ธรรมเทศนา ขันติ ความอดทน
นโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
อตฺตโนปิ ปเรสญฺจ อตฺถาวโห ว ขนฺติโก
สคฺคโมกฺขคมํ มคฺคํ อารุฬฺโห โหติ ขนฺติโกติ
ผู้มีขันติ ชื่อว่า ทำประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง ทั้งแก่ผู้อื่น ผู้มีขันติชื่อว่าเป็นผู้ขึ้นสู่ทางไปสวรรค์และนิพพาน
ขันติ แปลว่า ความอดทน เป็นลักษณะของผู้มีน้ำใจเข้มแข้ง หนักแน่น เป็นสมบัติของนักรบ เหมือนช้างที่ออกสู่สงครามจะต้องเป็นช้างที่อกทนต่อภัยอันตรายจากข้าศึก ความอกทนเป็นคุณสมบัติของนักปกครองด้วย เป็นมงคลเหตุแห่งความเจริญด้วย
ขันติ เป็นคำพูดง่าย ๆ แต่แฝงไว้ซึ่งความหมายอย่างลึกซึ่ง เพราะมักจะได้ฟังและใช้พูดกันอยู่เสมอว่า น้ำอด น้ำทน อดได้ ทนได้ หรือ น้ำใจทรหดอดทน ความอดทนนี้ เป็นหลักคำสอนสำคัญประการหนึ่ง ซึ่งเห็นได้จากการที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในเรื่องวันสำคัญของศาสนา วันนั้นคือวันมาฆบูชา พระองค์ได้ประทานโอวาท คือ โอวาทปาฏิโมกข์ เป็นการแสดงหลักธรรม อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาในที่ประชุมสงฆ์ว่า ความอดกลั้นคือความทนทานเป็นตบะธรรมอย่างยอด ดังนี้
นอกจากนั้น ท่านยังกล่าวไว้ว่า ขนฺติ สาหสวารณา ความอดทนห้ามไว้ได้ซึ่งความผลุนผลัน ความผลุนผลันได้แก่การไม่รั้งสติไว้ ไม่รอไว้ ขุ่นเคืองประทุษร้ายง่าย ๆ ขนฺติ หิตสุขาวหา ความอดทนนำมาซึ่งประโยชน์สุข การนำมาซึ่งประโยชน์สุขนั้น เป็นผลของขันติ ขนฺติธีรสฺสลงฺกาโร ความอดทนเป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์ แสดงให้เห็นว่า นักปราชญ์ต้องมีขนติเป็นเครื่องประดับ ขนฺติ ตโป ตปสฺสิโน ความอดทน เป็นตบะของผู้พากเพียร นี้ก็แสดงให้เห็นว่า คนมีตบะ คือมีธรรมเป็นเครื่องเผาบาป จะต้องมีขันติ จึงจะเป็นตบะของผู้นั้น เป็นต้น
ความอดทนในที่นี้ หมายเอาความอดทนในฝ่ายดีอย่างเดียว ซึ่งเป็นไปทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม ว่าโดยประเภท มี ๓ อย่าง คือ
- ๑. อกทนต่อความลำบากตรากตรำ เช่น ทนหนาว ทนร้อน ทนต่อคำสั่งสอน ทนในการศึกษาเล่าเรียน และทนในการประกอบอาชีพ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
- ๒. อดทนต่อทุกขเวทนา เช่นเมื่อเวลาเกิดอาพาธภายใน หรือกายเป็นบาดแผล ไม่แสดงอาการทุรนทุรายวุ่นวายจนเกินกว่าเหตุไป
- ๓. อดทนต่อความเจ็บใจ เช่นในคราวที่ได้ประสบอนิฏฐารมณ์ มีคำด่าว่า เสียดสี คำสาปแช่งของผู้อื่นเป็นต้น
ความอดทนนั้นว่าโดยลักษณะมี ๓ คือ
- ๑. ตีติกขาขันติ อดทนด้วยการกลั้นไว้ได้ ข้อนี้ต้องใช้สตินึกอยู่เสมอว่า คนที่อยู่รวมกันเป็นหมู่เป็นคณะ ต้องกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นธรรมดา ถ้าได้ยินได้ฟังเสียงที่ไม่ไพเราะหู ก็ต้องอดทน โดยนำเอาความดีเข้าต่อสู้เพื่อชนะความไม่ดีนั้น และไม่ก่อเหตุวิวาททุ่มเถียงกันขึ้น ไม่ต้องทะเราะวิวาทกันเพราะคำพูด
- ๒. ตปขันติ อดทนจนเป็นตบะเดชะ ข้อนี้มีความสำคัญมากยิ่งขึ้นไปอีก คนที่อยู่นิ่ง ๆ เฉย ๆ คอยระวังคำพูดของตนอยู่เสมอ โดยมากมักจะเป็นคนมีตบะทุกคน คนที่พูดมากจู้จี้ขี้บ่นจนรำคาญ ว่าคนโนนบ้างคนนี้บ้าง มักจะเสียตบะ เพราะจะทำให้คนอื่นขาดความเคารพเกรงกลัว ส่วนคนที่มีความระมัดระวังเคร่งขรึมไม่ค่อยจู้จี้กับใคร พูดบ้างเป็นบางครั้งคราว มักจะมีคนเกรงกลัว มีตบะเดชะอยู่ในตัว และอดทนเผาความชั่วในจิตให้หมดไป
- ๓. อธิวาสนขันติ ได้แก่การทนได้ ธารได้ เหมือนลักษณะของแผ่นดิน แม้ต้นไม้ภูเขา และอื่น ๆ แผ่นดินก็ยังทรงไว้ได้ อดทนจนเปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี คือยอมรับความลำบากกาย ลำบากใจ ยอมรับด้วยใบหน้าชื่นบาน เขาจะตำหนิติเตียน ด่าว่า หยาบคายเสียดสีให้เจ็บใจอย่างไรก็ทนได้ ไม่แสดงการโต้ตอบ ในที่สุดเรื่องก็สงบไปเอง พระบรมศาสนาถูกพรรคพวกของนางมาคัณฑิยาใส่ความบรภาษพระองค์ด้วยคำด่าต่าง ๆ นานา กล่าวหาพระองค์ว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ถึง ๗ วัน พระองค์ก็ไม่หวั่นไหว พระอานนท์กราบทูลให้เสด็จหนีไปสู่เมืองอื่น พระองค์กลับตรัสถามว่า ถ้าถูกคนในเมืองนั้นด่าอีกจะทำอย่างไร พระอานนท์ทูลว่า หนีไปเมืองอื่นอีก พระองค์ตรัสซักว่าถ้าคนเมืองนั้นด่าอีกจะทำอย่างไร พระอานนท์ทูลว่า หนีไปเมืองอื่น ๆ อีกต่อไป พระองค์ตรัสว่าอย่างนั้นไม่สมควร เรื่องเกิดที่ไหนควรระงับไปในที่นั้น นี้คือลักษณะของขันติ
ผู้ที่มีขันติ ย่อมเป็นผู้ที่อดทนได้ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอิฏฐารมณ์หรืออนิฏฐารมณ์ เช่นไม่ยินดียินร้ายในโลกธรรม ๘ คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ไม่ดีใจ———-ไม่เสียใจ
เมื่ออดได้ทนได้ จิตใจก็จะคงที่ ไม่หวั่นไหว————- รักษา ศีล เจริญภาวนา ก็จะไดรับประโยชน์ที่จะพึงบมีพึงได้ คือความสุขความสบายใจ นั้นก็คือได้ไปสู่ที่ ที่สมควร
เมื่อได้สิ่งที่ดี ที่สมควรก็จะได้รับประโยชน์หรือได้รับอานิสงส์ ๕ ประการคือ
- ๑. ปิโย มนาโป จะเป็นที่รักที่ชอบใจของชนเป็นอักมา
- ๒. น เวรพหุโล จะไม่มากไปด้วยเวร
- ๓. น วชฺชพหุโล จะไม่มากไปด้วยโทษ
- ๔. อสมฺมุโฬห จะมีสติสัมปชัญญะไม่หลงใหลในมรณสมัย
- ๕. สุคติ เมื่อทำลายขันธ์แล้วย่อมเข้าสู่สุคติ
ในทางปฏิบัติ เมื่อนำขันติไปใช้ในการเจริญสมณธรรม คือการเจริญสมถวิปัสนา ก็จะได้ปหาน คือการละกิเลส ๓ ประการได้ คือ
- ๑. ตทังคปหาน ได้แก่การละกิเลสได้ชั่วขณะ เช่น ขณะถือศีล ขณะให้ทาน ย่อมไม่ฆ่าสัตว์และละความโลภในขณะที่ทำอยู่
- ๒. วิกขัมภนปหาน ได้แก่การข่มนิวรณ์ ( ธรรมเครื่องกั้นจิตมิให้บรรลุความดี ) ให้สงบชั่วขณะที่เจริญสมถกัมมัฏฐานวิปัสนากรรมฐานอยู่ตราบใด นิวรณ์ก็สงบระงับ
- ๓. สมุจเฉทปหาน ได้แก่การละกิเลสได้โดยเด็ดขาดของพระอริยบุคคลตั้งแต่โสดาบันถึงพระอรหันต์
เมื่อเป็นดังนี้ ผู้มีขันติ ก็ได้ชื่อว่า ได้เป็นผู้ก้าวขึ้นสู่ทางไปสวรรค์และนิพพาน สมดังกระพระนิพนธ์พุทธภาษิตที่ได้ยกขึ้นเป็นลิขิต ณ เบื้องต้นว่า ผู้มีขันติ ชื่อว่า นำประโยชน์มาให้ทั้งแก่ตนเอง ทั้งแก่ผู้อื่น ผู้มีขันติ ชื่อว่าเป็นผู้ขึ้นสู่ทางไปสวรรค์และนิพพาน ดังได้แสดงมาก็พอสมควรแก่เวลา ด้วยประการะฉะนี้
ในที่สุดนี้ ขอชัชวน—————
ขอถวายพระพรเจริญพระสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล พระชนมสุขทุกประการ จงมีแด่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระปรมินทรธรรมิกมหาราชาธิราช ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานจตุปัจจัยไทยธรรม บูชาพระธรรมเทศนา ณ วัดราผาติการาม ในวันธรรมสวนะนี้ คณะสงฆ์วัดราชผาติการาม ขอถวายพระพรชัยมงคล ขอจงทรงพระเกษมสำราญปราศจากพระโรคาพาธบำราศภยุปัทวันตรายทั้งหลายทั้งปวง ทรงพระเจริญในพระสิริราชสมบัติพรั่งพร้อมด้วยสรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล ตลอดจิรัฏฐิติกาล
สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ อิทํ ผลํ
เอตสฺมึ รตนตฺตยสฺมึ สมฺปสาทนเจตโส
ขอผลแห่งพระราชหฤทัย ซึ่งทรงเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนี้
จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ
แด่สมเด็จพระบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า เทอญ ฯ
ขออำนวยพร……………………
