ธรรมเทศนา การคบบัณฑิต คนพาล
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
อสนฺเต นูปเสเวยฺย สนฺเต เสเวยฺย ปณฺฑิโต
อสนฺโต นิรยํ เนนฺติ สนฺโต ปาเปนฺติ สุคตินฺติ
บัณฑิตไม่พึงคบอสัตบุรุษ พึงคบสัตบุรุษ เพราะอสัตบุรุษย่อมนำไปสู่นรก สัตบุรุษย่อมให้ถึงสุคติ
คนในโลกนี้มีอยู่ ๒ ประเภท คือ คนดี กับ คนเสีย
ที่ว่าดีหรือเสียนั้น หมายความ ดีหรือเสียในตัวคนนั้นด้วย แล้วทำคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องให้ดีหรือเสียตามไปด้วย ในคนสองพวกนี้ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราสนใจกับพวกคนเสียก่อน เพื่อจะได้หลีกเว้น เพราะถ้าเราตกไปอยู่กับพวกคนเสียแล้ว เราเองก็จะกลายเป็นคนเสีย ทำอะไรไม่ขึ้น เหมือนเราจะวาดรูป ระบายสีต่าง ๆ ถ้าปล่อยให้สีดำหกเลอะแผ่นกระดาษเสียแล้ว แม้จะระบายสีอื่นสักเท่าไร มันก็เอาสวยงามไม่ได้
คนประเภทที่เรียกว่าคนเสียนี้ ภาษาทางศาสนาท่านใช้คำว่า พาละ หรือ พาล หรือเรียกว่า อสัตบุรุษ
ลักษณะของคนพาล หรือ อสัตบุรุษ ในธรรมภาษิตที่ยกขึ้นมานี้ ท่านห้ามไม่ให้คบ ในมงคลสูตร ท่านกล่าว อเสวนา จ พาลานํ การไม่คบกับคนพาล เป็นมงคลอันสูงสุด
เราจะต้องรู้เสียก่อนว่า คนพาลคือคนอย่างไร จึงจะเว้นถูก เพราะคนพาล เขาก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งเหมือนกับคนทั้งหลายนี้เอง มีสิทธิที่จะดำรงชีวิตอยู่ในสังคมเท่าเทียมกัน ทำมาค้าขายก็ได้ ——
การที่จะดูให้รู้ว่าใครเป็นพาลหรือไม่ เป็นเรื่องยากอยู่เหมือนกัน จะดูแต่เสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องใช้ สีหน้าท่าทาง เอาแน่สัไม่ได้ทั้งนั้น ต้องใช้หลักทางศาสนาเข้ามาจับ
ลักษณะของคนพาลที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ทางศาสนามี ๒ นัย หรือสองแบบ คือที่เป็นพระพุทธวจนะโดยตรงแบบหนึ่ง กับที่เป็นของนักปราชญ์ทางศาสนาอีกแบบหนึ่ง ที่ว่ามีสองแบบนั้นเนื่องจากดูคนละระยะ ไม่ใช่ขัดกัน อย่างเช่นเราดูคนไข้ ———–
พฤติการณ์ของคนพาล
วิธีสังเกตคนพาลอย่างแบบชาวบ้านหรือแบบเรา ๆ นี้ ถ้าจะคูแบบย่อที่สุด ครบถ้วนดีมาก คือแบบของท่านอกิตติดาบส อกิตติดาบส เป็นดาบสคนหนึ่งในสมัยพุทธกาล ท่านผู้นี้ก่อนออกบวชเป็นดาบส —————–
“ พระคุณเจ้าผู้เจริญ โยมขอถามสักนิดเถอะ คนพาลเขาทำอะไรให้พระคุณเจ้าหรือ บอกโยมหน่อยได้ไหม “
“ มหาบพิตร ขออย่าให้อาตมาต้องเล่าเหตุการณ์ที่คนพาลทำเลย สิ่งใดที่ล่วงแล้ว ก็ขอให้เป็นอันล่วงแล้วกันไป แต่อาตมาภาพขอสรุปพฤติการณ์ของคนพาล เพื่อทรงทราบดังนี้คือ
- ๑. คนพาลชอบชักนำในทางที่ผิด
- ๒. คนพาลชอบทำในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ
- ๓. คนพาลเห็นผิดเป็นชอบ
- ๔. คนพาลแม้เราพูดดี ๆ ก็โกรธ
- ๕. คนพาลไม่รับรู้ระเบียบวินัย
“ คนพาลเป็นอย่างนี้แหละมหาบพิตร อาตมาภาพจึงไม่ปรารถนาเลยที่จะพบห็นหรือแม้แต่จะฟังข่าวคราวว่ามีคนพาลอยู่ที่นั่นที่นี่ ขอถวายพระพร “ พระดาบสนั้นเน้นความประสงค์ของท่านลงในที่สุด
เพียงเท่านี้ เราพอจะเดาเหตุการณ์ในอดีตได้แล้วว่า ท่านเศรษฐีอกิตตินึกอย่างไรจึงทอดทิ้งมรดกอันมหาศาลออกบวชเสียซึ่งแน่นอนที่สุด ท่านจะต้องถูกพวกคนพาลในเมืองพาราณสีก่อกวนรวนรามอย่างหนักมาแล้ว—————จึงสามารถตั้งข้อสังเกตคนพาลได้อย่างเหมาะเจาะ———————เรามาลองวิจารณ์ข้อสังเกตของท่านดาบสดูบ้าง
อนยํ นยติ ทุมฺเมโธ คนพาลชักนำในทางที่ผิด —- จุดแรกท่านดาบสให้สังเกตการชักนำของเขาว่าเขาชักนำไปในทางไหน…………………… เพราะฉะนั้น การที่จะสังเกตว่าใครเป็นพาลหรือไม่ จะสังเกตจากฐานะของผู้นั้นที่เดียวหาได้ไม่ จุดแรกที่จะสังเกตคือการชักนำคนอื่น ๆไปในทางใด แล้วเอาอาการชักนำของเขานั่นแหละวินิจฉัยตัวเขาเอง
ที่ว่า ชักนำ นั้น แยกได้เป็นสองประเด็นคือ การชัก กับ การนำ การชักหมายถึงการจูงใจ คือ ชวนให้ทำไปตามผู้ชักต้องการ การชวนนั้นมี ๓ อย่าง คือ
–ชักชวน อย่างคนเสมอกันชวนกัน
–เชิญชวน อย่างผู้น้อยชวนผู้ใหญ่
–ชี้ชวน อย่างผู้ใหญ่ชวนผู้น้อย
การชักจูงเหล่านี้อาจแสดงออกในทางใดก็ได้ เช่น คนไปนั่งชวนกันตรง ๆ ก็ตาม จะพูดดัง ๆ หรือกระซิบกันก็ตาม ……………การนำ คือการทำให้ดู ทำตัวอย่างให้เราเห็น เช่น เขาทำตัวเป็นโจรให้เราดู…………………………..
การดูคนก็ให้ดูที่การชักนำของเขา……………….. พระเจ้าอชาตศัตรูหลงลมพระเทวทัต ก็เพราะดูการชักนำไม่เป็นนี้แหละพระเทวทัตเป็นพระ โกนผมโกนหนวดครองตัวอย่างพระ พระเจ้าอชาตศัตรูก็ปลงพระทัยเชื่อสนิทว่า เมื่อเป็นพระแล้วจะไม่เป็นพาลหานึกเฉลียวพระทัยว่า เมื่อเป็นพระแล้วคงจะไม่เป็นพาล………………………
การวินิจฉัยการชักนำของคน จะให้แน่นอนต้องเอาทางที่เขาแนะนำเป็นเกณฑ์ และเอาชีวิตจิตใจของเราเป็นเครื่องวัดคือต้องตั้งหลักไว้ก่อนว่า หนทางมีอยู่สองสาย คือ ทางดี กับ ทางเสีย ทีนี้พิจารณาดูว่า ที่เขาชักนำเรานั้นเขาชักนำเราไปทางใด ทางดีหรือทางเสีย คอยสังเกตดูให้ดี หมายความว่า ถ้าเราทำตามที่เขาชักนำ ชีวิตจิตใจของเราจะดีขึ้น หรือจะเสื่อมเสียลงไป ดูกันตรงนี้ ถ้าผู้ใดชวนเราไปในทางเสีย ให้พึงรู้เถิดว่า เขาผ้นั้นเป็นคนพาล อาจมีสันดานเป็นพาลจริง ๆ หรือเพียงแต่โรคพาลของเขากำเริบชั่วครั้งชั่วคราวก็ได้ แต่พาลน่ะพาลแน่
อธุรายํ นิยุญฺชติ คนพาลชอบทำในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ การสังเกตคนพาลอีกจุดหนึ่งก็คือสังเกตที่การทำงาน ก่อนอื่นให้คิดแบ่งงานเสียก่อน คนเราแต่ละคนต่างก็มีงานที่ต้องทำทั้งนั้น ต่างคนต่างมี อาจเหมือนกันหรือไม่เหมือนกันก็ได้ แต่ว่างานของใครก็ของมัน มีจำกัดเป็นที่ทราบกันอยู่ทั้งนั้น อย่างเช่น การหุ้งข้าวทำกับข้าว เป็นงานของแม่บ้าน แต่ถ้าครัว – บ้านชำรุด การซ่อมแซมเป็นงานของพ่อบ้าน อย่างนี้เป็นต้น งานใดเป็นงานของใคร งานนั้นก็เป็น ธุระ ของคนนั้น หมายความว่า งานของเราก็เป็นธุระของเรา งานของคนอื่นก็เป็นธุระของคนอื่นเขา ไม่ใช่ธุระของเรา
ตามธรรมดาสุภาพชนทั่วไป ย่อมตั้งใจทำธุระของตนให้เต็มที่ ให้ดีที่สุด และเปิดโอกาสให้คนอื่นได้ทำธุระของเขา แต่มีคนจำพวกหนึ่งจำพวกหนึ่งมีนิสัยทิ้งธระของตนแล้วไปหาสอดแทรกธุระของคนอื่น ถ้าเห็นใครประพฤติตัวอย่างนี้ ให้พึงรู้ว่าผู้นั้นเป็นคนพาลเป็นอสัตบุรุษ
คำบาลีที่ว่า “ อธุรายํ นิยุญชติ “ แปลตามศัพท์ว่า ประกอบในสิ่งที่มิใช่ธุระ แต่ถ้าจะแปลให้ฟังกันเข้าใจง่าย ๆ ก็แปลว่า ชอบเกะกะ คือนิสัยของคนประเภทนี้รู้สึกเหี่ยวแห้งตีบตันใจในเมื่อคลุกคลีอยู่กับธุระของตน แต่ถ้าได้แทรกแซงเกะกะกับธุระของคนอื่นแล้ว รู้สึกชอบอกชอบใจ เห็นเป็นความเก่งกล้า สนุก ชาวบ้านเราให้ฉายาแก่คนประเภทนี้ไว้หลายคำ อย่างเช่นคำว่า ควายเขาเกก หรือ หัวเรือใหญ่ หรือคำอื่น ๆ อีก เช่นคนชอบสอด บางคนก็นำไปพูดสิ่งมิใช่ธุระของตัว นำไปวิจารณ์ได้อย่างสนุกปาก แล้วแสดงความคิดเห็นออกมาว่า น่าจะเป็นอย่างนั้นน่าจะเป็นอย่างนี้ รู้ได้สารพัดแต่ทำไม่ได้ คนอื่นทำอะไรไม่ดีหมดมีดีอยู่คนเดียว รู้หมดรู้ทุกอย่าง ไม่รู่อย่างเดียวคือไม่รู้จักตัวเอง อย่างคำกลอนสอนใจของท่านเจ้าพระสาสนโสภณ ( แจ่ม ) วัดมกูฏกษัตริย์ที่ว่า สารพัดจะรู้เป็นครูเขา ตัวของเราแล้วทำไมไม่สั่งสอน ปล่อยให้ยุ่งนุงนังไม่สังวร ควรผันผ่อนแก้ยุ่งนุงทั้งปวง ถ้าพูดถึงนิสัยก็เป็นที่รู้กันว่า คนประเภทนี้ก็คือคน คนธุระไม่ใช่ นั่นเอง
คนพาลธุระไม่ใช่ ที่ไปเที่ยวสอดแทรกธุระของคนอื่นนั้น จะว่านิสัยชอบทำงานเหมือนคนอื่นเขาทำอยู่นั้นก็ไม่ใช่ เพราะถ้ายกให้ทำจริง ๆ หรือแต่งตั้งมอบหมายให้เป็นหน้าที่จริง ๆ แล้วก็ไม่เอาจริง ที่ชอบใส่ใจธุระคนอื่น ก็เพียงแต่ทำความเกะกะรำคาญใจให้เขาเท่านั้น …………………… นิทานเรื่องธุระไม่ใช่……………………………………………
ทุนฺนโย เสยฺยโส โหติ คนพาลหรือคนที่เป็นอสัตบุรุษชอบผิด ลักษณะของคนพาลหรืออสัตบุรุษบทนี้ ครูบาอาจารย์ท่านให้ความหมายไว้สองสถาน คือหมายถึงเห็นผิด กับ หมายถึงทำผิด แปลง่าย ๆ ตรง ๆ ว่า ชอบผิด หมายความว่า คนพาลหรืออสัตบุรุษเป็นคนชอบผิด ถ้ารู้ว่าผิดแล้วชอบ ถูกไม่ชอบ ยิ่งถ้าได้ทำผิดด้วยแล้ว ยิ่งชอบอกชอบใจ นึกชมตัวเองว่าเก่ง บางทีก็คุยอวดเพื่อน ๆ คนอย่างนี้เรียกว่า คนชอบผิด
พวกชาวบ้านพากันประณามคนที่ชอบทำผิด โดยสรรหาคำพูดหนัก ๆ มาร้องเรียกเขา เช่น เรียกคนร้ายว่า เสือ เสือนั่น เสือนี่ นึกว่าผู้ถูกเรียกจะกระดากอายแก่ใจ แต่ความจริงเปล่าเลย เพราะคนที่เป็นพาลแล้วกลับชอบเสียอีก นอกจากจะชอบทำผิดแล้ว ยังชอบให้ใคร ๆ ชมว่าตัวทำผิดได้เก่งอีกด้วย ……………………………………………………..
ที่ว่า ชอบผิด นั้น แยกเป็นสองลักษณะ คือชอบเห็นผิด กับ ชอบทำผิด เราจะดูด้านไหนก็ได้ คนเราลงมีเชื้อพาลอยู่ในตัวแล้ว ชอบคิดเห็นในทางที่ผิด ที่เรียกว่าเห็นผิดเป็นชอบ แล้วก็ชอบสนับสนุนคนที่มีความผิดความเห็นผิด ๆ ด้วย การงานที่ทำก็เหมือนกันชอบทำในทางผิด อาจเป็นเรื่องผิดกฏหมาย ผิดระเบียบแบบแผน ผิดวินัย หรือผิดศีลธรรมก็ตาม ชอบทั้งนั้น คือชอบใจทำ ทำด้วยใจชอบ มิใช่ทำด้วยจำใจ หรือเพราะเข้าใจผิด
๔. สมฺมาวุตฺโตปิ กุปฺปติ คนพาลหรืออสัตบุรุษแม้เราพูดดี ๆ ก็โกรธ ลักษณะคนพาลข้อที่ ๔ นี้ คำแปลกับคำบาลีตรงกันพอดี ไม่ต้องเสียเวลาตีความ เป็นแต่สำนวนแปลให้หมุนไปได้ ตามแต่เราจะดูใคร ให้เปลี่ยนตรงกับคำว่าเรา เท่านั้น ที่เปลี่ยนนี้ก็เปลี่ยนตามหลักไวยากรณ์ ไม่ใช่ทำนอกตำรา เปลี่ยนไปอย่างนี้ เช่นว่า ถึงเขาพูดดี ๆ ก็โกรธ นี่แสดงว่าเราเป็นพาล ถึงอาจารย์พูดดี ๆ ก็โกรธ นี่แสดงว่าศิษย์เป็นพาล ถึงผู้ใหญ่พูดดี ๆ ก็โกรธ นี่แสดงว่าผู้นอยเป็นพาล ถึงผู้น้อยพูดดี ๆ ก็โกรธ นี่แสดงว่าผู้ใหญ่เป็นพาล
ถึงสามีพูดดี ๆ ก็โกรธ นี่แสดงว่าภรรยาเป็นพาล ถึงภรรยาพูดดี ๆ ก็โกรธ นี่แสดงว่าสามีเป็นพาล ถึงพ่อแม่พูดดี ๆ ก็โกรธ นี่แสดงว่าลูกเป็นพาล
พฤติการณ์ของคนพาลหรืออสัตบุรุษข้อนี้แปลก ๆ ขำ ๆ และง่าย ๆ เพียงแต่ดูตรงที่ว่า ใครก็ตามถ้าอีกฝ่ายหนึ่งพูดด้วยดี ๆ แล้วโกรธเขา คนนั้นก็เป็นพาล เอากันตรงนี้ ข้อนี้คงจะดูไม่ยาก และคงได้ทดลองดูกันบ่อย ๆ ไม่ว่า ในบ้าน ในวัด ในที่ทำงาน บนรถ ในเรือ และแม้ตามถนนหนทาง และในกระทรวงทบวงกรม ตลอดจนสำนักราชการต่าง ๆ พอจะหาดูได้
คนโกรธนั้นมีอยู่สองชนิดคือ ชนิดพูด กับ ชนิดนิ่ง ………………………………………………………………………………..
วินยํ โส น ชานาติ คนพาลไม่รับรู้วินัย ข้อสังเกตุพฤติการณ์ของคนพาล จุดที่ ๕ คือเรื่องวินัย คำสั่งสอนทั้งสิ้นในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นของชาติใด หรือ ของศาสนาใดก็ตาม มีอยู่สองลักษณะเหมือนกัน คือ เป็นข้อขังคับให้จำต้องทำอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งเป็นข้อเสนอแนะ ไม่บังคับ เพียงแต่บอกว่า ถ้าใครทำได้แล้วดี ยกตัวอย่างเช่น การเสียภาษีอากร เป็นเรื่องของการบังคับ การบริจาคบำรุงสาธารณกุศล เป็นข้อเสนอแนะ ลักษณะคำสั่งสอนที่มีอยู่ทั้งทางโลกทั้งทางธรรม และมีอยู่ทุกชาติศาสนา เฉพาะในศาสนาพุทธของเรา มีคำเรียกไว้เป็นพิเศษ คือ –ข้อบังคับทั้งปวง เรียกว่า วินัย ข้อเสนอแนะทั้งปวง เรียกว่า ธรรม สำนวนทางศาสนาเวลาพูดต่อกัน เราพูดว่า ธรรมวินัย หรือ ศีลธรรม
เฉพาะวินัย ยังมีคำเรียกแยกออกไปอีกตามความมุ่งหมายของแต่ละเรื่อง และทางรสนิยมทางภาษา เช่นสำนวนทางศาสนาเรียกวินัยว่าศีล กติกา อาณัติ บัญญัติ สิกขาบท เป็นต้น สำนวนทางบ้านเมืองเรียกวินัยว่า กฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง และบางที่ก็เรียกวินัยตรง ๆ เช่น วินัยทหาร และวินัยข้าราชการ แต่ว่าแม้จะมีเรียกแยกแยะออกไปเท่าไร ก็คงรวมลงในความหมายของคำว่าวินัยทั้งหมด
คนพาลเป็นที่ปฏิบัติวินัยด้วยความลำบากยากเย็น พูดกันตรง ๆ คือไม่ชอบระเบียบวินัย เกลียดวินัย เกลียดคนที่ชอบพูดถึงเรื่องวินัย เกลียดคนที่คอยจับผิดทางวินัย เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่ชอบประพฤติเหยียบย่ำระเบียบวินัย จะเป็นวินัยทางโลก หรือวินัยทางศาสนาก็ตาม ชอบวางตัวเป็นอริกับผู้คอยกวดขันทางวินัย รู้สึกตีบตันใจเมื่อจะต้องอยู่ในกรอบวินัย พึงสันนิษฐานว่าผู้นั้น จิตโน้มไปในทางเป็นคนพาลหรือเป็นอสัตบุรุษ เพราะฉะนั้นวินัยเป็นเครื่องตัดสินว่า ใครเป็นคนพาลหรือไม่
นี่คือลักษณะของคนพาล ตามความคิดเห็นของนักปราชญ์ทางศาสนา
ส่วนลักษณะของคนพาลตามพระพุทธวจนะ ในพระไตรปิฎก พาลปัณฑิตสูตร อุปริปัณณาสกะ มีใจความว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระภิกษุสงฆ์ว่า ลักษณะอันเป็นเครื่องสังเกตคนพาลมี ๓ อย่าง คือ
- ๑. ทุจฺจินฺติตจินฺตี มีความคิดชั่วต่ำ
- ๒. ทุพฺภาสิตภาสี พูดจาชั่วต่ำ
- ๓. ทุกฺกฏกมฺมการี ชอบทำชั่วต่ำ
สรุปแล้ว จุดสังเกตคนพาลตามพระพุทธวจนะนี้มี ๓ จุด คือ ความคิด คำพูด และการกระทำ หรือจะชี้เข้ามาที่ตัวคน ก็ได้แก่ กาย วาจา ใจ ก็ได้แก่ทุจริตทั้ง ๓ คือ กายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต……………………………………………………………………..
ในสุภาษิตที่ยกขึ้นไว้ ณ เบื้องต้นนั้นว่า บัณฑิตคือคนที่ฉะลาด ไม่พึงคบกับอสัตบุรุษ อสัตบุรุษก็ได้แก่คนพาล การคบกับคนพาลหรืออสัตบุรุษ มีทางเสียอยู่หลายอย่าง เช่น — อาจถูกคนพาลทำอันตราย ถูกคนพาลรังแก ถูกคนพาลข่มเหง –อาจถูกวิญญูชนครหา ตำหนิติเตียน นินทา เอาได้ และอาจพลาดพลั้งคบคนพาลเข้าจริง ๆ ก็จะนำเราไปสู่หายนะได้ นำไปสู่นรกได้
ส่วนการคบกับสัตบุรุษ หรือคนดี สัตบุรุษก็จะแนะนำไปในทางดี แนะนำในทางที่เป็นธุระประโยชน์ของเราได้ เมื่อเรารู้จักประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ในปัจจุบัน ประโยชน์ในภายภาคหน้า หรือประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพาน เราก็จะสู่หรือบรรลุซึ่งความเจริญรุ่งเรือง ถ้าน้อมมาปฏิบัติได้จริง ๆ ก็จะถึงซึ่งความสงบอย่างแท้จริง ซึ่งมีนัยดังบรรยายมา ด้วยประการะฉะนี้
ขอถวายพระพรเจริญพระสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล พระชนมสุกทุกประการ จงมีแค่สมเด็จพระบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระปรมินทรธรรมิกมหาราชาธิราช ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานจตุปัจจัยไทยธรรมบูชาพระธรรมเทศนา ณ วัดราชผาติการาม ในวันธรมสวนะนี้ คณะสงฆ์วัดราชผาติการาม ขอถวายพระพรชัยมงคล ขอจงทรงพระเกษมสำราญ ปราศจากพระโรคาพาธบำราศภยุปัทวันตรายทั้งหลายทั้งปวง พรงพระเจริญในพระสิริราชสมบัติ พรั่งพร้อมด้วยสรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล ตลอดจิรัฏฐิติกาล
สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ อิทํ ผลํ
เอตสฺมึ รตนตฺตยสฺมึ สมฺปสาทนเจตโส
ขอผลแห่งพระราชหฤทัย ซึ่งทรงเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนี้
จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ
แคดสมเด็จพระบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า เทอญ
ขออำนวยพร………………………………………………………………………………………………………………………….
