศนามา ก็สมควรแก่เวลา

ขอสมมติยุติลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้

โดย www.monpiti.com
21 กันยายน 2568

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube