ทักขิณานุปทาน การทำบุญอุทิศ
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
อยํ โข สา ภิกฺขเว มชฺฌิมา ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา จกฺขุกาณี ญาณกรณี อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตีติ
บัดนี้ จักรับประทานแสดงพระธรรมเทศนาในมัคคกถา ประดับปัญญาบารมี อนรูปกุศลทักษิณาปัจโจปการกิจ ซึ่งประยูรญาติคณะนี้ มี คุณเติมศักดิ์ กฤษณามระ เป็นประธาน กับทั้งคณะครูอาจารย์ โรงเรียนราชินีบน ได้สโมสรพร้อมเพรียงกันคารวะสักการะปูชนียบุคคล บำเพ็ญกุศลบุพเพตพลีถวายแต่สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ผู้เป็นที่เคารพนับถือพระองค์นั้น ในอภิลักขิตกาลตรงกับวันสิ้นพระชนม์ล่วงลับไปแล้ว เป็นอันได้ทรงไว้อาลัยและเพิ่มพูนการบูชาเป็นพิเศษ อันเป็นเหตุแห่งอุดมมงคล ซึ่งต้องด้วยพระนิพนธ์ว่า ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ก็การบูชาท่านผู้ควรบูชานี้ เป็นมงคลอย่างสูงสุด ดังนี้
ในโอกาสเช่นนี้ ยังเป็นปัจจัยให้อนุสรณ์ถึงพระคุณสมบัติอันมีอยู่ในสมเด็จพระราชปิตุจฉาฯ พระองค์นั้น เป็นอันได้เจริญเทวตานุสสติภาวนาอีกภาคหนึ่ง ซึ่งจะเป็นมัคโคบายให้พระประยูรญาติอนุวัตรตามพระหิตจริยาบรรดามี สำเร็จเป็นอปริหานิยปฏิบัติเป็นเครื่องขจัดอุปสรรคและมลทินให้เสื่อมสูญ จะได้สมบูรณ์ด้วยสามัคคีและสาราณียธรรม อาจทรงดำรงและบริหารเทวกุลวงศ์ให้วัฒนาถาวรสืบไป
ด้วยสมเด็จพระปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์พระองค์นั้น ทรงเปี่ยมอยู่ด้วยพระคุณาลังการเป็นอย่างดี พระองค์มีพระปรีชาแหลมหลัก ทรงประจักษ์แจ่มแจ้งแทงตลอดคดีโลกและคดีธรรม ทรงรอบรู้เหตุผลต้นปลายทันท่วงที ว่าสิ่งนี้เป็นเหตุแห่งสุข นี้เป็นเหตุแห่งทุกข์ ผลนี้เกิดเพราะเหตุข้างดี ผลนี้มีมาแต่เหตุข้างชั่ว เป็นเครื่องสนับสนุนพระองค์ไม่ให้ทรงเกลือกกลั้วด้วยเหตุอันเป็นอกุศล เป็นเครื่องส่องให้ทรงนิรมลและอาจทรงบำเพ็ญประโยชน์ได้อย่างไพศาล เป็นอาการแห่งสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบประการต้น
พระองค์มีพระกมลแช่มชื่นแจ่มใสสะอาดเป็นพื้นพระอัธยาศัย ทรงมั่นต่อกรณียะและประโยชน์เป็นใหญ่เป็นเบื้องหน้า มิได้ทรงหมกมุ่นติดแน่นในกามารมณ์ จนเสียปฏิปทาแห่งบัณฑิต มีพระเมตตาจิตคิดปรารถนาสุขเป็นวิหารธรรม ทรงบำเพ็ญพระกรุณาให้แผ่ไปในทางที่ชอบ เป็นเครื่องประกอบพระองค์ให้ทรงห่างไกลจากพยาบาทอาฆาตและวิเหสา เป็นสัมมาสังกัปปะความดำริถูกต้อง ประการที่ ๒
ทรงประคับประคองสำรวมพระวาจา ให้เป็นสุจริตเป็นนิรันดร์ ทรงมั่นอยู่ในวจีสัตย์และทรงเปล่งพระวาจาอ่อนหวานอ่อนโยนน่าจับใจ ทรงปลอบโยนชักโยงในสามัคคี มีพระวาจาปรารภเป็นประโยชน์เป็นธรรมมีหลักฐาน ให้ผู้ฟังได้ความรู้ความเห็นได้ความชื่นบานเห็นจริง ทรงอ้างอิงสุภาษิตเป็นทางจูงใจ เป็นสัมมาวาจาประการที่ ๓
พระองค์ทรงน้อมนำความประพฤติทางกายไม่ให้เป็นสาเหตุกระทบกระทั่ง เป็นที่เดือดร้อนแก่ใคร ๆ ทรงเว้นไกลจากกายกรรมอันทุจริต ทรงทำกิจอันจะเกื้อกูลอุดหนุนให้เป็นสุขสงบครบทุกทุกฝ่าย มีพระกุสโลบายลึกซึ้งสุขุมเยือกเย็น มิได้ทรงเห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบาก ทรงกรากกรำพระกายพร่าพระองค์ลงทำประโยชน์ มีพระอุตสาหะวิริยะ เป็นพระกำลังใหญ่ เป็นสัมมากัมมันตะ ประการที่ ๔
พระองค์มีพระอาชีพเป็นธรรมสม่ำเสมอตลอดมา ทรงเว้นจากการแสวงหาทรัพย์ผิดทางทั่วไป ไม่มีอคติ ไม่มีมิจฉาชีพเข้ามาเจือปนระคนแทรกแซงในพระอัธยาศัยและความเป็นอยู่ของพระองค์ ทรงรู้จักประมาณในการได้ในการจ่าย และบริโภคใช้สอยแต่พอดี นี้เป็นสัมมาอาชีวะ ประการที่ครบ ๕
พระองค์มีพระมนัสแกล้วกล้าพยายาม สำรวมระวังสกัดกั้นป้องกันซึ่งความเสียหาย หากมีความเศร้าหมองไม่ดีมีช่องเกิดขึ้น ก็ทรงรีบร้อนค้นคว้าแสวงหาอุบายบรรเทาเสียซึ่งโทษพิบัติ ทรงขวนขวายทำนุบำรุงอบรมความดีงามและสุขสวัสดิ์ ให้เจริญไพบูลย์อย่างครบครัน ทรงบริหารพิทักษ์ความดีนั้น ๆ ไว้ ไม่ให้เสื่อมเสียไป อันได้ในกระทู้ว่า รกฺเขยฺย อตฺตโน สาธํ ลวณํ โลณตํ ยถา พึงรักษาความดีของตนไว้ เหมือนเกลือรักษาความเค็มไว้ฉะนั้น เป็นสัมมาวายามะ ประการที่ ๖
พระองค์ประคองพระสติให้เป็นไปครบไตรทวาร ในเมื่อจะทรงกิจการอันเนื่องด้วยพระกาย วาจา และใจ ทรงอาศัยพระสติรอบคอบเป็นเครื่องอำนวย มีพระสติเหนี่ยวรั้ง ช่วยในสรรพกิจจนอาจทรงน้อมพินิจสภาวธรรมทั้งเหตุทั้งผล ทั้งภายนอกทั้งภายใน ทั้งที่อาศัยกันเป็นไป เป็นเชื้อสายทั้งฝ่ายชั่วและฝ่ายดี ซึ่งมีแต่เกิดขึ้นแล้วต้องดับสลายไป นี้เป็นสัมมาสติประการที่ ๗
พระองค์ทรงหนักแน่นเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ในกรณียะอันเป็นหน้าที่ มีพระมนัสดิ่งแน่วในความดีมิได้วอกแวกหวั่นไหว ทรงอาศัยหลักธรรมเป็นอารมณ์ ทรงอบรมคุณสมบัติให้สมบูรณ์ในพระมนัสเป็นสามัคคีมีพระสติสัมปชัญญะเป็นต้น ทรงล่วงพ้นจากเครื่องกางกั้นซึ่งทางแห่งสุขสวัสดิ์ ทรงมัธยัสถ์ในอารมณ์เป็นที่ประสงค์ เป็นสัมมาสมาธิประการที่ ๘
มรรคนั้น มีอรรถาธิบายเป็น ๓ นัย คือ เพราะเป็นเครื่องไปถึงดุจหนทางอันราบรื่น ให้ผู้ไปได้ความสะดวกสบาย ไม่มีอันตรายเบียดเบียนบีฑา และเป็นเหมือนรถอย่างดี ที่จะให้ผู้ไปนั้นได้ถึงที่หมายตามประสงค์ จึงได้เรียกว่ามรรค ฯ อันกัลยาชนผู้หวังความดีที่เป็นคุณสมบัติ เมื่อไม่ได้อบรมมรรคให้เจริญขึ้นในตน ก็จะเป็นอย่างบุคคลผู้ปรารถนาจะไปสู่ที่อันตนประสงค์ แต่ไม่มีทางอันราบรื่น หรือไม่มียานอันจะให้ความสะดวกแก่การไป ย่อมเป็นการยากอยู่ที่บรรลุถึงที่นั้น ฉันใด ผู้ไม่ได้บำเพ็ญมรรค ก็ยากนักที่จะเจริญด้วยคุณสมบัติ ฉันนั้น เมื่อมีทางอันร่มรื่น ทั้งมียานพาหนะสำหรับไปเป็นอย่างดี ก็เป็นความสะดวกแก่การไป ฉันใด ผู้อบรมมรรคให้พร้อมเพรียงขึ้นในตน ก็จักเป็นสาธุชนหรืออริยบุคคลได้ ฉันนั้น
อีกปริยายหนึ่ง ผู้หวังผลอันพึงใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ต้องเป็นผู้ตั้งใจสอดส่องค้นหาจึงจะประสบผลชนิดนั้นได้ เหตุดังนั้น มรรคอันผู้ปฏิบัติพึงค้นหาเสาะแสวงหา ฯ การตั้งเจตนาพยายามตรวจดูความประพฤติของตนด้วยโยนิโสมนสิการ ทั้งส่วนปหานะ คือฝ่ายที่ควรละเว้นปล่อยวาง ทั้งส่วนภาวนา คือฝ่ายที่ควรอบรมสร้างสมให้มีทวีขึ้นในตน เป็นเว้นจากการตามใจตัวให้จงได้ มุ่งหมายธรรมปฏิบัติเป็นหลักตัดสินการกระทำ การพูดและการคิดของตน อย่างไหนเป็นเหตุ อย่างไหนเป็นผล อย่างไรจะเป็นความเรียบร้อยเป็นความสงบ ก็ปรารภเลิกละส่วนปหานะ มีศรัทธาวิริยะกล้าบำเพ็ญข้างดี เช่นนี้มรรคย่อมเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นได้ให้ผู้ประสงค์ผล แม้เป็นชั้นที่ประณีตสูงสุด บรรลุถึงผลนั้นด้วยดี
อีกปริยายหนึ่ง มรรคนั้น เมื่อเกิดขึ้นที่กาย วาจา และใจ ย่อมมีอำนาจอาจปราบปรามและประหารซึ่งการกระทำ การพูดและความคิดอันเป็นโทษเป็นความผิดให้ย่อยยับอัปปางลงทุกขณะ เหตุฉะนั้น มรรคนั้นชื่อว่าเป็นเครื่องฆ่ากิเลส และหมู่มิจฉามรรคให้สูญพันธุ์ คือย่อมเป็นคู่ปรับกันกับการทำผิด พูดผิด คิดพลาด ทุกกระบวน มีแต่จะประมวลมาซึ่งสัมมาปฏิบัติให้ปรากฏเป็นพื้นอัธยาศัย ดังกองทัพอันเข้าปราบปรามข้าศึกที่ใดจนมีชัย แล้วตั้งหลักฐานลงในที่นั้นเป็นที่มั่น ทั้งจัดการป้องกันหมู่ปรปักษ์รอบด้าน ทำการรักษาความมีชัยตลอดไปฉะนั้น
ก็และมรรคนั้น จะอำนวยผลจนเต็มประสงค์คงต้องเป็นมรรคที่พอดีที่เป็นชนิดมัชฌิมาปฏิปทา ไม่เป็นมรรคข้างผิด ไม่วิปริตอ้อมค้อมอ่อนแอ ไม่ใช่มรรคอันเกิดขึ้นตามกระแสแห่งความรักใคร่พอใจ ไม่นิยมตนเป็นใหญ่ซึ่งนับเข้าในกามสุขัลลิกานุโยค ทั้งต้องเป็นปฏิปทาที่ไม่ตึงเครียดบีบคั้นใจจนแห้งแล้งเป็นการต้องลำบากกายและใจ เป็นฝ่ายอัตตกิลมถานุโยค ต้องมีความเพียรและสติปัญญาเป็นไปถูกส่วนประมวลเข้าเป็นมรรคสมังคี อุปมาเหมือนการผสมยาเข้าเป็นขนานที่พอดี มีสรรพคุณพอควรแก่การบำบัดโรคให้หายได้ฉะนั้น ท่านจึงจัดสรรองค์สมบัติแห่งมรรคนั้นไว้เป็น ๘ ประการ มีสัมมาทิฏฐิความเห็นถูก คือเห็นแจ้งในอริยสัจ ๔ เป็นต้น มีสัมมาสมาธิ ความตั้งจิตไว้สม่ำเสมอถูกต้อง คือทำจิตให้เพ่งพินิจในอารมณ์สำเร็จเป็นฌานทั้ง ๔ เป็นปริโยสาน รวม ๘ ประการเรียกว่าอัฏฐังคิกมรรค แปลว่ามรรคพร้อมองค์ ๘ ดุจรถอันได้จัดไว้พร้อมสรรพ สำหรับผู้ไปสู่ที่ต้องการ พึงไปได้ทุกเมื่อ ฉะนั้น แต่ถ้าหากว่ายังเป็นการปฏิบัติลักลั่นก็ยังไม่เป็นสมังคีและมัชฌิมาปฏิปทา ต่อได้ตั้งใจบำเพ็ญกิจเบื้องต้น ให้เห็นคุณของมรรคประจักษ์แจ้งแล้วค้นเสาะแสวงหาด้วยโยนิโสมนสิการ จนอาจประหารข้าศึกกล่าวคือกิเลสให้เบาบางออกจากใจ มีอัธยาศัยนุ่มนวลควรแก่คุณสมบัติเบื้องบน เหมือนบุคคลจะย้อมผ้าให้ได้สี เขาต้องฟอกผ้านั้นให้ได้ที่ก่อนแล้วจึงย้อม ฉะนั้น ถึงมรรคปฏิบัติก็เหมือนกัน ย่อมเจริญได้แก่ผู้มีพื้นเพและอัธยาศัยที่พอดีที่มรรคจะพองอกงามได้ แต่การปลูกพันธุ์ไม้ให้งอกงาม ก็ต้องพยายามเลือกที่ดิน ชนิดดินให้เหมาะแก่กัน อัฏฐังคิกมรรคก็เป็นเช่นนั้น จึงมีผู้ปฏิบัติได้ผลไม่เสมอทั่วไป แต่ก็ไม่ใช่เพราะมรรคเป็นคุณไร้ผล คงเป็นเพราะบุคคลปฏิบัติมรรคยังไม่พอดี
ถ้าการอบรมมรรคเจริญถูกต้องคงที่ ก็มีคุณานิสงส์โดยตรงถึง ๖ สถาน มีพระพุทธภาษิตบรรหารรับรองอยู่ว่า อยํ โข สา ภิกฺขเว มชฺฌิมา ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา จกฺขุกรณี ญาณกรณี อุปสมาย อภิญญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ ความว่า มัชฌิมาปฏิปทานี้แล ภิกษุทั้งหลาย อันตถาคตตรัสรู้แล้ว เป็นเครื่องกระทำจักษุ (เครื่องเห็น) เป็นเครื่องกระทำการหยั่งรู้ถึง เป็นไปเพื่อความสงบเรียบร้อย เพื่อความรู้ยิ่ง ๆ ขึ้น เพื่อความรู้สึกตัวได้ดี เพื่อออกจากเครื่องร้อยรัด ดังนี้
สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ พระองค์นั้น แม้เสด็จสิ้นพระชนม์สู่สวรรค์ ล่วงไปแล้ว ถึงวันนี้ก็ยังมีพระคุณเป็นเครื่องแสดงให้แจ่มแจ้งแก่ผู้อนุสรณ์ถึงด้วยปรีชา เป็นเครื่องจูงใจผู้อนุวัตรตามพระหิตจริยา ทุกทิพาราตรีกาล ให้ได้ประสบผลเป็นพยานตามกำลังสามารถโดยทั่วกัน
ขออำนาจพระกุศลขันธ์ทักษิณานุปทาน ซึ่งประยูรญาติครูอาจารย์บำเพ็ญแล้ว จงสำเร็จเป็นวิบากสมบัติศุภผลสมประสงค์ ขอสมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร จงทรงทราบด้วยพระญาณ โดยฉับพลัน เพื่อได้ทรงอนุโมทนาด้วยกัลยาณจิต แล้วทรงประทานประสิทธิพิพิธพรแด่ประยูรญาติทุกท่าน เพื่อเกษมนิราศพ้นภยันตราย ขอสิ่งพึงประสงค์จำนงหมายจงพลันสำเร็จสมดังปณิธาน ทุกประการ ด้วยประการฉะนี้
ประพฤติธรรมสำคัญอยู่ที่จิต
ถ้าตั้งผิดมัวหมองไม่ผ่องใส
ถ้าตั้งถูกผุดผ่องไม่หมองใจ
สติใช้คุ้มจิตไม่ผิดนา
ธรรม ๓ ย่าง คือ ๑ คุ้มครอง ๒. ป้องกัน ๓. พันผูก
หลักธรรมสำหรับคุ้มครองตนเอง คือ หิริ- โอตตัปปะ
หิริ ความละอาย ความกระดากใจ เป็นมโนธรรมที่เกิดขึ้นภายในจิตใจคน ค่อย ๆ เจริญขึ้นโดยลำดับโดยอาศัย
- ๑. ชาติตระกูล
- ๒. วัย
- ๓. การศึกษา มีประสบการณ์
- ๔. จิตใจที่เข้มแข็ง
โอตตัปปะ ความสะดุ้งกลัวต่อบาป เมื่อทำไปแล้ว
- ๑. ตัวเองติเตียนตัวเองได้
- ๒. ท่านผู้รู้เป็นนักปราชญ์ ตำหนิ
- ๓. กลัวต่ออาชญาบ้านเมือง
- ๔. กลัวภัยในนรก
รักษาตัวกลัวกรรมอย่าทำชั่ว
จะหมองมัวหม่นไหม้ไปเมืองผี
จงเลือกทำแต่กรรมที่ดีดี
จะได้มีความสุขพ้นทุกข์ภัยให้รู้จักพอ
ความไม่พอใจจนเป็นคนเข็ญ
พอแล้วเป็นเศรษฐีมหาศาล
จนทั้งนอกทั้งในไม่ได้การ
จงคิดอ่านแก้จนเป็นคนพอ
๒. ป้องกัน หลักธรรมสำหรับป้องกันตัวเราได้แก่ ศีลสังวร คือจตุปาริสุทธิศีล ๔
- ๑. ปาฏิโมกขสังวร สำรวมในพระปาฏิโมกข์ เว้นข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ทำตามข้อที่พระองค์อนุญาต
- ๒. อินทรียสังวร สำรวมอินทรีย์
- ๓. อาชีวปาริสุทธิ เลี้ยงชีพโดยทางที่ชอบ ไม่หลอกลวงเขาเลี้ยงชีวิต
- ๔. ปัจจยปัจจเวกขณะ พิจารณาเสียก่อนจึงบริโภค
๓. พันผูก หลักธรรมสำหรับพันผูก คือพรหมวิหารธรรม ได้แก่
- ๑. เมตตา ความรักใคร่ ปรารถนาจะให้เป็นสุข
- ๒. กรุณา ต้องการที่จะช่วยบุคคลอื่นให้พ้นจากความทุกข์
- ๓. มุทิตา ความชื่นชมยินดีเมื่อเห็นบุคคลอื่นเขาได้ดี
- ๔. อุเบกขา ความวางเฉยไม่ยินดีและไม่เสียใจ เมื่อคนอื่นประสบความวิบัติ
ไม่รู้ไม่ชี้ดีนักรู้จักใช้
นึกอะไรแล้วทิ้งนิ่งนั่งเฉย
ไม่ก่อเรื่องเครื่องทุกข์สุขเสบย
ใครไม่เคยลองดูจะรู้ดี
ต้องเป็นคนโอบอ้อมอารี วจีไพเราะ สงเคราะห์ประชาชน วางตนเสมอต้นเสมอปลายในที่สุดนี้
