ธรรมเทศนา ตัวอย่างเทศน์ ตัวอย่างธรรมเทศนา

เทศนา การไม่คบคนพาล

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺสมฺพุทฺธสฺส
อเสวน จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจเสวนา
ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺมงฺคลมูตตมนฺติ

บัดนี้จะได้แสดงพระธรรมเทศนา ในมงคลกถา —-

พฤติการณ์ของคนพาล ๕ อย่าง คือ ๑. คนพาลย่อมชักนำในทางที่ผิด ๒. คนพาลชอบทำในสิ่งมิใช่ธุระ ๓. คนพาลเห็นผิดเป็นชอบ ๕. คนพาลแม้เราพูดดีๆก็โกรธ ๕. คนพาลไม่รับรู้ระเบียบวินัย

๒. คนพาล ธุระไม่ใช่ อธรยํ นิยุญชติ

จุดสังเกตคนพาล จุดที่ ๒ คือการทำงาน งานของใครก็เป็นของคนนั้น งานของเราก็เป็นธุระของเรา งานของคนอื่นก็เป็นธุระของบุคคลอื่น ไม่ใช่ธุระของเรา

ธรรมดาของสุภาพชน ย่อมตั้งใจทำธุระของตนให้เต็มที่ ให้ดีที่สุด และเปิดโอกาสให้คนอื่นได้ทำธุระของเขา แต่มีคนจำพวกหนึ่งมีนิสัยทิ้งธุระของตนแล้ว/ไปหาสอดแทรกธุระคนื่น ถ้าเห็นใครประพฤติตัวอย่างนี้ ก็ให้พึงรู้ว่า ผู้นั้นเป็นพาล

คำบาลีที่ว่า อธรายํ นิยุญติ หากจะแปลตามศัพท์ ก็แปลว่า ประกอบในสิ่งที่มิใช่ธุระ แต่ถ้าจะแปลให้ทุกคนฟังกันอย่างไทยแท้ ก็ควรจะแปลว่า ชอบเกะกะ มากกว่า คือนิสัยสันดานของคนประเภทนี้ รู้สึกเหี่ยวแห้งตีบตันใจเมื่อคลุกคลีอยู่กับธุระของตน แต่ถ้าแทรกแซงเกะกะกับธุระของคนอื่นแล้ว รู้สึกชอบอกชอบใจ เห็นเป็นความโก้เก๋เก่งกล้า ให้สังเกตดู ชาวบ้านเราให้ฉายาแก่คนประเภทนี้ไว้หลายคำ อย่างเช่นคำว่า ความเขาเกก หรือ หัวเรือใหญ่ และคำอื่นๆอีกก็มี ถ้าจะพูดถึงนิสัยที่รู้กันในวงธุรกิจ คนประเภทนี้ก็คือคน ธุระไม่ใช่ นั่นเอง

ในวงงสนทั่วไป มักจะมีคนประเภทธุรไม่ใช่แทรกแซงทำความเดือดร้อนอยู่เสมอ โดยปกติแล้วจะเป็นคนที่ผู้ใหญโปรดเสียด้วย

นิทานเรื่องธุระไม่ใช่

๓. คนพาลชอบผิด ทุนฺนโย เสยฺยโส โหติ

คำบาลีแสดงลักษณะของคนพาลบทนี้ ครูบาอาจารย์ ท่านให้ความหมายไว้สองสถาน คือ ๑ หมายถึงเห็นผิด กับ หมายถึงทำผิด แปลง่าย ไตรง ๆ ว่าชอบผิด หมายความว่า คนพาลเป็นคนชอบผิด คือถ้ารู้ว่าผิดแล้วชอบ ถูกไม่ชอบ ยิ่งถ้าได้ทำผิดด้วยแล้ว ยิ่งชอบอกชอบใจ นึกชมตัวเองว่าเก่ง บางทีก็คุยขมงอวดเพื่อน ๆ ด้วย คนอย่างนี้เรียกว่าคนชอบผิด

พวงชาวบ้านเราพากันประณามคนที่ชอบผิด โดยสรรหาคำพูดหนัก ๆ มาร้องเรียกเขา เช่นเรียกคนร้ายว่า เสือ เสือนั่นเสือนี่ นึกว่าผู้นั้นจะนึกกระดากแก่ใจบ้าง แต่เปล่าเลย เพราะคนที่เป็นพาลแล้วกลับชอบเสียอีก นอกจากจะชอบทำผิดแล้ว ยังชอบให้ใคร ๆ ชมว่าตัวเองทำผิดได้เก่งอีกด้วย เพราะฉะนั้นพอถูกเรียกว่า เสือ ยิ่งรู้สึกครื้มใจ ยิ่งอยากจะอวดฝีมือในทางทำผิดให้คนอัศจรรย์ และเลื่อนชั้นให้เป็นจอมเสือพญาเสือขึ้นไปอีก ความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้ออกมาจากใจซึ่งวิปริตเป็นพาลไปแล้ว เราจะสังเกตได้ว่า คนพาลบางคนเมื่อตนทำผิดแล้วกลับดีใจ แม้จะเสียใจก็เสียใจที่ไม่อาจหลีกพ้นจากการถูกขจับลงโทษเท่านั้นไม่ใช่เสียเพราะตนทำผิด ใจจริงอยากจะทำผิดให้มันมาก ๆ เสียด้วยซ้ำ ที่เสียใจเพราะถูกจับกุมลงโทษนั้น หากจะดูในมุมกลับแล้ว มันเป็นการเสียใจที่ตนทำผิดได้น้อยไปต่างหาก เมื่อรวมความแล้วเข้าหลักที่ท่านอกิตติดาบสว่าไว้แล้วว่า คนพาลชอบผิดนั่นเอง

ที่ว่า ชอบผิด นั้น แยกเป็นสองลักษณะ คือ ชอบเห็นผิด กับ ชอบทำผิด เราจะดูด้านไหนก็ได้ คนเราถ้ามีเชื้อพาลอยู่ในตัวแล้ว ชอบคิดเห็นในทางผิด ที่เรียกว่า เห็นผิดเป็นชอบ แล้วก็ชอบสนับสนุนคนที่มีความผิด ความเห็นผิด ๆ ด้วย งานการที่ทำก็เหมือนกัน ชอบทำในทางผิด อาจเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ผิดระเบียบแบบแผน ผิดวินัย หรือ ผิดศีลธรรมก็ตาม ชอบทั้งนั้น คือชอบใจทำ ทำด้วยใจชอบ มิใช่ทำด้วยความจำใจ หรือเพราะเข้าใจผิด

รูปลักษณะคนพาลข้อที่ ๓ คือคนพาลเป็นคนชอบผิด ทำผิดเองก็ชอบ คนอื่นทำผิดก็ชอบ ถ้าได้พบได้เห็น ได้ยินได้ฟังเรื่องผิด ๆ แล้วชอบอกชอบใจนั่นแหละพาล และในมุมตรงกันข้ามย่อมไม่มีปัญหา คนพาลเกลียดการทำถูก ตำหนิติเตียนคนที่พิถีพิถัน ทำอะไรให้ถูกต้อง เห็นคนอยากทำถูกเป็นคนเซ่อ เห็นคนกลัวผิดเป็นคนเซอะ พฤติการณ์เหล่านี้เป็นอาการของคนพาล ในขั้นนี้เหมือนกัน

๔. คนพาลแม้เราพูดดี ๆ ก็โกรธ สมฺมาวุตฺโตปิ กุปปติ

ลักษณะคนพาลข้อที่ ๔ คำแปลกับคำบาลีตรงตัวเดียวกันพอดี ไม่ต้องเสียเวลาตีความอีก เป็นแต่ว่าสำนวนแปลให้หมุนไปได้ ตามแต่เราจะดูใคร ให้เปลี่ยนตรงคำว่า เรา เท่านั้น ที่เปลี่ยนนี้ก็เปลี่ยนตามหลักไวยากรณ์ ไม่ใช่ริทำนอกตำรา เปลี่ยนไปอย่างนี้ เช่นว่า ถึงเขาพูดดี ๆ ก็โกรธ นี้แสดงว่า เราเป็นพาล ถึงอาจารย์พูดดี ๆ ก็โกรธ นี้แสดงว่าศิษย์เป็นพาล ถึงผู้ใหญ่พูดดี ๆ ก็โกรธ นี้แสดงว่าศิษย้เป็นพาล ถึงผู้น้อยพูดดี ๆ ก็โกรธ นี้แสดงว่า ผู้ใหญ่เป็นพาล ถึงสามีพูดดี ๆ ก็โกรธ นี้แสดงว่า ภรรยาเป็นพาล ถึงภรรยาพูดดี ๆ ก็โกรธ นี้แสดงว่า สามีเป็นพาล ถึงพ่อพูดดี ๆ ก็โกรธ นี้แสดงว่า ลูกเป็นพาล

หมายความว่า คำบาลีบทว่า สมฺมาวุตฺโตปิ กุปฺปติ นั้น หมุนไปรอบตัว เปลี่ยนตรงคำว่า เรา เท่านั้น

พฤติการณ์ของคนพาลข้อนี้แปลก ๆ ขำ ๆ และง่าย ๆ เพียงแต่ดูตรงที่ว่า ใครก็ตามถ้าอีกฝ่ายพูดด้วยดี ๆ แล้วโกรธเขา คนนั้นก็เป็นพาล เอากันตรงนี้ ข้อนี้คงจะดูไม่ยาก และคงจะได้ดูกันบ่อย ๆ ไม่ว่าในบ้าน ในวัด ในที่ทำงาน บนรถ ในเรือ และแม้ตามถนนหนทางและในกระทรวงทะบวงกรมตลอดจนสำนักราชการต่าง ๆ พอจะหาดูได้ทั้งนั้น โดยปกติชาวบ้านเรา ก็ดูเหมือนจะใช้หลักนี้ดูกันอยู่แล้ว อย่างเช่นผัวเมียทะเราะกัน ฝ่ายเมียนำความไปเล่าให้แม่ฟัง ก็มักจะบอกว่า หนูก็ไม่ได้ว่าอะไรเขา แต่เขาโกรธหนู ที่บอกว่าไม่ได้ว่าอะไรเขานั่นแหละ คืออยากจะบอกกับแม่ว่า ผัวหนูเป็นพาลไปเสียแล้ว เพราะหนูพูดดี ๆ เขาก็โกรธหนู นี่แสดงว่าวิธีสังเกตคนพาลข้อนี้ชาวบ้านใช้กันอยู่แล้ว

คนโกรธก็ทราบกันอยู่แล้วว่า มีสองชนิด คือชนิดพูดกับนิ่ง ชนิดพูดคือถ้าโกรธแล้วพูด พ่นพิษเป็นการใหญ่ ส่วนชนิดนิ่งคือโกรธแล้วไม่พูด ถึงกำลังพูดอยู่ พอโกรธก็เลิกพูด คนโกรธแบบนี้แสดงว่าโกรธด้วยการไม่พูด โกรธล้วคำพูดหลบไปหมด คนโกรธสองชนิดนี้ ก็พอจะทราบกันดีแล้ว

ข้อที่น่าวิจารณ์เพื่อค้นหาทางปฏิบัติ คือมูลเหตุที่ความโกรธมันเกิดขึ้น มีปัญหาว่า ทำไมเราพูดดี ๆ เขาจึงโกรธ ?

ถ้าคนพูดร้าย ๆ แล้ว คนฟังโกรธก็ไม่แปลกเป็นเรื่องโกรธสามัญ ที่นี้ฝ่ายคนพูดเขาพูดดี ๆ แล้วคนฟังเขาโกรธ นี่สิแปลก เป็นความโกรธวิสามัญ เหตุใดจึงโกรธ มันจะต้องมีอะไรผิดปกติแน่ ๆ คล้ายกับว่า ถ้าใครถูกน้ำร้อนแล้วสดุ้งเหยงร้องโอยขึ้น เขาก็รู้สึกว่าเป็นของธรรมดา คนูกน้ำร้อนรวกมันก็ต้องร้อน แต่ทีนี้ถ้าใครถูกน้ำเย็นเข้า เกิดสดุ้งสั่นเทาและร้องโอยขึ้นมา คนนั้นผิดธรรมดาแน่ ๆ มันจะต้องมีโรคอะไรสักอย่างอยู่ในตัวแก คนที่เขาพูดดี ๆ แล้วโกรธ ก็เหมือนกับคนูกน้ำเย็นแล้วร้องนั่นแหละ แปลกจริง ๆ ร่างกายของคนเราที่แสลงน้ำเย็นนั้น เพราะมีข้องร้ายอย่างหนึ่งอยู่ในตัว คือ เชื้อไข้ คนที่มีไข้อยู่ในตัวถูกน้ำเย็นไม่ได้ มันให้มีอาการสั่นสะท้านไปทั่งสรรพางค์กาย เช่นเดียวกัน คนที่โกรธแม้ต่อคนที่พูดด้วยดี ๆ ก็มีของร้ายอยู่ในใจเหมือนกัน คือ โกธะ ซึ่งเป็นกิเลสชนิดหนึ่ง คนที่มีโกธะอยู่ในใจพอประมาณ คือไม่มากนัก ความโกรธจะแสดงออกต่อเมื่อกระทบกับอารมณ์ไม่ดีเท่านั้น เช่น ถูกด่า ถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม จึงจะโกรธ ถ้าหากคนอื่นพูดจาดี ๆสุภาพเรียบร้อย ความโกรธไม่กำเริม แต่ถ้ากิเลสคือโกธะมีอยู่ในใจของใครมาก ไม่ว่าอารมณ์ชนิดใดกระทบ ความโกรธก็ระเบิดได้ทั้งนั้นพูดร้ายก็โกรธ พูดดีก็โกรธ ปะเหมาะเขายังไม่ได้พูดอะไรเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่มองหน้าแว่บเดียวก็โกรธ เพราะธาตุโกรธมันอัดแน่นอยู่ในใจแล้ว

เพราะฉะนั้น ท่านจึงตั้งข้อสังเกตไว้ว่า สัมมาวุตโตปิ กุปปติ ใครก็ตามที่คนอื่นเขาพูดด้วยดี ๆแล้วเดือดดาล นั่นแหละคนพาล หรือจะจำไว้ง่าย ๆ ว่า ใครที่เอาความร้ายออกตอบสนองความดีของคนอื่น คนนั้นเป็นพาลอย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน

๕.คนพาลไม่รับรู้วินัย วินยํ โส น ชานาติ

ข้อสังเกตพฤฤติการณ์ของคนพาล จุดที่ ๕ คือ เรื่องวินัยเป็นข้อสุดท้าย และเป็นไม้เด็ดในการสังเกต แต่พูดยากนิดหน่อย ยากแก่ใจด้วย ยากในเรื่องด้วย ที่ว่ายากแก่ใจนั้น คือพฤติการณของคนพาลทั้ง ๕ ข้อนี้ ยิ่งพูดไปมากก็ยิ่งไกล้ตัวคนฟังเข้ามาทุกที ตอนพูดถึงข้อที่ ๑ ที่ ๒ ท่านก็ฟังรู้สึกสนุก อยากให้พูดอะไร ๆ ซ้ำเข้าไปอีกเสียด้วยซ้ำ เหมือนกับว่าท่านคันตรงกลางหลัง ผู้เทศน์เป็นผู้เกาให้ แรก ๆ เกาก็สบายดี เกา ๆ คัน ๆ แต่ครั้นเกานาน ๆ เข้า รอยเล็บข่วนลึกลงมากจะรู้สึกเจ็บนิด ๆที่เคยเกา ๆ คัน ๆ ก็กลายเป็นเจ็บ ๆคัน ๆ สบายดีเหมือนกัน แต่ต้องทนเอาหน่อย ยิ่งมาถึงพฤติการณ์ของคนพาลข้อที่ ๕ ที่กำลังพูดอยู่นี้ จะต้องเกาส่งท้ายแล้วจะแถนทายาอีกด้วย อาจทำให้ท่านทั้งหลายสดุ้งนิดหน่อย ที่เคยเจ็บ ๆ คัน ๆ ก็จะกลายเป็นเจ็บ ๆ แสบ ๆ ถ้าโรคมากก็หายช้าหน่อย แต่หายแล้วก็สบายดี นี่เป็นเรื่องยากแก่ใจ

แต่ทีนี้แม้ว่าท่าน ยอมให้เกา แล้วก็ยังยากอยู่อีกบ้าง ยากในเรื่อง คือพฤติการณ์ของคนพาลข้อนี้ ท่านเอาวินัยเป็นเครื่องวัด เวลาพูดจะต้องดึงมาหลายเรื่องเพื่อให้เข้าใจทั้งทางหลักวิชา และทางเหตุผล

ขอให้ทราบคำว่า พาละ สียก่อน คำว่าพาละเป็นคำบาลี แปลว่า เยาว์ อ่อน อย่างเช่น พาลทารกะ เด็กเยาว์ พาลรุกขะ ต้นไม้อ่อน นี่มูลศัพท์เดิม เมื่อเอาคำนี้มาเป็นฉายาของคนที่เราเรียกว่า คนพาล ก็หมายถึง คนกำงน้อย หรือคนอ่อนแอ และทรรศนะของศาสนาก็เห็นอย่างนั้นจริง ๆ คือเห็นว่าคนพาลเป็นคนอ่อนแอเป็นคนประเภทกำลังน้อย นับว่าไม่ตรงกับชาวบ้านเราเข้าใจกัน ซึ่งเข้าใจกันว่าคนพาลเป็นคนแข็งแรง

เหตุใดจึงว่า คนพาลเป็นคนกำลังน้อย น่าจะเป็นปัญหา ที่ว่ามีกำลังน้อย ก็เพราะมีไม่มาก มีไม่ครบ คือสุภาพชนคนดีทั้งหลายมีกำลังอยู่ในตัว๓กอง คือ ๑. กำลังความคิด ๒. กำลังความรู้ ๓. กำลังกาย นี่แหละกองกำลังในชีวิตของคน ใครจะก้าวหน้าไปได้มากน้อยเท่าไร อยู่ที่กำลังทั้ง ๓ กองนี้ และต้องใช้ประกอบกัน ไม่ใช่สักแต่ว่ามีเฉย ๆ คนบางจำพวกมีกำลังไม่ครบ หรือมีแต่ใช้ไม่ครบ นิยมใช้แต่กำลังกายอย่างเดียว เช่นเวลาเกิดเรื่องขัดแย้งกับใคร แทนที่จะเอาชนะกันด้วยเชิงความรู้ อ้างหลักฐานเหตุผลกัน ก็ไม่ทำ เมื่อขัดใจก็ชกต่อยทุบตีเอา พึ่งแต่กำลังกายเท่านั้น คนประเภทนี้เรียกว่าคนกำลังน้อย ในเมื่อคนทั่วไปเขาใช้กำลัง ๓ อย่าง แต่เขาใช้เพียงอย่างเดียว ตัดสินด้วยกำลังกายเท่านั้น เท่านี้ก็เห็นแล้วว่าเขามีกำลังเพียง ๑ ใน ๓ ของคนทั่วไป จึงเรียกว่า คนกำลังน้อย หรือคนอ่อนแอ คำว่า กำลังน้อย หรืออ่อนแอนี้ เวลาพูดเป็นภาษาบาลี ต้องพูดว่า พาละ หรือ พาโล ฉะนั้นคนพาลจึงเป็นอ่อนแอ ถูกตามทรรศนะทางศาสนาทุกประการ

คนพาลบางคนยังมีความรู้สึกตัว ตัวเป็นพาลก็รู้ว่าตัวเป็นพาล พาลอย่างนี้ พาลสามัญยังอาจกลับตัวเป็นคนดีได้ เหมือนคนไข้ที่เป็น ๆ หาย ๆ ยังมีหวังรักษาได้ แต่ถ้าคนพาลผู้ใด ตัวเป็นพาลแล้วยังไม่ยอมรับว่าตัวเป็นพาล กลับเห็นว่าตัวเป็นบัณฑิต คนนั้นเป็นพาลถนัด ภาษาศาสนาเรียกว่า อันธพาล คำว่า อันธะ แปลว่าบอด หรือ มืด คนอันธพาลนั้น เท่ากับคนอ่อนแอด้วย แล้วยังแถมตาบอดอีกด้วย ปะเหมาะยังหลงทางในที่มืดอีกด้วย มีหวังตายในป่า

เป็นอันตกลงว่า คนพาลคือคนอ่อนแอ

ทีนี้ขอกลับไปพูดเรื่องวินัย เรื่องวินัยนี้มีอยู่ในมงคลข้อหนึ่งต่างหากแล้ว คือมงคลข้อที่ ๙ รายละเอียดทั้งปวงขอยกไปแสดงในมงคลข้อนั้น สำหรับในที่นี้ขอเพียงชี้ให้ท่านทั้งหลายได้ข้อคิดว่า วินัยเป็นเครื่องวัดคนได้อย่างไร

คำสอนทั้งสิ้นในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นของชาติใด หรือของศาสนาใดก็ตาม มีอยู่สองลักษณะเหมือนกัน คือเป็นข้อบังคับให้จำต้องทำอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งเป็นข้อเสนอแนะ ไม่บังคับ เพียงแต่บอกว่าถ้าใครทำได้แล้วดี ยกตัวอย่างทางโลก เช่นการเสียภาษีอากร เป็นเรื่องบังคับ การบริจากบำรุง สาธารณกุศล เป็นข้อเสนอแนะ ลักษณะคำสั่งสอนทั้งที่มีอยู่ทั้งทางโลกทั้งทางธรรม และมีอยู่ทุกชาติศาสนา เฉพาะในศาสนาพุทธของเรา มีคำเรียกไว้เป็นพิเศษ คือ ข้อบังคับทั้งปวง เรียกว่า วินัย

ข้อเสนอแนะทั้งปวง เรียกว่า ธรรม สำนวนทางศาสนาเวลาพูดต่อกัน เราพูดว่า ธรรมวินัย หรือ ศีลธรรม

ทีนี้เฉพาะวินัย ยักเรียกชื่อแยกออกไปอีกตามความมุ่งหมายของแต่ละเรื่อง และทางรสนิยมทางภาษา เช่นสำนวนทางศาสนาเรียกว่า วินัย กติกา อาณัติ บัญญัติ สิกขาบท เป็นต้น สำนวนทางบ้านเมืองเรียกวินัยว่า กฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง และบางทีก็เรียกวินัยตรง ๆ เช่นวินัยทหาร และวินัยข้าราชการ แต่แม้จะเรียกแยกแยะออกไปเท่าไร ก็คงรวมลงในความหมายของคำว่าวินัยทั้งหมด

วินัย นั้น โดยศัพท์ก็แปลว่า นำไป หรือ เครื่องนำไป ความหมายก็คือนำผู้รักษาวินัยไปจากชั้นหนึ่ง-สู่อีกชั้นหนึ่ง เช่นนำคนธรรมดาขึ้นสู่ความเป็นสามเณร นำสามเณรขึ้นสู่ความเป็นพระภิกษุ นำพลเรือนขึ้นสู่ความเป็นทหาร คนเราจะเปลี่ยนชั้นเปลี่ยนภูมิของตนได้ต้องอาศัยวินัยนำไป ส่วนธรรมะแปลว่า ทรงไว้ ตือดำรงไว้ ในตึกรามบ้านช่องแต่ละหลัง ย่อมมีที่อาศัยอยู่สองอย่าง คือที่อาศัยนำขึ้นไปกับที่อาศัยดำรงอยู่ ที่อาศัยนำขึ้นไป ได้แก่บันใด คนจะขึ้นจากชั้นล่างไปชั้นบนต้องขึ้นทางบันใด ส่วนที่อาศัยดำรงอยู่ได้แก่พื้นบ้าน พื้นกับบันใดต่างกันอย่างไร ท่านทั้งหลายคงจะทราบดีกันอยู่แล้ว พื้นน่ะเป็นที่ราบเรียบไปมาสะดวก ส่วนบันไม่เหมือนพื้น เขาสร้างเอาเชิงข้างหนึ่งตั้งไว้ที่พื้นล่าง เอาปลายทางทอดไว้กับพื้นชั้นบน ตรงกลางทำเป็นชั้น ๆ สำหรับเดินขึ้นเดินลง เวลาขึ้นต้องระวังมากว่าเดินบนพื้น ความแตกต่างกันระหว่างธรรมกับวินัยก็คล้ายกับพื้นและบันใดนี่แหละ ธรรมะเปรียบเหมือนพื้น เพราะเป็นที่ทรงไว้ ส่วนวินัยเปรียบเหมือนบันใด เพราะเป็นที่อาศัยนำไป

พื้นกับบันใดนั้น ใช้ตรวจสอบกำลังของคนได้ บันใดใช้ตรวจสอบกำลังคนได้ว่า ใครแข็งแรงหรืออ่อนเพลีย ขึ้นบันใดสูงไม่ได้

วินัยเป็นบันใดทางใจ คนที่กำลังใจไม่ค่อยจะดี ไม่สามารถรักษาวินัยได้ คนพาลก็เป็นคนกำลังใจอ่อนแอ ตามที่ได้บรรยายมาแล้ว เพราะอ่อนแอนั่นแหละจึงเรียกว่า พาล การที่ท่านอกิตติดาบสแนะให้ใช้วินัยเป็นเครื่องตรวจสอบคนพาล ก็เหมือนกับการแนะให้เรากำลังกายด้วยบันใดนั่นเอง

คนพาลเป็นคนปฏิบัติวินัยด้วยความลำบากยากเย็น พูดตรง ๆ คือไม่ชอบระเบียบวินัย เกลียดวินัย เกลียดคนที่ชอบถึงเรื่องวินัย เกลียดคนที่คอยจับผิดเรื่องวินัย เพราะฉะนั้นใครก็ตาม ที่ชอบประพฤติเหยียบย่ำระเบียบวินัย จะเป็นวินัยทางโลก หรือวินัยทางศาสนาก็ตาม ชอบวางตัวเป็นอริกับผู้คอยกวดขันทางวินัย รู้สึกตีบตันใจเมื่อจะต้องอยู่ในกรอบวินัย พึงสันนิษฐานว่า ผู้นั้นจิตใจอ่อนแอ กำลังทางใจน้อย นั่นแหละตรงกับบุคคลที่ทางศาสนาเรียกว่าคนพาลนั่นเอง

ลักษณะของคนพาลตามพุทธวจนะ

พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระภิกษุสงว่า ลักษณะอันเป็นเครื่องสังเกตคนพาลมี ๓ อย่าง คือ

  • ๑. ทุจฺจินฺจิตจินตี มีความคิดชั่วต่ำ
  • ๒. ทุพฺภาสิตภาสี พูดจาชั่วต่ำ
  • ๓. ทุกฺกฏกมฺมการี ชอบทำชั่วต่ำ

ความคิดชั่ว ได้แก่ มโนทุจริต คำพูดชั่วต่ำ ได้แก่ วจีทุจริต การทำชั่วต่ำ ได้แก่ กายทุจริต

ใกล้พาล

มีเรื่องจะต้องพิจารณาต่อไปคือ การคบคนพาล เพราะหลกปฎิบัติในมงคลข้อแรกนี้ คือการไม่คบคนพาล เราจะต้องทราบก่อนว่า คบ คือทำอย่างไร และมีเงื่อนไขอย่างไร การคบภาษาบาลีใช้ว่า เสวนา ชาวบ้านเราพูดกันว่าส้องเสพ คบหา สมาคม แต่ความยังมัวอยู่มาก ส้องเสพ หรือคบหาสมาคมแค่ไหนจึงจะถือว่าเข้าขั้นเสวนา ในเรื่องนี้ ท่านทั้งหลายต้องเข้าใจพฤติการณ์ ๒ อย่างก่อน คือการเข้าหากันของคนเรามี ๒ ชั้น คือ –ใกล้กัน –คบกัน ไกล้กัน หมายความว่า เดินไกล้กัน ยืนไกล้กัน นั่งไกล้กัน นอนไกล้กัน อย่างเช่น ทำงานอยู่กรมเดียวกัน เกิดอยู่บางเดียวกัน โดยสารรถขบวนเดียวกัน บวชอยู่วัดเดียวกัน หรือเป็นทหารอยู่หน่วยเดียวกัน อย่างนี้เป็นต้นเรียกว่า ไกล้กัน ภาษาบาลีว่า ปริยุปาสนะ แปลว่า เข้าไกล้กัน การไกล้กันเพียงร่างกายอย่างนี้ยังไม่แน่ใจว่าผู้นั้นคบกันหรือไม่

คบกัน หมายถึงร่วมจิตใจด้วย ละลายชีวิตจิตใจหรือนิสสัยใจคอ และศักดิ์ศรีของเราเอง เข้าหุ้นกับเขา ผสมกับเขา ปนกับเขา ต่างจากลักษณะของการไกล้กัน

ทรรศนะทางพระพุทธศาสนาถือว่า คนพาลเป็นบุคคลที่พึงรังเกียจ ที่ห้ามโดยตรงคือห้ามคบ แต่ก็มีคำสอนอยู่มากมายที่ให้หลีกเลี่ยง แม้แต่การยู่ไกล้กับคนพาล การไกล้คนพาลมีทางเสียหายหลายอย่าง เช่น

  • — อาจถูกคนพาลทำอันตราย รังแก ข่มเหง
  • — อาจถูกวิญญูชนครหา นินทา
  • — อาจพลาดพลั้งคบคนพาลเข้าจริง ๆ

— คบพาล

ที่นี้จะว่าเรื่องการคบพาล ได้แยกแยะไว้แล้วว่า คบ หมายถึงร่วมจิตร่วมใจ ถ่ายทอดเอานิสัยเข้ามาปนในใจเรา การคบของคนเราแสดงออกต่าง ๆ จะยกตัวอย่างพอให้สังเกต คบกันสถานใดบ้าง เมื่อว่าโดยย่อลักษณะของการคบ มี ๓ อย่าง คือ –การร่วม –การรับ –การให้

การร่วม หมายความว่า ตกลงปลกใจร่วมกัน ร่วมกินร่วมนอน ร่วมเที่ยว ร่วมงาน ร่วมใจ ร่วมสุขร่วมทุกข์ ร่วมพรรค ร่วมคิด ดังนี้เป็นต้น กิริยาเหล่านี้แสดงถึงการคบ แต่ต้องเล็งถึงใจร่วมด้วยเสมอ

การรับ หมายความว่า รับเป็นนาย รับเป็นลูกน้อง รับเป็นครู รับเป็นผัว รับเป็นเมีย รับเป็นผู้อุดหนุน จนกระทั่งรับเชื้อเชิญ พฤติกรรมเหล่านี้แสดงถึงการคบเหมือนกัน

การให้ หมายถึงการสนับสนุนทุกอย่าง ให้ยศ ให้ตำแหน่ง ให้บำเหน็จ ให้คำชมเชย ให้คะแนนเสียง ให้เกียรติ จนแม้แต่ปรบมือให้ ก็แสดงว่ามีพฤติการณ เป็นการคบเหมือนกัน

ที่พระพุทธองค์ทรงสอนว่า อย่าคบคนพาล ก็หมายความว่า อย่าร่วม อย่ารับ อย่าให้ แก่คนพาล ในฐานะส้องเสพคบหา ที่ท่านห้ามคบ เพราะคนพาลเป็นเสีย ตัวเขาเองก็เสียอยู่ในตัวแล้ว ใครไปคบกับคนพาล ก็เท่ากับไปถ่ายทอดเอาความเสียมาจากเขา ร่วมทางทรัพย์ก็เสียทรัพย์ ร่วมทางร่างกายก็เสียตัว ร่วมทางจิตใจก็เสียคน คนเราตกได้ทำตัวให้เสียไว้แล้ว ก็อัปปมงคลตลอดชาติ

บางคนคิดผิด คิดว่าคนพาลมีประโยชน์ในทางแผ่อำนาจ จึงแสดงความยิ่งใหญ่ด้วยการชุบเลี้ยงคนพาลไว้เป็นพวก พยายามจะฝ่าฝืนพระพุทธวจนะ ซึ่งเป็นสัจธรรมอยู่แล้ว สัจธรรมเป็นของจริง เมื่อพระองค์ตรัสว่า การคบพาลเป็นอัปปมงคล ใครคบเข้าก็เป็นอัปปมงคลเที่ยงแท้แน่นอน ท่านผู้ฟังที่มีชีวิตอยู่ในสังคมมายาวนาน ยังจำได้ในเหตุการณ์เหตุการณ์บางเรื่อง คนผู้มีอำนาจวาสนาในยุคหนึ่ง อุตส่าห็สร้างความดีไว้มากมาย มีบุญบารมีสูง ทำคุณแกก่ประเทศชาติและประชาชนอเนกอนันต์ จนเป็นที่รู้จักกันทั่วแผ่นดินไทย แต่เผลอไผลไปเอาคนพาลมาร่วมเสริมสร้างอำนาจวาสนา ในคราวเลือกตังผู้แทนราษฎรครั้งหนึ่ง ในขั้นต้นคนพาลทำให้บรรลุผลสมประสงค์ แต่แล้วความจริงย่อมเป็นความจริง พระพุทธองค์ตรัสว่า คนพาลเป็นอัปปมงคล ผู้คบพาลย่อมอัปปางเพราะคนพาล เดือดร้อนเพราะคนพาลอย่างสาหัส ซึ่งนักประวัติศาสตร์จะเป็นผู้บอกกล่าวเรื่องนี้แก่อนุชนสืบไป

ความจริงมีอยู่ว่า ความรุ่งโรจน์ที่ได้จากกำลังพาล เป็นความรุ่งโรจน์ที่แฝงไว้ด้วยความหายนะอับเฉา คนโฉนเขลาเท่านั้นจะพึงยินยล เพราะมันเป็นความรุ่งโรจน์รุ่งเรืองวาระสุดท้าย ก่อนที่ความหายนะจะมาถึง เช่นเดียวกับไฟที่ลุกไหม้บ้านเรือน มันให้แสงสว่างไสวทั่วบริเวณ แต่แสงสว่างที่เกิดจากเปลวไฟไหม้บ้านเรานั้น ไม่มีคนฉลาดคนใดหลงยินดี เพราะมันเป็นแสงสว่างที่แฝงไว้ด้วยความหายนะของเราเอง มันเป็นแสงสว่างชั่วครู่ที่จะนำความมืดมนมาสู่ชั่วกาลนาน

เช่นเดียวกันนั้นเหละ ท่านทั้งหลาย จำไว้ว่าคนพาลทำให้เรามีหน้ามีตา แต่ทำโดยวิธีเอาหน้าเราไปเที่ยวขายกิน คนพาลทำให้เราชนะใครสักคนหนึ่ง แต่ทำโดยวิธีทำให้เราพ่ายแพ้แก่มหาชนและตัวเราเอง คนพาลชอบแผ่อิทธพลความยิ่งใหญ่ให่เรา แต่แผ่โดยวิธีทำให้คนทั้งหลายเหม็นเบื่อและสาปแช่งทุกมุมเมือง อย่ายินดีกับแสงสว่าจากไฟไหม้บ้านเราเอง อย่าหลงไหลกับความยิ่งใหญ่ที่ได้จากคนพาล รักตัวกลัวหายนะก็อย่าคบกับคนพาล และระมัดระวังอย่างยิ่งคือ ระวังตัวเราเองจะเป็นคนพาล

ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนา–

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube