ธรรมเทศนา ตัวอย่างเทศน์ ตัวอย่างธรรมเทศนา

ธรรมเทศนา วันวิสาขบูชา

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺส
“ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ” ฯ

สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาแล้ว สิ่งนั้นทั้งปวงก็ต้องดับสลายไปเป็นธรรมดา

ความสำคัญของวันวิสาขบูชา

ในแต่ละปีที่วันวิสาขบูชาได้เวียนมาบรรจบ นอกเหนือจากจะพากันทำบุญหรือทำความดีในรูปแบบต่างๆ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่พุทธศาสนิกชนทุกคนควรจะตระหนักให้มากที่สุด นั่นก็คือ การนำเอาข้อคิดและหลักธรรมที่ได้จากวันวิสาขบูชาไปประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพื่อเสริมสร้างความสุข ความมั่นใจ และความเข้าใจให้เกิดขึ้นกับชีวิตและสรรพสิ่งให้มากที่สุด

มีหลักธรรมอยู่ 2 ประการ ที่มีความเกี่ยวข้องกับวันวิสาขบูชาโดยตรง ที่ชาวพุทธทุกคนควรจะศึกษาเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต นั่นคือ หลักคำสอนเรื่อง “อริยสัจ 4” กับ “ความไม่ประมาท”

หลักธรรม “อริยสัจ ๔”

กล่าวกันว่าธรรมอันประเสริฐที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบหรือตรัสรู้ใต้ต้นมหาโพธิ์ ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 เมื่อ 2,600 ปีมาแล้วนั้น ก็คือ หลักคำสอนที่เรียกว่า “อริยสัจ 4” ซึ่งเป็นหลักธรรมที่เป็นความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ คือ:

1. ทุกข์ คือ ปัญหาหรืออุปสรรคของชีวิต เป็น สิ่งที่ควรกำหนดรู้

พระพุทธองค์ทรงตรัสความจริงแห่งชีวิตประการแรกให้ทุกคนได้ทราบว่า ชีวิตนี้เต็มไปด้วยปัญหา มนุษย์ทุกคนล้วนมีความทุกข์หรือปัญหาเหมือนๆ กัน ไม่มีใครที่จะมีความสมบูรณ์เพียงอย่างเดียว ทั้งปัญหาขั้นพื้นฐานและปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน ทุกข์หรือปัญหาพื้นฐาน คือ ทุกข์ที่เกิดจากการเกิด การแก่ การเจ็บไข้ได้ป่วย และการล้มหายตายจาก ส่วนทุกข์ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน คือ ทุกที่เกิดจากการพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ทุกข์ที่เกิดจากการประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ทุกข์ที่เกิดจากการไม่ได้ตามใจปรารถนา รวมทั้งทุกข์ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตต่างๆ เช่น ความเหงา ว้าเหว่ อ้างว้าง คิดถึงบ้าน เป็นต้น

2. สมุทัย คือ สาเหตุแห่งการเกิดปัญหาหรือความทุกข์ เป็นสิ่งที่ควรละ

ความจริงแห่งชีวิตประการที่สองที่พระพุทธองค์ตรัสสอนก็คือ พระองค์ตรัสสอนทุกๆคนว่า เมื่อมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเล็กน้อยหรือยิ่งใหญ่สักเพียงใดก็ตาม ขอให้เข้าใจว่าปัญหาเหล่านั้นย่อมไม่ได้เกิดขึ้นมาอย่างลอยๆ หากแต่จะต้องมีสาเหตุทำให้เกิดปัญหาขึ้นอย่างแน่นอน และสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาหรือความทุกข์ขึ้นในชีวิต ก็คือ ตัณหาหรือความอยากต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วยความยึดมั่นถือมั่นไม่มีที่สิ้นสุด คือ ความอยากจะมีอยากจะได้(กามตัณหา) อยากจะเป็นนี่เป็นนั่น(ภวตัณหา) และความรู้สึกเบื่อหน่ายจนไม่อยากจะเป็นอะไรต่อไปอีกแล้ว(วิภวตัณหา) นอกจากนี้แล้วก็ยังมีอีกหลายอยากที่เป็นเหตุให้เกิดปัญหา เช่น ความโง่งมงาย ความยึดมั่นถือมั่น ความไม่รู้จักพอ เป็นต้น โง่ จน เจ็บ

3. นิโรธ คือ การดับหรือการแก้ไขปัญหา ควรทำให้เกิด

ความจริงแห่งชีวิตประการที่สามนั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้ทราบว่า ทุกข์คือปัญหาของชีวิตที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น เราสามารถที่จะแก้ไขได้ทั้งสิ้น เมื่อทุกข์ที่ใด ก็จงดับหรือแก้ไขตรงนั้น ด้วยว่าไม่มีความทุกข์หรือปัญหาใดๆ ในโลกนี้ ที่เราจะดับไม่ได้ ยัง กินฺกิ……อะไรที่เกิดขึ้น……

4. มรรค คือ หนทางหรือหลักปฏิบัติที่จะนำไปสู่การดับหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้มาก

ความจริงแห่งชีวิตประการที่สี่ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อให้ทราบว่า ความทุกข์หรือ ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตนั้น แต่ละคนสามารถที่จะแก้ไขได้ ด้วยการปฏิบัติตามหลักคำสอนเรื่อง “มรรค 8” ได้แก่ การเข้าใจถูกต้อง, คิดถูกต้อง, พูดถูกต้อง, ทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง, เลี้ยงชีพด้วยความถูกต้อง, หมั่นเพียรในสิ่งที่ถูกต้อง, ตั้งสติหรือระลึกถึงแต่สิ่งที่ถูกต้อง, และตั้งใจแน่วแน่ในทางที่ถูกต้อง

หากพิจารณาตามหลักอริยสัจแล้ว เราจะเห็นว่า ชีวิตก็คือกระบวนการแก้ไขปัญหาโดยธรรมชาติ เราต่างก็เกิดมาพร้อมกับความทุกข์หรือปัญหา ทั้งปัญหาภายนอกและปัญหาภายใน ทั้งที่เกิดจากตนเองและจากการที่คนอื่นทำให้เกิดขึ้น เมื่อมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นมา ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องทำการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นด้วยตนเอง จนกว่าปัญหาทุกอย่างจะคลี่คลายหรือดับไป โดยการใช้สติปัญญาและความอดทนเข้มแข็งเข้าไปเป็นเครื่องมือในการแก้ไข ซึ่งถ้าหากว่าเราได้ลงมือกระทำอย่างจริงจังแล้ว ในที่สุดทุกๆ อย่างในชีวิตก็จะดีขึ้นเอง

หลักธรรม “ความไม่ประมาท”

หลักธรรมที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอน ได้แก่ “ความไม่ประมาท” หรือ “สติ” คือ การระลึกรู้ทันสิ่งที่คิด พูดและทำ โดยในภาคปฏิบัติเพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน หมายถึง การรู้จักใช้ชีวิตด้วยความฉลาด การไม่ประมาทในการใช้ชีวิต และการระลึกรู้ทันการเคลื่อนไหวอิริยาบถ 4 คือ การเดิน ยืน นั่ง และนอน โดยสติจะมีความเกี่ยวข้องในทุกขั้นตอนของชีวิต การดำเนินชีวิตด้วยการใช้สติและปัญญานำทาง จึงเป็นหลักประกันที่จะสร้างความปลอดภัยให้เกิดขึ้นกับชีวิตและทุกๆ สิ่ง

พระพุทธเจ้าได้ชื่อว่าเป็นมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่โลกให้การยกย่อง เพราะตลอดชีวิตของพระองค์นั้น พระองค์ทรงทำงานอย่างหนักหน่วง โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย เพื่อรังสรรค์ประโยชน์และความสุขให้เกิดขึ้นกับมวลมนุษยชาติทั้งปวง ในชีวิตและพระทัยของพระองค์ทรงมีแต่คำว่างานและงานเท่านั้น พระองค์ทรงทำหน้าที่ของความเป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้แต่ในนาทีสุดท้ายก่อนจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระองค์ก็ยังทรงตรัสสอนเหล่าพุทธบริษัทเป็นปัจฉิมโอวาทส่งท้ายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเเถิด” ซึ่งเป็นพระวาจาที่เปี่ยมล้นด้วยความรัก ความเมตตา และความห่วงใยที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษยชาติทั้งมวล ซึ่งฟังแล้วช่างรู้สึกสะท้านสะเทือนจิตใจของทุกคนยิ่งนัก

ดังนั้น ในโอกาสที่วันวิสาขบูชาเวียนมาถึงอีกครั้งในปีนี้ และเป็นปีแห่ง “พุทธชยันตี” ด้วย เราทุกคนในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชน จึงควรที่จะพากันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงมีต่อชาวโลก รวมทั้งพากันทำความดีและบำเพ็ญบุญกุศลในรูปแบบต่างๆ เพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา

ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ก็คือ การนำเอาข้อคิดหรือหลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับวันวิสาขบูชา ไปใช้เป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพื่อยังประโยชน์ ความสุข และความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าให้เกิดขึ้นทั้งกับชีวิตตนเอง สังคม ประเทศชาติ และพระพุทธศาสนา ตลอดกาลนาน

ข้อคิดวันวิสาขบูชา 🙏
สิ่งที่ต้องสร้าง คือความดี
สิ่งที่ต้องมี คือศีลธรรม
สิ่งที่ต้องจดจำ คือบุญคุณ
สิ่งที่ต้องเพิ่มพูน คือสติปัญญา
สิ่งที่ต้องแสวงหา คือหนทางพ้นทุกข์

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube