ธรรมเทศนา ความไม่ประมาท
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
อจฺจยนฺติ อโหรตฺตา ชีวิตํ อุปรุชฺฌติ
อายุ ขียติ มจฺจานํ กุนฺนทีนํว โอทกนฺติ
บัดนี้จักแสดงพระธรรมเทศนา—-
พระพุทธภาษิตที่ได้ยกขึ้นไว้เป็นนิกเขปบทนั้นว่า อจฺจยนฺติ อโหรตฺตา เป็นต้น ความว่า วันคืนย่อมล่วงไป ชีวิตย่อมหมดเข้าไป อายุของสัตว์ย่อมสิ้นไป เหมือนน้ำแห่งแม่น้ำน้อย ๆ ฉะนั้น
ชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายชื่อว่าเป็นของสั้น ความเป็นอยู่ของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายเป็นอยู่ได้อย่างมากไม่เกินร้อยปี หากจะอยู่เกินกว่านี้บ้าง ก็ต้องตายเพราะความชรา จะมีการเปลี่ยนแปลงของชีวิตโดยลำดับ เมื่อถึงอายุถึง ๙๐ ปีแล้ว
จะมีอันตรายของชีวิตมาตัดรอนหรือไม่ก็ตาม ชีวิตจะต้องแตกดับไปตามธรรมดาของมัน และในระหว่างเป็นอยู่นั้น ชีวิตย่อมมีอันตรายรอบด้าน อาจแตกดับลงในระหว่างวัยใดก็ได้ ท่านกล่าวไว้ว่า ชีวิตความเป็นอยู่ ๑ พยาธิความป่วยไข้ ๑ กาลเวลา ๑ ที่ทิ้งกาย ๑ คติวิถีชีวิต หรือภพชาติข้างหน้า ๑ ทั้ง ๕ อย่างนี้ไม่มีนิมิตเครื่องหมาย จะให้เป็นไปตามปรารถนาไม่ได้ คือเราจะปรารถนาว่า จะมีชีวิตอยู่เท่านั้นเท่านี้ปี เวลาจะตายจะเลือกด้วยโรคภัยไข้เจ็บอย่างนี้ จะขอตายเวลานั้น เวลานี้ วันนั้นวันนี้ เดือนนั้นเดือนนี้ ปีนั้นปีนี้ เราปรารถนาว่า ขอให้ตายที่นั้นที่นี่ ขอตายอยู่กับบ้านหลังนั้นหลังนี้ ที่เรือนหลังโน้น ก็ไม่ได้ หรือเมื่อดับชีพแล้ว ขอให้ไปเกิดที่นั่นที่นี่ จะขออยู่กับคนนั้นคนนี่ ก็ไม่ได้ สิ่งต่าง ๆเหล่านี้ จะปรากฏชัดก่อนตายนั้นไม่ได้ และขอให้เป็นไปตามปรารถนาทุกประการที่เราหวังก็ไม่ได้ แล้วแต่กรรมคือการกระทำดีชั่วที่ทำไว้ เท่านั้น
อะไร ที่ทำให้ชีวิตล่วงหมดไป ท่านแสดงว่า กาลเวลาเป็นผู้ผลาญ เป็นผู้ทำลาย กาลเวลาย่อมกลืนสรรพสัตว์ทั้งปวง นักปราชญ์ท่านผูกปริศนาไว้ว่า พญายักษ์หนึ่งนา มีนัยตาสองข้าง ข้างหนึ่งสว่าง ข้างหนึ่งริบรี่ มีปากสิบสองปาก มีฟันไม่มาก ปากละสามสิบซี่ กินสัตว์ทั่วปฐพี ยักษ์ตนนี้คือใคร
ตอบว่า พญายักษ์ตนนั้นคือ พระกาล ได้แก่วัน เดือน ปี
- ตาสองข้างคือ ข้างหนึ่งข้างขึ้น ข้างหนึ่งข้างแรม หรือกลางวันกลางคืนก็ได้
- สิบสองปาก คือ ปีหนึ่ง มี ๑๒ เดือน
- ฟันสามสิบซี่ คือ เดือนหนึ่งมีสามสิบวัน
- กินสัตว์ทั่วปฐพี คือ กลืนกินชีวิตสัตว์ทั่วแผ่นดิน
ฉะนั้นผู้ที่หลงผิดคิดว่า ชีวิตนั้นเป็นของยาว เป็นของมาก แล้วตั้งอยู่ในความมัวเมาประมาท ไม่แสวงหาสะสมความดีใส่ตัว ได้ชื่อว่า ของสั้นสัญญาว่ายาว
ในสัปปุริสธรรม ธรรมของสัตบุรุษ ๗ ประการ ข้อที่ ๕ ว่า กาลัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักกาลเวลาในการประกอบกิจการนั้น ๆ เรื่องของกาลเวลานั้น เป็นเรื่องที่สำคัญต่อชีวิตของคนเรา อย่างที่เราพูดกันว่า “เวลาเป็นเงินเป็นทอง” ซึ่งหมายความว่า เวลานั้นมีค่าด้วยตัวของมันเอง คนเรามีเวลาคนละ ๒๔ ชั่วโมงเท่ากัน แต่เนื่องจากเราใช้เวลาไม่เหมือนกัน ผลที่เกิดขึ้นจากการใช้เวลาของคนเรา จึงไม่เหมือนกัน ดังนั้นท่านจึงสอนให้มีหลักกาลัญญุตา คือรู้จักเวลาว่า ในกาลนี้สมควรจะทำงานอย่างนี้ เช่น ในเวลาฟังเทศน์ ก็ต้องสนใจเรื่องธรรมะที่พระกำลังเทศน์ ผู้เทศน์เองก็สนใจในเรื่องที่กำลังเทศน์ ในขณะทำงานก็รู้ว่า เวลานี้เป็นเวลาทำงาน ตั้งใจทำงานให้ดี แม้จะขึ้นรถลงเรือ จะเดินทาง หรือจะบริโภคอาหารก็เหมือนกัน ก็ต้องรู้จักกาลนั้น ๆ แล้วทำให้เหมาะสมแก่กาลนั้น ๆ ก็จะได้ประโยชน์จากการรู้จักใช้เวลา
กาลัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักกาล หมายถึง การรู้จักเวลา ได้แก่ การรู้เรื่องเวลา การรู้ค่าของเวลา และการรู้จักใช้เวลา
การรู้เรื่องเวลา คือ รู้เวลาเช้า สาย บ่าย เย็น กลางวัน กลางคืน วัน เดือน ปี และรู้ว่า ตนควรทำอะไรในเวลาใด จึงจะถูกต้องเหมาะสม
การรู้ค่าของเวลา คือ รู้ว่าชีวิตและการงานของตนอยู่ภายไต้ความเปลี่ยนแปลงของเวลา พระพุทธองค์ทรงสอนให้ระลึกถึงความสำคัญของเวลาว่า กาลเวลาย่อมกินชีวิตของสัตว์กับทั้งตัวมันเอง และว่า วันคืนล่วงไป ๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่ ซึ่งหมายความว่าเวลาล่วงไป ชีวิตของคนเราก็สั้นลงเรื่อย ๆ เราทำงานประสบความสำเร็จอะไรบ้าง ถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จ ก็เร่งมือให้ประสบความสำเร็จเสีย เพราะเวลานั้นไม่คอยท่าใคร ๆ เวลาที่ล่วงไปแล้วเราจักเรียกคืนไม่ได้อีกแล้ว ท่านกล่าวไว้ว่า
อันเงินทองหล่นหายย้อนไปหา ยังมีท่าว่าจะพบประสบสม
แต่เวลาผ่านไปไม่ปรารม จะนิยมคืนหลังอย่าหวังเลย
เพราะฉะนั้นให้เรารู้จักค่าของเวลา อย่าปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ ดังภาษิตที่ว่า ขโณ โว มา อุปจฺจคา ขณะอย่าล่วงเลยท่านไปเสีย
การรู้จักใช้เวลา มีหลักที่ควรคำนึงอยู่ ๔ ประการ คือ ทำทันเวลา ทำถูกเวลา ทำตามเวลา และทำตรงเวลา
งานที่กำหนดเวลา เช่น การทำนา การสอนนักเรียน การเรียนหนังสือ หรือ การฟังธรรม เมื่อทำตามกำหนด เรียกว่า ทำทันเวลา
งานบางอย่างขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาส เช่น โอกาสควรพูดในที่ประชุม ควรพูดประเด็นไหนก่อน ประเด็นไหนหลังเมื่อทำในจังหวะที่เหมาะ เรียกว่าทำถูกเวลา
งานบางอย่างต้องทำตามเวลาที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ทำในเวลาอื่นไม่ได้ เช่น พิธีบูชาในวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา เมื่อทำตามวันที่กำหนดนั้น เรียกว่าทำตามเวลา เป็นต้น
งานบางอย่างมีการนัดหมายกัน เช่นการประชุม การพบปะเจรจาตกลงกัน หรืองานที่มีฤกษ์ เป็นต้น เมื่อไปตามเวลานัด หรือตามเวลากำหนด เรียกว่าทำตรงเวลา
รวมความว่า ชาวพุทธต้องรู้เรื่องเวลา รู้ค่าของเวลา รู้จักใช้เวลา โดยทำให้ทันเวลา ทำถูกเวลา ทำตามเวลาและทำตรงเวลา
ในพระพุทธภาษิตที่ยกขึ้นไว้ในเบื้องต้นนั้น ความว่า วันคืนย่อมล่วงไป ชีวิตย่อมหมดเข้าไป อายุของสัตว์ย่อมสิ้นไป เหมือนน้ำแห่งแม่น้ำน้อย ๆ ฉะนั้น มีอธิบายว่า
เมื่อวันคืนล่วงไป ๆ ก็ได้กลืนเอาชีวิตของเราไปด้วย คือชีวิตของเราก็สั้นเข้า ถ้าเปรียบเหมือนการเดินทาง การเดินทางของเราก็ไกล้ถึงที่สุดเข้าไปทุกที ชีวิตของเราก็สั้นเขาทุกที เมื่อใกล้ถึงสิ้นปี ชีวิตของเราก็ใกล้เข้าไป ชีวิตของเราค่อย ๆ หมดไป ๆ อายุของเราก็ค่อย ๆสิ้นไป ๆ เหมือนแม่น้ำน้อย ๆ ค่อย ๆ เหือดแห้งไปที่ละน้อย ๆ เพราะถูกแดดเผาบ้าง น้ำระเหยไปตามธรรมชาติบ้าง ในที่สุดก็แห้งลง ๆ เพราะฉะนั้น ในทางพระพุทธศาสนาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสสอนไว้ว่าอย่าประมาท อย่ามัวเมาในวัย ในชีวิต ในความไม่มีโรค ให้รีบทำความเพียรในวันนี้ที่เดียว ใครจะรู้ได้ว่าความตายจักมีในวันพรุ่งนี้ อุทานธรรมคำกลอนของท่านเจ้าคุณพระศาสนโสภณ (แจ่ม) สอนใจไว้ว่า
กาลนี้มิได้รอเราหนอหนา อย่ามัวมามึนเมาชาวเราเอ๋ย
หลงนิยมชมทุกข์ว่าสุขเสบย ไม่ช้าเลยก็ต้องลาโลกคลาไคล
เมื่อได้พิจารณาอย่างนี้ เราก็จะเป็นผู้ไม่ประมาทมีสติอยู่ทุกเมื่อ เมื่อไม่ประมาทเราก็จะทำอะไรไม่ผิดพลาด จะประกอบกิจการใดก็จะประสบความสำเร็จ แม้ในการรักษาศีลเจริญภาวนาเพื่อทำจิตให้สงบ ร่มเย็น ก็จะเป็นสุข สามารถดับกองทุกข์ได้หมดสิ้นท่านกล่าวอานิสงส์ของความไม่ประมาทไว้ว่า
- ๑. เป็นมหากุศล
- ๒. เป็นคนไม่ตาย
- ๓. ป้องกันอบาย
- ๔. คลายจากกองทุกข์
- ๕. สนุกในธรรม
- ๖. นำสู่กุศล
- ๗. มีผลเป็นสุข
- ๘. ปลุกตนให้ตื่น
- ๙. ชื่นชมเบิกบาน
- ๑๐. เผาผลาญความชั่ว
- ๑๑. ไม่เกลือกกลั้วอธรรม
- ๑๒. อุปถัมภ์พุทธศาสน์
- ๑๓. ได้โอวาททั้ง ๓
- ๑๔. สมนามชาวพุทธ
- ๑๕. บริสุทธ์สะอาด
- ๑๖. ปราศจากมลทิน สิ้นภพสิ้นชาติ
นักปราชญ์สรรเสริญ ไม่ใช่แต่นักปราชญ์เท่านั้นสรรเสริญ แม้ตัวเองก็ย่อมติตนเองไม่ได้ ผู้รู้ใคร่ครวญแล้วย่อมสรรเสริญ
ท่านสาธุชนทั้งหลาย เมื่อใกล้ถึงปีใหม่ พิจารณาถึงกาลเวลาที่จะผ่านเราไปว่า วันคืนย่อมล่วงไป ชีวิตย่อมหมดเข้าไป อายุของสัตว์ย่อมสิ้นไป เหมือนน้ำแห่งแม่น้ำน้อย ๆ พึงเป็นรู้จักกาลเวลา รู้จักค่าของเวลา รู้จักใช้เวลา เพราะเวลาเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตไม่ควรปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ แล้วเป็นผู้ไม่ประมาทในวัยในชีวิตในความไม่มีโรค รีบบำเพ็ญประโยชน์ ด้วยการรักษาศีล เจริญภาวนา ทำจิตใจให้สงบ เย็น สว่าง ก็จะประสบสันติสุข ชั่วกาลนาน ซึ่งมีนัยดังได้บรรยายมาพอสนมควรแก่เวลาด้วยประการฉะนี้
ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนานี้ ขอชักชวนพุทธศาสนิกทั้งคฤหัสถ์บรรพชิต ถวายพระพรชัยมงคลแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ขอถวายพระพรเจริญพระสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล พระชนมสุขทุกประการ จงมีแด่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระปรมินทรธรรมิกมหาราชาธิราช ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานจตุปัจจัยไทยธรรม บูชาพระธรรมเทศนา ณ วัดราชผาติการาม ในวันธรรมสวนะนี้ คณะสงฆ์วัดราชผาติการาม ขอถวายพระพรชัยมงคล ขอจงทรงพระเกษมสำราญปราศจากพระโรคาพาธบำราศภยุปัทวันตรายทั้งหลายทั้งปวง ทรงพระเกษมในพระสิริราชสมบัติพรั่งพร้อมด้วยสรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล ตลอดจิรัฏฐิติกาล
สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ อิทํ ผลํ
เอตสฺสมึ รตนตฺตยสฺมึ สมฺปสาทนเจตโส
ขอผลแห่งพระราชหฤทัย ซึ่งทรงเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนี่นี
จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ
แด่สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า เทอญ
ในที่สุดนี้ ขออำนวยพรให้ยาติโยม —————————
