ธรรมเทศนา ตัวอย่างเทศน์ ตัวอย่างธรรมเทศนา

ความเพียรอันเป็นหลักแห่งการปฏิบัติ

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
สํวโร จ ปหานญจ ภาวนา อนรกฺขณา
เอเต ปธานา จตฺตาโร เทสิตาทิจฺจพนฺธุนา
เยหิ ภิกฺขุ อิธาตาปี ขยํ ทุกฺขสฺส ปาปุเณติ

บัดนี้ จักได้แสดงพระธรรมเทศนา พรรณนาศาสนธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา ในปธานกถา ว่าด้วยความเพียรอันเป็นหลักแห่งการปฏิบัติ ฉลองศรัทธาความเชื่อ ปสาทะ ความเลื่อมใส ของพุทธศาสนิกบริษัท พอสมควรแก่เวลา

การพัฒนาชีวิตของคนเรานี้ ต้องใช้ความเพียรพยายาม จึงจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ถ้าปราศจากความเพียรพยายามเสียแล้วจะประสบกับความสำเร็จยาก พระพุทธองค์จึงได้ตรัสเตือนไว้ว่า ให้ทุกคนใช้ความเพียรในการประกอบอาชีพ พยายามเอาชนะอุปสัคที่ขว้างกั้นเราไว้ให้ได้ คนจะพ้นจากความทุกข์ได้ก็เพราะความเพียร สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ธรรมเหล่านั้นมิใช่ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า นี้แสดงว่า ธรรมที่เป็นไปเพื่อความเกียจคร้านนั้นมิใช่หลักคำสอนในพระพุทธศาสนา ในพระพุทธศาสนาสอนให้ทุกคนใช้ความเพียรพยายาม จนกว่าจะสำเร็จในสิ่งอันพึงปรารถนา ผลคือความสำเร็จไม่ว่าจะในเรื่องอะไรก็ตามจะไม่เกิดขึ้นอย่างลอย ๆ หรือด้วยการดลบันดาลจากสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่จะเกิดขึ้นจากความเพียรพยายามของบุคคลเหล่านั้น โดยไม่หวาดหวั่นต่ออุปสรรคอันตราย ความเหนื่อยยากลำบากและสิ่งที่เป็นข้าศึกทั้งหลาย เราได้ยินชื่อความเพียรในลักษณะต่าง ๆ กัน เช่นวิริยะ วายามะ ทักขะ ปรักกมะ เหล่านี้เป็นต้น แล้วแต่ความมุ่งหมายของหมวดธรรมนั้น ๆ

ในพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้ ท่านพุทธศาสนิกชนจะได้ยินชื่อของความเพียรอีกอย่างหนึ่ง คือ คำว่าปธาน ในที่บางแห่งท่านเรียกว่า สัมมัปปธาน

คำว่า ปธาน แปลว่า เป็นหลัก เป็นใหญ่ เป็นแกน เป็นแม่บท เช่น ประธานาธิบดี ประธานพรรค ประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทน ประธานวุฒิสภา ประธานบริษัท เป็นต้น หมายความว่า ความเพียร ๔ อย่าง ที่ท่านแสดงไว้ในธรรมหมวดนี้เป็นหลัก เป็นประธาน ไม่ว่าใครจะทำความเพียรในทางอื่นอยู่สักกี่สิบกี่ร้อยก็ตาม ก็ต้องทำความเพียร ๔ อย่างนี้ควบไปด้วยเสมอ และความเพียรทั้ง ๔ อย่างนี้ เป็นความเพียรที่ทำให้ผู้ปฏิบัติถึงความสิ้นทุกข์ได้ ดังพระพุทธภาษิตที่ยกขึ้นไว้ว่า

สํวโร จ ปหานญฺจ ภาวนา อนุรกฺขณา
เอเต ปธานา จตฺตาโร เทสิตาทิจฺจพนฺธุนา
เยหิ ภิกฺขุ อิธาตาปี ขยํ ทุกฺขสฺส ปาปุเณ

แปล ความว่า พระพุทธเจ้าผู้เป็นอาทิจจวงศ์ ทรงแสดงความเพียรที่ทำให้ภิกษุ ผู้ถือปฏิบัติแล้วถึงความสิ้นทุกข์ ( นิพพาน ) ไว้ว่ามี ๔ อย่าง คือ สังวระ ปหานะ ภาวนา อนุรักขนา ดังนี้ จากพระบาลีนี้แสดงให้เห็นว่า ความเพียร ๔ อย่างนี้ ทำให้บรรลุนิพพานได้

ในที่นี้จักได้อธิบายความเพียรเป็น ๒ ประการ คือ ความเพียรที่เป็นโลกิยะหรือความเพียรที่เป็นไปในทางโลก ประการหนึ่ง และความเพียรที่เป็นไปในทางธรรม ประการหนึ่ง

ในทางโลกหรือในทางสังคม การระวังสิ่งที่ไม่ดี สิ่งชั่วร้าย เหตุการณ์ที่ไม่ดี เหตุการณ์ที่ชั่วร้าย เช่นสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพติด ที่ทำรายสังคมของเรา ทำให้คนในสังคมมีความประพฤติผิด ๆ สร้างความวุ่นวาย สร้างความเดือดร้อน แม้จะมีคำพูดที่ว่า คนเสพตายคนขายติดคุก แต่ก็ยังมี ยังเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำวัน เป็นปัญหาสังคมที่จะต้องแก้ ต้องใช้งบประมาณในการบำบัดในการรักษา ตลอดไปจนถึงการทุจริตคิดมิชอบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ในบ้านเมือง เหตุการณ์ที่ชั่วร้ายที่เกิดขึ้นในจังหวัดต่างๆ ต้องระวังมิให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น เหมือนกับเราระวังโรคภัยภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นกับตัว ถ้าระวังได้ร่างกายของเราก็จะสบาย สุขภาพกาย สุขภาพจิตก็จะดี เมื่อสุขภาพกาย สุขภาพจิตดี เราก็สามารถประกอบอาชีพได้สะดวกสบาย สังคม บ้านเมืองก็จะสงบสุข การระวัง สิ่งที่ไม่ดี เหตุการณ์ที่ชั่วร้าย มิให้เกิดขึ้น เป็นสังวรปธาน ข้อแรก

เมื่อสิ่งที่ชั่วร้ายเกิดขึ้นแล้ว ก็เพียรพยายามกำจัดสิ่งที่ไม่ดี ที่เกิดขึ้นในสังคม เช่นยาเสพติด ต้องกำจัดทั้งสถานที่ที่ผลิตขึ้นมา ต้องกำจัดทั้งผู้ขาย ผู้ซื้อ ผู้เสพ การตื่มของมึนเมาเช่นสุรายาเมาทั้งหลายที่มีอยู่เกลื่อนในสังคมเรานี้ อันนี้เป็นบ่อเกิดของอุบัติเหตุ เป็นบ่อเกิดของอาชญากรรม ต้องพยายามกำจัด ขจัดให้ได้ แม้กระทั่งเหตุการณ์ร้ายที่สร้างปั่นป่วนสร้างความวุ่ยวายให้เกิดขึ้นในสังคม ต้องกำจัดทั้งสถานที่ที่เป็นบ่อเกิดของความชั่วร้ายทั้งหลายทั้งปวง ทั้งความคิดของคนที่จะทำให้เกิดความวุ่นวายสับสน สร้างความปั่นป่วนขี้นให้ได้ ถ้ากำจัดไม่ได้ บ้านเมืองอันเป็นที่รักของเรา ก็จะวุ่นวายปั่นป่วนกันอยู่อย่างนี้ตลอดไป เพราะฉะนั้น ต้องบใช้หลักธรรมข้อ ปหานปธาน คือเพียรกำจัดให้หมดสิ้นไป เป็นข้อที่ สอง

เมื่อกำจัดสิ่งที่ไม่ดี สิ่งชั่วร้าย เหตุการณ์ที่ไม่ดี เหตุการณ์ที่ชั่วร้ายได้แล้ว ต้องใช้หลักปธานข้อที่ สาม นั้นคือการพัฒนา ได้แก่การพัฒนา สังคม พัฒนาคนในสังคม พัฒนาสถานที่

การพัฒนาสังคม เช่นการคมนาคม ถนนหนทาง ให้เจริญขึ้น ยวดยานพาหนะเดินทางสะดวกสบาย มีความปลอดภัย ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ อย่างในปัจจุบันนี้ เราการเดินทางทางบก เช่น มีรถโดยสารประจำทาง มีทั้งรถปรับอากาศ เดินทางทั้งในตัวเมืองใหญ่ และการเดินทางระหว่างจังหวัด มีการเดินทางเรือที่สะดวกสบาย มีสายการบินทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ มีความปลอดภัยในการเดินทาง พัฒนาคนในสังคมให้เจริญด้วยคุณธรรม เช่น มีจิตที่ประกอบไปด้วยเมตตา โอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน เอื้ออาทรต่อกันไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ ไม่สนใจใยดีต่อกัน เจรจากันด้วยถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวาน สุภาพอ่อนโยนทำให้ผู้ฟังเบิกบานสำราญใจ คำพูดที่เราพูดกันอยู่ทุกวันนี้ มีอยู่สองชนิด ๑ คำพูดที่พูดออกไปแล้วทำให้คนฟังเกลียดชังคนพูด กับ ๒ คำพูดที่พูดออกไปแล้วทำให้คนฟังรักคนพูด

คำพูดประเภทที่ ๑ คือคำที่พูดให้คนฟังเกลียดคนพูด หมายถึงคำพูดที่ไม่สุภาพต่าง ๆ ซึ่งรวมเรียกว่าคำหยาบมีหลายชนิด เช่น คำด่า คำประชด คำกระทบ คำแดกดัน คำหยาบช้า คำสบถ คำจำพวกนี้รวมเรียกว่า อัปปิยวาจา คือคำพูดที่ไม่น่ารัก ส่วนคำพูดที่เป็นปิยวาจา ตามนัยแห่งสังคหวัตถุข้อนี้หมายถึงคำพูดที่อ่อนโยน ตรงกันข้ามกับคำพูดหยาบคายดังกล่าวนั้น เช่นคำว่าคุณ ท่าน เธอ เป็นต้น ตลอดจนคำเหล่าอื่น ตามที่นิยมกันว่าสุภาพในหมู่ชนนั้น ๆ ดังคำของสุนทรภู่ที่ว่า ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต พูดชั่วตัวตายทำลายมิตร จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา ปิยวาจา คือคำไพเราะจับใจของคนที่ฟังนั้นเอง ประพฤติประโยชน์ หมายความว่า ทำตนให้เป็นคนมีประโยชน์ และทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กัน ที่ว่าทำตนให้เป็นคนมีประโยชน์ หมายความว่าทำให้ตัวเรามีราคา มีความดี ที่พอจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นได้ ทั้งทางกำลังกาย กำลังความคิด และกำลังปัญญา การทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นเรื่องการจ่ายกำลังออกไปช่วยคนอื่น ต้องเป็นใจกว้างถึงจะทำได้ คนใจแคบเห็นแก่ตัวย่อมทำไม่ได้ เช่นการช่วยเหลือเพื่อนบ้านในคราวมีกิจ ช่วยบอกกล่าวสั่งสอนวิชาความรู้ให้ ช่วยหางาน ช่วยแนะทางอาชีพให้ ความเป็นผู้มีตนเสมอ

โดยความหมายทางปฏิบัติ คือการวางตัวเหมาะสมแก่ฐานะ หมายความว่าเรามีฐานะอย่างไร เช่น เป็นลูก เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นครูบาอาจารย์ ก็วางตนให้เหมาะสมแก่ฐานะที่ตนเองเป็น นี้คือ ภาวนา คือการทำให้เกิดให้มีขึ้น เป็นประการที่ สาม

ประการที่ ๔ ได้แก่การรักษาสิ่งที่ได้พัฒนาขึ้นแล้ว และอนุรักษ์สิ่งเหล่านั้นให้คงอยู่ตลอดไป

ในทางปฏิบัติ สังวรปธาน หมายถึงการระวังอกุศล คือกิเลส ที่ยังไม่เกิดอย่าให้เกิดขึ้น การระวังนั้นหลักใหญ่คืออินทรียสังวรได้แก่ สำรวมตาในเวลาดู เวลาเห็น สำรวมหูในเวลาฟังเวลาได้ยิน สำรวมจมูกในเวลาดมเวลาได้กลิ่น สำรวมลิ้นในเวลาลิ้มรส สำรวมกายในเวลาถูกต้อง เวลาถูกกระทบ และสำรวมใจในเวลาคิดนึก การสำรวมนั้นคือการเลือกดู เลือกฟัง เลือกสูดดม เลือกลิ้ม เลือกถูกต้อง และเลือกนึกคิด เฉพาะในเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดความยินดี – ยินร้าย ถ้าเลือกไม่ได้ก็พยายามสำรวมใจ เมื่อได้เห็น ได้ฟัง เป็นต้นอย่าให้เกิดกิเลสขึ้นในใจ

ปหานปธาน เพียรพยายามกำจัด หมายความว่า ถ้ายังได้พบว่ามีกิเลส คือความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดขึ้นในใจตนอยู่แล้ว ให้พยายามละเสีย ด้วยการปฏิบัติธรรมอันเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับกิเลสนั้น ๆ เช่น ความโลภ ความอยากได้โดยทางทุจริต ความอยากหรือความต้องการของคนเรา ย่อมมีด้วยกันทั้งนั้น เช่นอยากได้ข้าวอยากได้น้ำ อยากได้เงินอยากได้ทอง อยากได้เสื้อผ้า ลำพังแต่ความอยากอันเป็นความต้องการตามวิสัยธรรมดาอย่างนี้ไม่ใช่โลภะ ความอยากที่เป็นโลภะนั้นเฉพาะความอยากได้ในทางทุจริตเท่านั้น และโลภะนั้นไม่เกี่ยวกับความอยากได้น้อยหรือได้มาก ใครอยากได้เงินสักล้านบาทแต่ทำมาหาเอาโดยสุจริต ความอยากนั้นก็ไม่เป็นโลภะ แต่ถ้าอยากได้เงินสักหนึ่งร้อยโดยวิธีทุจริตก็เป็นโลภะ โลภะทำให้เกิดความคิดที่จะทำทุจริตต่าง ๆ ที่ไม่เคยคิดที่จะทำ ก็คิด ที่เคยคิดอยู่บ้างแล้ว ก็กำเริบรุนแรงขึ้น เมื่อโลภะเกิดขึ้นแล้วจะระงับได้อย่างไร ตอบตามนัยที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหาอชิตมานพ ในโสฬสปัญหา ว่า พึงใช้สติยับยั้งไว้ก่อน อย่าลุอำนาจแก่ความอยาก แล้วใช้ปัญญาพิจารณาผลได้ผลเสีย ให้เกิดหิริโอตตัปปะ และบำเพ็ญธรรมในทางตรงกันข้ามกับโลภะ คือการบริจาคทาน

โทสะ หมายถึงจิตคิดประทุษร้ายผู้อื่น คือคิดที่จะทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายเสียหาย เช่นทำให้เขาบาดเจ็บ ทำให้เขาอับอาย ทำให้เขาเดือดร้อน ทำให้เขาเสียทรัพย์ ความคิดดังกล่าวนี้สืบเนื่องมาจากความไม่พอใจ (อรติ)ในฝ่ายตรงกันข้าม โทสะเป็นกิเลสร้ายอย่างหนึ่งที่เมื่อเกิดขึ้นมันจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในตัวของผู้นั้น นับตั้งแต่ทำลายระบบความคิด ทำลายสุขภาพทั้งทางกายทางจิต ถ้าปล่อยให้โทสะครอบงำใจบ่อย ๆ ตนก็จะกลายเป็นบุคคลประเภทมองอะไรในแง่ร้าย ชอบก่อกรรมทำเข็ญอันเป็นตรายต่อสังคม แม้แรก ๆ จะไม่กล้าทำ แต่นาน ๆ เข้า ก็จะกล้าทำแม้แต่ฆ่าคน โทสะนี้เป็นเหมือนไฟ ซึ่งลุกขึ้นจากจุดเล็ก ๆ ก่อน แล้วจึงลุกลามจนอาจดับไม่ไหว ฉะนั้นต้องมีสติกำกับตน เมื่อรู้สึกว่า อรติ ความไม่พอใจเกิดขึ้นแล้วก็ให้รีบดับเสีย แต่เมื่อรู้ว่าตนเป็นคนจ้าวโทสะแล้ว พึงรักษาเบ็ญจศีลอันเป็นด่านป้องกันตัวมิให้ลุอำนาจแก่โทสะ และแผ่เมตตาเป็นนิตย์ให้จิตเยือกเย็น

โมหะ คือความลุ่มหลง ไม่รูจริง เขลาเบาปัญญาและอาการมืดมนอนธการของจิต โมหะนี้ถ้าจะเปรียบเหมือนความมืด ถ้าความมืดปกคลุมในที่ใด คนที่ทำอะไรอยู่ในความมืดก็อาจทำผิดพลาดได้หลายอย่าง เช่น เดินในที่มืด ดูหนังสือในที่มืด ย่อมผิดพลาดได้ตั้งแต่น้อยที่สุดถึงมากที่สุด คนที่โมหะครอบงำใจก็เหมือนกัน อาจทำความผิดได้ทุกอย่าง นับตั้งแต่เข้าใจผิดกัน ทะเลาะวิวาทกัน ฆ่ากันตาย หรือหลงทำร้ายกันด้วยวิธีการต่าง ๆ จนถึงเกิดสงครามระหว่างประเทศ รวมทั้งทำรายตัวเองด้วย โมหะพึงละเสียได้ด้วยปัญญา คือพยายามเพิ่มพูนปัญญาขึ้นในใจตน จะด้วยการค้นคิด การอ่าน การฟัง การเรียน หรือด้วยการฝึกอบรมโดยวิธีใดก็ตาม เมื่อปัญญาเกิดขึ้นแล้วย่อม โมหะย่อมระงับไปเอง

ภาวนาปธาน คือความเพียรพยายามทำให้เกิดให้มีขึ้น หมายถึงการพัฒนาจิตใจให้เจริญขึ้น ด้วยการพยายามปฏิบัติธรรมะ เพื่อความบริสุทธิ์สะอาดแก่จิตใจตนเอง เช่น การบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาให้มากยิ่งขึ้น

อนุรักขนาปธาน เพียรพยายามทำความดีนั้น ๆให้คล่องแคล่ว ช่ำชอง อย่าปล่อยให้เสื่อมถอยไปเสีย รักษาความที่ได้กระทำแล้วนั้นให้คงอยู่ ความดีที่เกิดขึ้นแล้วในจิตมิให้เสื่อมไป ประคับประคองความดีที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น มิให้ฟั่นเฟือน ทำให้เจริญงอกงามไพบูลย์บริบูรณ์ยิ่ง ๆขึ้น

ความเพียรทั้ง ๔ ประการนี้เป็นความเพียรชอบ ควรประกอบให้มีในตน ก็องค์ประกอบหรือวิธีประกอบมี ๔ อย่าง

  • ๑. ทำความพอใจให้เกิดขึ้นไม่เบื่อหน่าย ไม่เกียจคร้าน
  • ๒. พยายามเรื่อยไป ไม่ทำ ๆ หยุด ๆ
  • ๓. ปรารภความเพียร คือเริ่มทำความแกล้วกล้าทันทีไม่ต้องชักช้า ไม่ต้องหวาดหวั่นพรั่นพรึง
  • ๔. ปรกอบจิตให้ตั้งมั่น ในการระวัง ในการละ ในการเจริญ และในการรักษา

ถ้าเรานำความเพียรทั้ง ๔ ประการนี้ไปประพฤติปฏิบัติอย่างจริงจังก็สามารถจะนำให้ผู้ปฏิบัติได้บรรลุถึงความสงบ เย็น สว่างนำให้สิ้นทุกข์ ดับกิเลสทั้งหลายทั้งปวงได้ ประสบกับความสุขอย่างแท้จริง มินัยดังได้แสดงมา

ท่านสาธุชนได้สดับแล้ว นำไปประพฤติปฏิบัติ ก็จะได้ประสบความสุข ความสงบ ร่มเย็น เจริญในธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอความเจริญด้วยจตุรพิธพรชัยจงมีแก่ท่านพุทธศาสนิกตลอดกาล

พระธรรมเทศนา ว่าด้วยปธานคือความเพียรอันเป็นหลัก เป็นใหญ่ เป็นแกน เป็นแม่บท ก็พอสมควรแก่เวลาด้วยประการฉะนี้

ยถา—-

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube