มงคล ๓๘ ประการ
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
ปฏิรูปเทสวาโส จ ปุพฺเพ จ กตปฺญญตา
อตฺตสมฺมาปณิธิ จ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมนฺติ
บัดนี้ จักได้แสดงพระธรรมเทศนา พรรณนาศาสนธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา ฉลองศรัทธา ความเชื่อ ปสาทะ ความเลื่อมใส ของพุทธศาสนิกบริษัท พอสมควรแก่เวลา
ในพระพุทธศาสนสุภาษิตนี้ กล่าวถึงมงคล ๓ ประการ คือ ๑ อยู่ในปฏิรูปเทศ ๒ มีบุญวาสนา ๓ ตั้งตัวไว้ถูก ในมงคล ทั้ง ๓ ประการนี้ ควรที่จะศึกษาและปฏิบัติควบกันไป ถ้าเปรียบเหมือนการปลูกพืช จะต้องทราบว่า ธรรมดาเมล็ดพืชจะงอกงาม ให้ดอกให้ผลเต็มที่ นอกจากจะได้รับการปลูกในพืชไร่ที่ดี แล้วต้องได้รับการปลูกไว้ตรงที่ ๆ เหมาะ ๆ ด้วย และประการสำคัญที่สุดคือเมล็ดพืชนั่นเอง จะต้องมีเชื้อชุ่มอยู่ในตัว ถ้าเมล็ดพืชไม่มีเชื้อคือเป็นเมล็ดพืชลีบ ถึงจะปลูกในที่ไหน ๆ ก็เกิดผลดีไม่ได้ คนเราก็เหมือนกันกับเมล็ดพืช พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสมงคลไว้ในพระคาถานี้ ๓ ข้อ คือ การอยู่ในปฏิรูปเทศ การมีบุญวาสนา และการตั้งตัวไว้ถูก นี่คือวงจรของชีวิตที่จะมีความเจริญงอกงามเช่นเดียวกับเมล็ดพืชที่ว่านั้น
- – ปฏิรูปเทศ เปรียบกับไร่หรือสวน
- – ตั้งตัวถูกทาง เปรียบกบจุดที่ขุดหลุมปลูกพืช
- – บุญวาสนา เปรียบกับเชื้อยางภายในเมล็ดพืช
เมื่อมีเหตุสามอย่างนี้บรรจบกัน ผู้นั้นมีหวังเจริญก้าวหน้าได้อย่างมาก ในวันนี้จะได้นำเอา มงคลข้อว่า ปฏิรูปเทศ มาแสดงแก่ญาติโยมพุทธศาสนิกชน พอเป็นแนวทางแห่งการปฏิบัติ
มงคลชีวิตข้อว่า ปฏิรูปเทศ เป็นมงคลลำดับที่ ๔ พระพุทธเจ้าวางหลักไว้ว่า ให้อยู่ในปฏิรูปเทศ ผู้ปฏิบัติจะต้องทำความเข้าใจในเรื่องปฏิรูปเทศก่อน ปฏิรูปเทศ คืออะไร และมีเงื่อนไขอย่างไร
คำว่า ปฏิรูปเทสะ แยกออกได้เป็นสองคำ คือ ปฏิรูปะ คำหนึ่ง เทสะ อีกคำหนึ่ง คำว่า เทสะ แปลว่าถิ่นที่ หมายถึงตำบลที่อยู่ และประเทศบ้านเมือง เรียกว่า เทสะ ข้อนี้เป็นที่ทราบกันดี คำว่า ปฏิรูปะ อันเป็นหัวใจของมงคลข้อนี้ ก็มีอยู่ที่นี่ เราต้องทราบเสียก่อนว่า ถิ่นที่เป็นปฏิรูปะ คืออย่างไร เราจึงจะอยู่ในปฏิรูปเทศได้
คำว่าปฏิรูปะ แปลกันว่าสมควร คำว่าสมควร นี้ มีค่าเท่ากับคำว่า เหมาะสม เท่านั้น เป็นคำแปลที่บอกสรรพคุณ ไม่ใช่บอกลักษณะ คล้าย ๆ กับเราจะบอกลูกหลานว่า จงแต่งตัวให้เรียบร้อย แต่ไม่ได้บอกให้แน่ชัดลงไปว่า เครื่องแต่งตัวที่เรียบร้อยนั้นเป็นอย่างไร คำว่า สมควร เหมาะสม เรียบร้อย เป็นเพียงคำบอกสรรพคุณเท่านั้น มิได้บอกลักษณะว่าเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นเราต้องดูว่า ประเทศอันสมควรนั้นเป็นอย่างไร
สิ่งที่เราจะดู ก็คือให้ดูที่ศัพท์เดิม คำว่า ปฏิรูปะ ถ้าจะแปลตามตัวต้องแลว่า รูปเฉพาะ ฉะนั้นคำว่าปฏิรูปเทศ ก็คือถิ่นที่มีรูปเฉพาะ รูปเฉพาะนี้แหละที่เราแปลกันว่าสมควรคือใช้การได้ ที่ว่ารูปเฉพาะก็หมายความว่า ครบรูป เต็มรูป ตรงกับคำที่เราพูดกันว่า เป็นตัวของตัว หรือ เป็นเนื้อเป็นตัว หรือ เป็นตัวเป็นตน
ปฏิรูป ที่แปลว่ารูปเฉพาะนั้นคือ ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีรูปโครงจำเพาะสิ่งนั้น ๆ อยู่ อย่างไหนก็เป็นอย่างนั้น จำเพาะอย่าง ๆ เช่น คน ก็มีรูปเฉพาะของคน เช่น มีขาสองขา แขนสองแขน ศีษะหนึ่ง นี่รูปร่างคนอย่างย่อ ๆ เป็นรูปร่างเฉพาะของคน นก มีขาสองขา มีปีกสองปีก ตัวมีขน หัวมีปาก ก้นมีหาง นี่รูปเฉพาะของนก ปลา ไม่มีแขนมีขา มีหัว มีหาง มีครีบ นี่รูปเฉพาะของปลา
ตกลงว่ารูปเฉพาะของคนมีต่างหาก ของนกมีต่างหาก ของปลามีต่างหาก จำเพาะของใครของมัน ใครเป็นอะไรก็ต้องมีรูปครบจึงนับว่าปฏิรูป คือมีรูปเฉพาะต้องเป็นผู้มีปฏิรูปจึงจะเหมาะสำหรับใช้การ เพราะฉะนั้น คำวา ปฏิรูป จึงแปลเอาความได้เลยว่า สมควร หรือ เหมาะ ทีนี้ในทางตรงข้าม ถ้าเกิดมีคนหรือสัตว์ตัวใดมีรูปผสมผเส เหมือนอย่างโน้นบ้าง อย่างนี้บ้าง อย่างเช่นนางมัจฉา ตัวเป็นปลาหัวเป็นคน เป็นการเสียรูปเฉพาะ ใช้อะไรก็ไม่ได้ จะแกงกินก็ใช่ที่ จะแต่งให้มียศมีตำเหน่งอย่างคนก็ไม่ได้ ไม่ควรเป็นอะไรทั้งนั้นหรืออีกทีก็เหมือนนางกินรี หัวเป็นคนผู้หญิง แต่ตัวเป็นนก เสียหลักปฏิรูป จะเป็นอะไรก็ไม่เป็นจำเพาะสิ่งนั้น เลยไม่สมควรที่จะใช้การอะไรได้ จะเอามาเลี้ยงดูเป็นลูกเป็นเต้าก็ไม่ได้ จะแกงกินเป็นอาหารก็ไม่ควรเหมือนกัน ไม่ว่าอะไรทั้งนั้นถ้าเสียรูปเฉพาะของตัวเสียแล้ว ไม่เหมาะไม่ควรที่จะทำอะไรได้ สัตว์พวกถ้าบอกเป็นลักษณะภาษาบาลี ก็ต้องบอกว่า อปฺปฏิรูป แปลว่า ไม่สมควร
ที่ว่ามานั้นเป็นปฏิรูปะทางธรรมชาติ ในทางพฤติการณ์ก็มีรูปเฉพาะเหมือนกัน เรามาลองนึกดู นุ่น กับ นก ลอยอยู่ในอากาศได้ด้วยกัน แต่ว่าอยู่ได้ด้วยแรงคนละอย่าง นุ่นอยู่ได้ด้วยแรงลม ส่วนนกอยู่ได้ด้วยแรงปีก เราจะเห็นได้ว่า นกเป็นตัวของตัวเองจะขึ้นเหนือล่องไต้ก็ทำได้เอง ส่วนนุ่นไม่เป็นตัวของตัวเอง จะไปไหนก็แล้วแต่ลม นึกต่อไปอีกถึงพฤติการณ์ของตน หญิงชายที่แต่งงานกันใหม่ ๆ อยู่กับพ่อตาแม่ยาย ทุกสิ่งทุกอย่างรวมอยู่ในกงสี อย่างนี้ยังไม่เป็นตัวของตัว ถ้าแยกออกไปมีบ้านมีเรือนเป็นของตัวเอง ไม่ต้องพึ่งจมูกคนอื่นหายใจ จึงจะนับว่าเป็นตัวของตัว
ทีนี้จะว่าถึงเทสะ คือประเทศ ถิ่น ที่ ที่จัดว่าเป็นปฏิรูปะต่อไป ได้กล่าวมาแล้วว่า ปฏิรูปะ แปลว่ามีรูปเฉพาะ เพราะฉะนั้น คำว่าปฏิรูปเทสะ ก็แปลว่า ประเทศมีรูปเฉพาะ หมายความว่าเป็นประเทศเสรี มีเอกราชเป็นของตนเอง มีสัญญลักษณ์ศักดิ์ศรีเป็นของตนเอง มีระบบการปกครองเป็นของตนเอง รวมความว่าเป็นประเทศที่เป็นตัวของตัว มีรูปมีร่างพอตัว เรียกว่าปฏิรูปเทศ ส่วนประเทศที่เป็นอัปปฏิรูปเทศ คือประเทศที่ขาดความเป็นตัวของตัว จะสูญเสียในทางใดก็ตาม เป็นต้นว่าเสียเอกราช เสียอิสรภาพ เสียลัทธิศาสนา เสียวัฒนธรรม หรือเสียทางจิตใจของประชาชนพลเมืองก็ตาม
เราลองหันมาพิจารณาประเทศไทยของเราดูบ้าง เราดูตามความเป็จริง ถ้าเป็นการติก็ติตัวเราเอง เวลานี้บ้านเมืองของเรา เป็นปฏิรูปเทศโดยสมบูรณหรือไม่ สำหรับด้านเอกราชและอธิปไตยนั้น ไม่มีอะไรที่น่าวิตก เรามั่นคงดี แต่ทางด้านจริยธรรม คือ ศาสนาและวัฒนธรรมต่าง ๆ รู้สึกว่าจะดูยากสักหน่อย ไม่รู้ว่าศักดิ์ที่แท้จริงของชนชาติไทยอยู่ที่ไหนแน่ เพราะบางคนเที่ยวคว้าเน่นคว้านี่เหมือนคนไม่มีหลัก ตัวเป็นพุทธ แต่ไม่นิยมสร้างระบบชีวิตจิตใจ ระบบงาน และระบบวัฒนธรรมอย่างแบบพุทธ ถ้าจับมืออย่างฝรั่งไม่เป็น รู้สึกว่าอับอายขายหน้าหนักหนา แต่กราบพระไม่เป็นกลับภูมิใจว่าตนเป็นคนสมัยใหม่ ทำไมไม่รู้สึกอายต่อชาวโลกบ้าง เพราะปฏิบัติตามวัฒนธรรมแท้ ๆ ไม่เป็น
การรับเอาความดีจากบ้านอื่นเมืองอื่น มาปรุงแต่งบ้านเมืองของเรานั้น พระพุทธองค์ก็ทรงสรรเสริญ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราต้องดูสัญญลักษณ์ศักดิ์ศรีของเราก่อน แล้วก็เฟ้นดูว่าสิ่งที่รับมานั้นเข้ากันได้หรือไม่ ถ้าเห็นว่าสิ่งที่ได้มานั้นจะส่งเสริมศักด็ศรีของเราให้ดีขึ้น จึงรับ ไม่ใช่ทำตัวเป็นคน อะไร ๆ ก็ได้ ซึ่งแสดงว่าเป็นคนขาดความเป็นตัวของตัว
การปรับปรุงประเทศชาติบ้านเมืองนั้น ต้องทำตัวเหมือนแม่ครัวทำกับข้าว ธรรมดาแม่ครัวนั้น เขาจะใส่อะไรลงไปในหม้อแกง เขาต้องนึกรู้ตัวอยู่เสมอว่า แกงที่ตัวกำลังทำอยู่นั้นเป็นแกงอะไร จะเป็นแกงเผ็ด แกงจืด แกงเขียวหวาน แกงส้มแกงเลียง เขาต้องรู้ไว้ในใจตลอดเวลา เมื่อจะหยิบอะไรใส่ลงไปในหม้อ เขาก็ต้องเลือก ต้องรู้ว่าของสิ่งนั้นใส่ในแกงนี้แล้ว จะทำให้รสแกงดีขึ้น หรือทำให้เสียรส เห็นว่าสิ่งใดทำให้รสแกงดีขึ้นจึงเอาใส่ ถ้ามันเข้ากันไม่ได้ก็ไม่ใส่ ใส่ไม่ได้ แม่ครัวบ้านใดมีความเป็นตัวของตัวเองอย่างนี้ แกงบ้านนั้นก็อร่อย แต่ถ้าบ้านใดแม่ครัวเป็นคนไม่มีหลัก เคยเห็นเขาใส่อย่างนั้นอย่างนี้ ก็ใส่ตามเขาไป แกงบ้านนั้นก็ไม่อร่อย
แนวทางปฏิบัติในมงคลข้อนี้ ทางปฏิบัติพุทธศาสนิกชนในมงคลข้อนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงมงคลข้อปฏิรูปเทสวาสะนี้ไว้ เป็นอันยืนยันได้ว่า ตำบลที่อยู่อาศัยเป็นเหหตุหนึ่งที่จะช่วยทำให้คนเจริญก้าวหน้าหรือเสื่อมโทรมลงไป ไม่ใช่ว่าใครจะอยู่ที่ไหนก็ได้ผลเท่ากัน ต้นสักต้นตะเคียนนั้นเป็นต้นไม้ใหญ่ แต่ถ้าเอามาปลูกไว้ในกระถางมันก็โตไม่ได้ ถึงพันธุ์ไม้ใหญ่ก็ต้องเลือกที่ปลูกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการปฏิบัติตามมงคลข้อนี้จะต้องคำนึงถึงสองทาง คือ
- ๑. เราต้องเลือกที่อยู่ในปฏิรูปเทศ
- ๒. เราต้องทำที่เราอยู่ให้เป็นปฏิรูปเทศ
ประการแรก ที่ว่าต้องเลือกอยู่ในปฏิปรูปเทศ หมายความว่า จะอยู่ที่ไหนต้องเลือก วิธีเลือกให้เอาหลักความเจริญของคนเราเป็นเกณฑ์ คือ ทรัพย์เจริญ ชีวิตเจริญ และ คุณความดีเจริญ ที่อยู่บางแห่งทรัพย์เจริญ คือมีทางทำมาหากินคล่อง แต่มีสิ่งที่เป็นภัยแก่สุขภาพและชีวิต บางแห่งทรัพย์ดีพอควร ชีวิตก็ไม่ต้องเป็นห่วง แต่เป็นที่ห้อมล้อมด้วยสิ่งที่จะดึกดูดจิตใจของเราและบริวาร ให้ถอยต่ำลง ตกต่ำลงไป เพราะฉะนั้นจึงต้องเลือก กรณีที่เราจะเลือกนั้น เช่น
- — จะเข้าโรงเรียนที่ไหน
- — จะบวชวัดใหน
- — จะไปรักษาศีลฟังธรรมที่วัดไหน
- — จะทำงานหาเลี้ยงชีพที่ไหน
- — จะสร้างบ้านสร้างเรือนที่ไหน เป็นต้น
การเลือกเป็นสิ่งจำเป็นมาก ไม่ใช่ว่ามีโรงเรียนแล้วจะสอนดีเหมือนกันหมด ไม่ใช่ว่าจะมีวัดมีกุฏีแล้วบวชวัดไหนก็ได้ผลเท่านกัน หามิได้ ถ้ามันเท่ากัน พระพุทธเจ้าคงไม่สอนให้เราเลือก ที่สอนให้เลือกเพราะมันไม่เท่ากันนั่นเอง วิธีเลือกก็ให้ยึดหลักปฏิรูปะไว้ให้มั่น คือที่นั้น ๆ ต้องมีรูปเฉพาะ หรือไม่ โรงเรียนเป็นโรงเรียนจริงไหม หรือ เป็นโรงเรียนปนโรงแรม วัดเป็นวัดแน่หรือ หรือเป็นวัดปนบ้าน เลือกที่เป็นจริง ๆ ที่เรียกว่าปฏิรูปเทศ คือถิ่นที่มีรูปจำเพาะ
ประการที่สอง ทำที่อยู่ให้เป็นปฏิรูปเทศ คือใครจะอยู่ที่ไหน ก็พยายามปรับปรุงที่นั้นให้เป็นที่ที่ควรอยู่ เพราะความจริงมีอยู่ว่า สถานที่แห่งใดจะเป็นปฎิรูปเทศหรือไม่ สำคัญอยู่ที่คน ถ้าคนทำไม่ดี ที่ทางมันก็เสีย เป็นที่อัปปมงคลจนได้
การทำที่อยู่ให้เป็นปฏิรูปเทศนั้น ก็ยึดหลักความเจริญทั้ง ๓ คือทรัพย์เจริญ ชีวิตเจริญ และคุณธรรมเจริญ ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย หากจะดำเนินตามมงคลของพระพุทธเจ้าข้อนี้ จะต้องปรับปรุงบ้านเรือนที่อยู่อาศัยให้เรียบร้อย ด้านทรัพย์ ทำบ้านเรือนให้เป็นที่ปลอดภัย มีอุกรณ์เครื่องใช้ไม้สอยในการแสวงหาทรัพย์ สิ่งใดจะทำความพินาศล่มจมแก่ทรัพย์สินของครอบครัว ให้กำจัดสิ่งนั้นเสีย ด้านชีวิต บ้านเรือนควรรักษาให้สะอาด มีอาการปลอดโปร่ง มีหยูกยาอาหารพอเพียง มีที่บริหารร่างกายตามสมควร สิ่งใดที่เป็นภัยแก่สุขภาพก็กำจัดเสีย เช่นแหล่งน้ำเน่าหมักหมม ขยะมูลฝอย เศษอาหาร การถ่ายเทอุจจาระปัสสาวะ ทำให้มิดชิดเป็นที่เป็นทาง ด้านความดี คือความเจริญทางจิตใจ เรื่องนี้สำคัญในบ้านเรือนควรมีอุปกรณ์เครื่องเสริมสร้างความเจริญทางใจแก่คนในครอบครัว เช่น ตู้สมุด เรื่องรับวิทยุ ทีวี รูปภาพที่เหมาะสม และที่บูชาเหล่านี้เป็นต้น เป็นเครื่องทำจิตใจคนให้สูง นอกจากนี้แล้ว การปฏิ บัติใด ๆ ภายในครอบครัว ก็ มุ่งทางจูงใจให้เจริญ เช่นมีการสนทนาแรกเปลี่ยนความรู้กันเป็นต้น การใดที่จะทำให้คนในครอบครัวให้กำจัดเสีย เช่นการทะเลาะเบาะแว้งการด่าทอกัน เป็นต้นรวมความว่า มงคลชีวิตขั้นที่ ๔ ที่ว่าด้วยปฏิรูปเทศ เราต้องเลือกอยู่ในปฏิรูปเทศ และทำที่อยู่ของเราให้เป็นปฏิรูปเทศ เมื่อปฏิบัติได้ดังนี้ มงคลก็จะมาสู่ตัวเรา ทำให้เรามีความสุขกายสุขใจ ความเจริญทั้งทางด้านทรัพย์ ทางด้านชีวิตและทางด้านความดี ก็จมีตลอดไป ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนา—
