คู่มืออุปสมบทวิธี แบบคณะธรรมยุต
เรียบเรียงโดย
พระครูนิรมิตวิทยากร (วิทยา กิจฺจวิชฺโช)
เจ้าอาวาสวัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน
เจ้าคณะอำเภอแม่อาย (ธรรมยุต) และ พระอุปัชฌาย์
สารบัญขั้นตอนการอุปสมบท
- อุปสมบทวิธีแบบคณะธรรมยุต (การเตรียมตัว)
- คำขอบรรพชาอุปสมบท
- คำขอสรณะและศีล
- คำขอนิสัย
- การบอกสมณบริขาร (บาตร จีวร)
- พิธีอุปสมบทกรรม (นาคเดี่ยว)
- พิธีอุปสมบทกรรม (นาคคู่)
- คำบอกอนุศาสน์ (นิสัย ๔ และ อกรณียะ ๔)
- การเปลี่ยนวิภัตติฉายาที่ยาก ๆ
- แบบพระอุปัชฌาย์สอนนาค
- คำขอบวชชี พราหมณ์ / แสดงตนเป็นอุบาสก อุบาสิกา / ขอขมา / ลาสิกขา
อุปสมบทวิธี แบบคณะธรรมยุต
กุลบุตรผู้มีศรัทธาและเลื่อมใส เกิดฉันทะจะบรรพชาและอุปสมบท พึงทำตนให้พ้นจากอุปสรรค คือข้อติดขัด เป็นต้นว่า มีโรคต้องห้าม มีหนี้สิน มีคดีเกี่ยวในศาล ไม่ได้รับอนุญาตแห่งบิดามารดา ไม่ได้รับอนุญาตแห่งมูลนาย ไม่ได้รับอนุญาตแห่งเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น และพึงทำตนให้พ้นจากปลิโพธ คือข้อกังวล เป็นต้นว่า ครอบครัว การงาน บ้านเรือนและทรัพย์สมบัติ เตรียมตัวเสร็จแล้วถึงวันกำหนด พึงไปสู่อาราม เข้าในอุโบสถ บูชาพระรัตนตรัย เมื่อพระสงฆสันนิบาตแล้ว พึงเข้าขอบรรพชา เพื่อสำเร็จเป็นสามเณรในเบื้องต้นตามธรรมเนียมก่อน พึงรับผ้าไตรอุ้มประณมมือ เข้าไปในสงฆสันนิบาต วางผ้าไตรไว้ข้างตัวด้านซ้าย รับเครื่องสักการะถวายพระอุปัชฌายะแล้ว กราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ คือ จดหน้าผาก ฝ่ามือทั้งสองข้าง เข่าทั้งสอง ลงที่พื้น ๓ ครั้ง แล้วนั่งคุกเข่าอุ้มผ้าไตรประณมมือ เปล่งวาจาถึงสรณะ และขอบรรพชาด้วยคำมคธ (ไม่ต้องว่าคำแปล) ดังนี้ :-
คำขอบรรพชาอุปสมบท
เอสาหัง (ซ่า-ฮัง) ภันเต, สุจิระปะรินิพพุตัมปิ, ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ (ซัง-ก๊ะ-จ์ยะ). ละเภยยาหัง ภันเต, ตัสสะ ภะคะวะโต, ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง (บั๊ด-จ์ยัง), ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง (ฮั่ง-ซัม-ดัง-ก๊ะ)
ทุติยัมปาหัง ภันเต, สุจิระปะรินิพพุตัมปิ, ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ. ละเภยยาหัง ภันเต, ตัสสะ ภะคะวะโต, ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง, ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง.
ตะติยัมปาหัง ภันเต, สุจิระปะรินิพพุตัมปิ, ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ. ละเภยยาหัง ภันเต, ตัสสะ ภะคะวะโต, ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง, ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง.
อะหัง ภันเต, ปัพพัชชัง ยาจามิ. อิมานิ กาสายานิ วัตถานิ คะเหต์วา (ท่า-ก๊ะเห็ดต์วา), ปัพพาเชถะ (บา-จ์เย) มัง ภันเต, อะนุกัมปัง อุปาทายะ (ดา-ซ่า).
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต, ปัพพัชชัง ยาจามิ. อิมานิ กาสายานิ วัตถานิ คะเหต์วา, ปัพพาเชถะ มัง ภันเต, อะนุกัมปัง อุปาทายะ.
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต, ปัพพัชชัง ยาจามิ. อิมานิ กาสายานิ วัตถานิ คะเหต์วา, ปัพพาเชถะ มัง ภันเต, อะนุกัมปัง อุปาทายะ.
(คำแปล) ท่านเจ้าข้า, ข้าพเจ้าถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น แม้ปรินิพพานนานแล้ว, กับทั้งพระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะ ที่เคารพนับถือ. ท่านเจ้าข้า ขอข้าพเจ้าพึงได้บรรพชา, พึงได้อุปสมบท, ในพระธรรมวินัย ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
แม้ครั้งที่สอง ท่านเจ้าข้า, ข้าพเจ้าถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า.. เป็นสรณะ ฯลฯ
แม้ครั้งที่สาม ท่านเจ้าข้า, ข้าพเจ้าถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า…….เป็นสรณะ ฯลฯ
ท่านเจ้าข้า, ข้าพเจ้าขอบรรพชา. ขอท่าน โปรดรับผ้ากาสายะเหล่านี้, แล้วยังข้าพเจ้าให้บรรพชาเถิด เจ้าข้า.
แม้ครั้งที่สอง ท่านเจ้าข้า, ข้าพเจ้าขอบรรพชา ขอท่านโปรดรับผ้ากาสายะเหล่านี้, ฯลฯ
แม้ครั้งที่สาม ท่านเจ้าข้า, ข้าพเจ้าขอบรรพชา ขอท่านโปรดรับผ้ากาสายะเหล่านี้, ฯลฯ
หมายเหตุ:
๑. ถ้าจักบวชเป็นเพียงสามเณรเท่านั้น ไม่ต้องว่า ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง.
๒. อักษรที่มีขีดเส้นใต้ ตัว ภ, ธ ให้ออกเสียง กล้ำ ห เป็น ภห, ธห คือ มีสะเทือนลงในลำคอ ตัว ณ ให้ออกเสียงขึ้นนาสิก, ตัว ค ให้ออกเสียง ก กล้ำ ง เป็น กง, ตัว ช ให้ออกเสียง จ กล้ำ ย เป็น จย พึงรู้อย่างนี้ทุกที่ไป, เครื่องหมายนี้ ( ) อยู่เหนืออักษรตัวใด ให้ออกเสียง “อะ” เพียงครึ่งเสียง แต่ต้องว่าให้เร็วและเบา
ในลำดับนั้น พระอุปัชฌายะ พึงรับผ้าไตรจากปัพพัชชาเปกขะ คือ ผู้มุ่งบรรพชา มาวางไว้ตรงหน้าตัก แล้วพึงสอนปัพพัชชาเปกขะ กล่าวถึงพระรัตนตรัย อันเป็นหลักสำคัญแห่งพระธรรมวินัย แนะนำให้น้อมใจด้วยศรัทธาเลื่อมใส ถือเอาเป็นสรณะ แสดงให้รู้จักประโยชน์แห่งการบวช และบอกตจปัญจกกัมมัฏฐาน (กัมมัฏฐานมีหนังเป็นที่ห้า) ให้ไว้คำนึงเป็นจิตตภาวนา อธิบายให้รู้ความ พึงว่านำให้ปัพพัชชาเปกขะ ว่าตามไปทีละบท โดยบทบาลี ดังนี้ :-
เกสา, โลมา, นะขา, ทันตา, ตะโจ. นี้เรียกว่า อนุโลม คือว่าไปตามลำดับ แล้วถอยกลับเข้ามาเป็นปฏิโลม ว่า ตะโจ, ทันตา, นะขา, โลมา, เกสา.
ครั้นสอนแล้ว พระอุปัชฌายะ พึงชักอังสะออกจากไตร ห่มให้ปัพพัชชาเปกขะและมอบผ้ากาสายะให้ วางไว้บนมือ เอามือจับผ้าไตร บอกวิธีครองผ้าครบไตรจีวร
“จงถือเอาผ้ากาสายะเหล่านี้ออกไป เอาสบงคลี่อ้อมตัว จับชายทั้งสองให้เสมอกัน ม้วนซ้ายเข้ามา ข้างบนนุ่งเหน็บปิดสะดือ ข้างล่างปกหัวเข่าลงไปเพียงครึ่งแข้ง เอาประคตเอวคาด แล้วเอาจีวรคลี่อ้อมตัว จับชายทั้งสองให้เสมอกัน ม้วนซ้ายเข้ามาดุจเดียวกัน ข้างบนห่มปิดบ่าซ้าย เปิดบ่าขวา เอาสังฆาฏิพาด แล้วเข้ามากราบไหว้ ภิกษุทั้งหลาย ขอสรณคมน์และศีล ให้สำเร็จสามเณรบรรพชาตามพระพุทธานุญาตต่อไป”
ส่งปัพพัชชาเปกขะออกไปครองผ้า ถ้าสั่งภิกษุรูปหนึ่งช่วยครองให้ จักเป็นการสะดวก. ฝ่ายปัพพัชชาเปกขะอันพระอุปัชฌายะส่งกลับออกไป พึงอุ้มผ้ากาสายะอันท่านมอบให้นั้น ประณมมือถอยหลังออกมาพอควรแล้ว หันหน้ากลับออกไป ยืนครองผ้าในที่ควรส่วนหนึ่ง ตามวิธีอันพระอุปัชฌายะสั่งนั้น ครั้นเสร็จแล้ว พึงเข้าไปหาพระอาจารย์ ผู้นั่งคอยท่าอยู่ข้างท้ายสงฆสันนิบาต รับเครื่องสักการะถวายท่านแล้ว กราบลง ๓ หน นั่งคุกเข่าประณมมือ เปล่งวาจาขอสรณะ และศีล ว่าดังนี้ :-
คำขอสรณะและศีล
อะหัง ภันเต, สะระณะสีลัง ยาจามิ.
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต, สะระณะสีลัง ยาจามิ.
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต, สะระณะสีลัง ยาจามิ.
(คำแปล) ข้าพเจ้าขอสรณะและศีล เจ้าข้า.
แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอสรณะและศีล เจ้าข้า.
แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอสรณะและศีล เจ้าข้า.
ลำดับนั้น พระอาจารย์พึงกล่าวว่า “จงตั้งใจนอบน้อม พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พึงว่าตามบท นโม ดังนี้” แล้วกล่าวคำนมัสการนำ ให้ปัพพัชชาเปกขะ ว่าตาม
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ.
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ.
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ.
แต่นั้น พระอาจารย์พึงสั่งด้วยคำว่า “เอวัง วะเทหิ” (เจ้าจงว่าอย่างนี้) หรือ “ยะมะหัง วะทามิ ตัง วะเทหิ” (เจ้าจงว่าตามเรา) คำใดคำหนึ่ง อย่าว่าควบกัน. ปัพพัชชาเปกขะ พึงรับว่า “อามะ ภันเต” (ขอรับ เจ้าข้า) พระอาจารย์พึงบอกแก่ ปัพพัชชาเปกขะ ให้อธิษฐานใจถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ พึงสอนว่า
“จงตั้งใจถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก จงตั้งใจถึงพระธรรมว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก จงตั้งใจถึงพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก แม้ในวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ ก็พึงตั้งใจอย่างนั้น”
แล้วนำให้เปล่งวาจาว่า สรณคมน์ ตามไปทีละพากย์ ดังนี้ :-
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ.
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ.
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ.
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ.
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ.
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ.
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ.
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ.
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ.
เมื่อจบสรณคมน์แล้ว พระอาจารย์พึงบอกว่า “สะระณะคะมะนัง นิฏฐิตัง” (ถึงสรณะเสร็จแล้ว) ปัพพัชชาเปกขะ พึงรับว่า “อามะ ภันเต” (ขอรับ เจ้าข้า)
แต่นั้น พระอาจารย์พึงบอกให้รู้ว่า “บรรพชาเป็นสามเณรสำเร็จด้วยสรณคมน์เพียงเท่านี้ สิกขาบทอันพึงศึกษาตามพระพุทธบัญญัติ ๑๐ ประการ จงศึกษาตามไปโดยบทบาลีดังนี้ก่อน” ให้สามเณร ว่าตามไปทีละสิกขาบท ดังนี้ :-
ปาณาติปาตา เวระมะณี
อะทินนาทานา เวระมะณี
อะพรัห์มะจะริยา เวระมะณี
มุสาวาทา เวระมะณี
สุรา เมระยะ มัชชะ ปะมาทัฏฐานา เวระมะณี.
วิกาละโภชะนา เวระมะณี
นัจจะ คีตะ วาทิตะ วิสูกะทัสสะนา เวระมะณี.
มาลา คันธะ วิเลปะนะ ธาระณะ มัณฑะนะ วิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี .
อุจจาสะยะนะ มะหาสะยะนา เวระมะณี
ชาตะรูปะ ระชะตะ ปะฏิคคะหะณา เวระมะณี
อิมานิ ทะสะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ. (ว่า ๓ หน)
[ เสร็จแล้วพึงกราบลง ๓ หน ]
คำขอนิสัย
ในลำดับนั้น สามเณรพึงรับบาตรอุ้มเข้าไปหาพระอุปัชฌายะในสงฆสันนิบาต วางไว้ข้างตัวด้านซ้าย รับเครื่องสักการะถวายท่าน แล้วกราบลง ๓ หน นั่งคุกเข่าประณมมือ กล่าวคำขอนิสัย ว่า ดังนี้ :-
อะหัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามิ.
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามิ.
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามิ.
แล้วว่า :-
อุปัชฌาโย เม ภันเต โหหิ. (ว่า ๓ หน)
(คำแปล) ข้าพเจ้าขอนิสัย เจ้าข้า
แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอนิสัย เจ้าข้า
แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอนิสัย เจ้าข้า.
ขอท่านเป็นอุปัชฌายะ ของข้าพเจ้าเถิด เจ้าข้า
พระอุปัชฌายะพึงกล่าวบทรับว่า “โอปายิกัง” (ชอบด้วยอุบาย) “ปะฏิรูปัง” (สมควร) “ปาสาทิเกนะ สัมปาเทหิ” (จงให้ถึงพร้อมด้วยอาการอันน่าเลื่อมใส) แต่ละบท เว้นระยะให้สามเณรตอบรับว่า “สาธุ ภันเต” (ดีละ เจ้าข้า) ทุกบทไป.
แต่นั้นสามเณรพึงกล่าวรับเป็นธุระให้ท่านสืบไป ว่าดังนี้ :-
อัชชะตัคเคทานิ เถโร (จ์ยะ-เก-ดา-เท่), มัย์หัง ภาโร (ห์ยั้ง), อะหัมปิ เถรัสสะ ภาโร (ฮัม-เท่). (ว่า ๓ หน)
[ เสร็จแล้วกราบลง ๓ หน]
(คำแปล) ตั้งแต่วันนี้ไป พระเถระย่อมเป็นภาระของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าย่อมเป็นภาระของพระเถระ
ในลำดับนั้น พระอุปัชฌายะพึงบอกแก่สามเณรผู้เป็นอุปสัมปทาเปกขา คือผู้มุ่งอุปสมบทว่า “บัดนี้ เป็นเวลาที่พระสงฆ์จะทำอุปสมบทกรรม คือสวดประกาศกันและกัน ยกตัวเธอให้เป็นอุปสัมบันภิกษุในพระพุทธศาสนา และในกรรมวาจาที่จะสวดประกาศนั้น จะต้องออกชื่อผู้อุปสมบทด้วย ออกชื่ออุปัชฌายะด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อท่านถามว่า “กินนาโมสิ” เธอชื่ออะไร ก็พึงหมายเอาตัวเธอ แล้วตอบว่า “อะหัง ภันเต สุภัทโท นามะ” ข้าพเจ้าชื่อ สุภัททะ เมื่อท่านถามถึงชื่ออุปัชฌายะว่า “โกนามะ เต อุปัชฌาโย” อุปัชฌายะของเธอชื่ออะไร ก็พึงหมายเอาตัวเรา แล้วตอบว่า “อุปัชฌาโย เม ภันเต อายัส์มา กิจจะวิชโช นามะ” อุปัชฌายะของข้าพเจ้าชื่อ ท่าน กิจจะวิชชะ
“เมื่อท่านจะบอก บาตร จีวร ซึ่งสำหรับเป็นสมณบริขารไปในภายหน้าว่า สิ่งนี้ชื่อนี้ สิ่งนี้ชื่อนี้ ด้วยมคธภาษา ก็จงรับว่า “อามะ ภันเต” “อามะ ภันเต” แล้วจำชื่อนั้น ๆ ไว้ใช้ในอธิษฐานกิจในพระพุทธศาสนาต่อไป”
การบอกสมณบริขาร
ในลำดับนั้น พระอาจารย์ผู้จะสวดกรรมวาจา พึงเอาบาตรมีสายโยคคล้องตัวอุปสัมปทาเปกขะ สะพายแล่งทางบ่าซ้าย ยังตัวบาตรให้อยู่ตรงหลัง แล้วบอกบาตร จีวร และอุปสัมปทาเปกขะพึงรับคำว่าดังนี้ :-
อะยันเต ปัตโต. (นี้ บาตรของเจ้า) — อามะ ภันเต. (ขอรับ เจ้าข้า.)
อะยัง สังฆาฏิ. (นี้ ผ้าทาบ.) — อามะ ภันเต. (ขอรับ เจ้าข้า.)
อะยัง อุตตะราสังโค. (นี้ ผ้าห่ม) — อามะ ภันเต. (ขอรับ เจ้าข้า.)
อะยัง อันตะระวาสะโก. (นี้ ผ้านุ่ง) — อามะ ภันเต. (ขอรับ เจ้าข้า.)
แต่นั้น พระอาจารย์พึงสั่งอุปสัมปทาเปกขะให้ออกไปยืนข้างนอก ด้วยคำว่า “คัจฉะ อะมุม์หิ โอกาเส ติฏฐาหิ” “เจ้าจงไปยืน ณ โอกาสโน้น”
อุปสัมปทาเปกขะ พึงถอยหลังออกไปพอควร แล้วลุกยืนหันหน้าเดินออกไป ยืนห่างจากหัตถบาสสงฆ์ตั้งแต่ ๑๒ ศอกออกไป หันหน้าเข้ามาทางสงฆ์ ประณมมือ. ยืนที่ไหน ห่างเท่าไรพอดี อาจรู้ง่าย ด้วยเขาปูผ้าไว้สำหรับพระอาจารย์ออกไปสอน ยืนทำผ้าไว้ข้างหน้ากะระยะว่า เมื่อพระอาจารย์ออกไปยืนบนผ้าแล้ว จักได้หัตถบาสกัน คือห่างกันระยะ ๑ ศอก พึงระวังอย่าเดินเหยียบผ้า พึงหลีกอ้อมผ้าไป อย่ายืนบนผ้า.
พิธีอุปสมบทกรรม (นาคเดี่ยว)
เมื่ออุปสัมปทาเปกขะ ออกไปยืนนอกสงฆสันนิบาตแล้ว ในลำดับนั้น พระกรรมวาจาจารย์ และพระอนุสาวนาจารย์ พึงกราบพระรัตนตรัย ๓ หน แล้วนั่งคุกเข่าประณมมือ เปล่งคำนมัสการดังนี้ :-
๑. นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ, (หยุด)
๒. ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ, (หยุด)
๓. นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, (หยุด)
๔. อะระหะโต สัมมา, (หยุด)
๕. สัมพุทธัสสะ. (หยุด)
แล้วนั่งราบประณมมือ สวดกรรมวาจา สมมติตนเป็นผู้สอนซ้อมอุปสัมปทาเปกขะ ว่าดังนี้ :-
(อุปสัมปทาเปกขะ ชื่อ “สุภัททะ” อุปัชฌายะ ชื่อ “กิจจะวิชชะ”)
คำสมมติตนเพื่อสอนซ้อม (นาคเดี่ยว)
สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ. สุภัทโท, อายัส์มะโต กิจจะวิชชัสสะ อุปะสัมปะทาเปกโข. ยะทิ สังฆัสสะ ปัตตะกัลลัง, อะหัง สุภัททั้ง อะนุสาเสยยัง.
(คำแปล) ขอพระสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สุภัททะ เป็นอุปสัมปทาเปกขะ ของท่าน กิจจะวิชชะ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว, ข้าพเจ้าจะพึงสอนซ้อม สุภัททะ
แต่นั้น พระอาจารย์พึงออกจากสงฆสันนิบาตไปยืนบนอาสนะที่ปูไว้นั้น แล้วสอนซ้อมอุปสัมปทาเปกขะ ถามถึงอัตรายิกธรรม เมื่อท่านถาม พึงรับว่า “นัตถิ ภันเต” ๕ หน “อามะ ภันเต” ๘ หน คำสอนซ้อมว่าดังนี้ :-
คำสอนซ้อม
สุณะ สุภัททะ, อะยันเต สัจจะกาโล ภูตะกาโล. ยัง ชาตัง ตัง สังฆะมัชเฌ ปุจฉันเต, สันตัง อัตถีติ วัตตัพพัง อะสันตัง นัตถีติ วัตตัพพัง. มา โข วิตถาสิ. มา โข มังกุ อะโหสิ. เอวันตัง ปุจฉิสสันติ. สันติ์ เต เอวะรูปา อาพาธา ?
(คำแปล) แน่ะ สุภัททะ เจ้าฟังนะ, นี้เป็นกาลสัตย์ เป็นกาลจริงของเจ้า. เมื่อท่านถามในท่ามกลางสงฆ์ ถึงสิ่งอันเกิดแล้ว, มีอยู่ พึงกล่าวว่า มี. ไม่มี พึงกล่าวว่า ไม่มี. เจ้าอย่าได้กระดากแล้วแล. เจ้าอย่าได้เป็นผู้เก้อแล้วแล. ภิกษุทั้งหลาย จักถามเจ้าอย่างนี้ อาพาธเหมือนอย่างนี้ ของเจ้า มีหรือ ?
คำสวดขอเรียกอุปสัมปทาเปกขะเข้ามา (นาคเดี่ยว)
สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ. สุภัทโท, อายัส์มะโต กิจจะวิชชัสสะ อุปะสัมปะทาเปกโข. อะนุสิฏโฐ โส มะยา. ยะทิ สังฆัสสะ ปัตตะกัลลัง, สุภัทโท อาคัจเฉยยะ.
(พระอาจารย์พึงหันหน้าออกไปทางอุปสัมปทาเปกขะ เรียกมาด้วยคำว่า “อาคัจฉาหิ” “เจ้าจงมา”)
คำขออุปสมบทเดี่ยว
ในลำดับนั้น อุปสัมปทาเปกขะพึงเข้าไปในสงฆสันนิบาต กราบสงฆ์ ๓ หน ตรงพระอุปัชฌายะ พระอาจารย์ หรือภิกษุอื่น ดึงจับสายโยคบาตรไว้ เพื่อบาตรไม่โขกอุปสัมปทาเปกขะ แล้วพึงนั่งคุกเข่า ประณมมือ เปล่งวาจาขออุปสมบท ว่าดังนี้ :-
สังฆัมภันเต อุปะสัมปะทัง ยาจามิ. อุลลุมปะตุ มัง ภันเต, สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ.
(ซึ่ง-ซัง-ซั่ม-ดัง-ดา)
ทุติยัมปิ ภันเต, สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามิ. อุลลุมปะตุ มัง ภันเต, สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ.
ตะติยัมปิ ภันเต, สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามิ. อุลลุมปะตุ มัง ภันเต, สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ.
(คำแปล) ข้าพเจ้าขออุปสมบทต่อสงฆ์ เจ้าข้า. ขอสงฆ์โปรดยกข้าพเจ้าขึ้นเถิด เจ้าข้า.
แม้ครั้งที่สอง… แม้ครั้งที่สาม…
ถ้าอุปสมบทคู่ ให้เปลี่ยน “ยาจามิ” เป็น “ยาจามะ” และเปลี่ยน “มัง” เป็น “โน”
คำพระอุปัชฌายะกล่าวเผดียงสงฆ์ (นาคเดี่ยว)
อิทานิ โข อาวุโส อะยัง สุภัทโท นามะ สามะเณโร มะมะ อุปะสัมปะทาเปกโข อุปะสัมปะทัง อากังขะมาโน สังฆัง ยาจะติ. อะหัง สัพพะมิมัง สังฆัง อัชเฌสามิ, สาธุ อาวุโส สัพโพยัง สังโฆ, อิมัง สุภัททั้ง นามะ สามะเณรัง อันตะรายิเก ธัมเม ปุจฉิต์วา, ตัตถะ ปัตตะกัลละตัง ญัต์วา, ญัตติจะตุตเถนะ กัมเมนะ อะกุปเปนะ ฐานาระเหนะ อุปะสัมปาเทมาติ กัมมะสันนิฏฐานัง กะโรตุ.
(คำแปล) บัดนี้แล เธอ สามเณรชื่อ สุภัททะ ผู้นี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะของข้าพเจ้า หวังอุปสมบท ขอต่อสงฆ์ ข้าพเจ้าขอเผดียงสงฆ์ทั้งปวงนี้, ขอสงฆ์ทั้งปวงนี้ ถามอันตรายิกธรรมต่อสามเณรชื่อ สุภัททะ ผู้นี้แล้ว, รู้ความพร้อมพรั่งถึงที่แล้วในอุปสมบทกรรมนั้นแล้ว, จงทำความตกลงในกรรมว่า เราทั้งหลาย อุปสมบทด้วยกรรมมีกรรมวาจาทั้งญัตติด้วย เป็นที่สี่ อันไม่กำเริบควรแก่ฐานะ
ถ้ามีภิกษุแก่พรรษากว่าอยู่ในสงฆสันนิบาต พึงว่า “ภันเต” แทน “อาวุโส”
คำสมมติตนเพื่อถามอันตรายิกธรรม (นาคเดี่ยว)
สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ. อะยัง สุภัทโท, อายัส์มะโต กิจจะวิชซัสสะ อุปะสัมปะทาเปกโข. ยะทิ สังฆัสสะ ปัตตะกัลลัง, อะหัง สุภัททั้ง อันตะรายิเก ธัมเม ปุจเฉยยัง.
คำถามอันตรายิกธรรมในท่ามกลางสงฆ์
สุณะ สุภัททะ, อะยันเต สัจจะกาโล ภูตะกาโล, ยัง ชาตัง ตัง ปุจฉามิ, สันตัง อัตถีติ วัตตัพพัง อะสันตัง นัตถีติ วัตตัพพัง. สันติ์ เต เอวะรูปา อาพาธา ? (แล้วถามเหมือนตอนสอนซ้อม ๑๓ ข้อ)
คำสวดกรรมวาจาอุปสมบทเดี่ยว
สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ. อะยัง สุภัทโท, อายัส์มะโต กิจจะวิชซัสสะ อุปะสัมปะทาเปกโข. ปะริสุทโธ อันตะรายิเกหิ ธัมเมหิ ปะริปุณณัสสะ ปัตตะจีวะรัง, สุภัทโท สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจะติ, อายัส์มะตา กิจจะวิชเชนะ อุปัชฌาเยนะ.
ยะทิ สังฆัสสะ ปัตตะกัลลัง, สังโฆ สุภัททั้ง อุปะสัมปาเทยยะ, อายัส์มะตา กิจจะวิชเชนะ อุปัชฌาเยนะ. เอสา ญัตติ.
สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ. อะยัง สุภัทโท, อายัส์มะโต กิจจะวิชซัสสะ อุปะสัมปะทาเปกโข. ปะริสุทโธ อันตะรายิเกหิ ธัมเมหิ ปะริปุณณัสสะ ปัตตะจีวะรัง. สุภัทโท สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจะติ, อายัส์มะตา กิจจะวิชเชนะ อุปัชฌาเยนะ. สังโฆ สุภัททั้ง อุปะสัมปาเทติ, อายัส์มะตา กิจจะวิชเชนะ อุปัชฌาเยนะ. ยัสสายัส์มะโต ขะมะติ. สุภัททัสสะ อุปะสัมปะทา, อายัส์มะตา กิจจะวิชเชนะ อุปัชฌาเยนะ. โส ตุณ์หัสสะ. ยัสสะ นะ ขะมะติ, โส ภาเสยยะ.
ทุติยัมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ. สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ. อะยัง สุภัทโท, อายัส์มะโต กิจจะวิซซัสสะ อุปะสัมปะทาเปกโข… ฯลฯ …โส ภาเสยยะ.
ตะติยัมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ. สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ. อะยัง สุภัทโท, อายัส์มะโต กิจจะวิชซัสสะ อุปะสัมปะทาเปกโข… ฯลฯ …โส ภาเสยยะ.
อุปะสัมปันโน สังเฆนะ, สุภัทโท อายัส์มะตา กิจจะวิชเชนะ อุปัชฌาเยนะ. ขะมะติ สังฆัสสะ. ตัส์มา ตุณ์หี. เอวะเมตัง ธาระยามิ.
ในคำบาลีที่ลง ฯลฯ หมายละความไว้ จงสวดให้เต็ม. วาจาแรกเรียกญัตติ คือคำนัด วาจาอีกสาม เรียก อนุสาวนา คือ คำประกาศ ต้องสวดให้เต็ม ทำบกพร่องไม่ได้ เพราะอุปสมบทต้องทำด้วยญัตติจตุตถกรรม ความเป็นภิกษุสำเร็จบริบูรณ์ เมื่อเวลาที่สวดจบคำว่า “โสภาเสยยะ” ในคำอนุสาวนา ที่ ๓
เพียงเท่านี้ อุปสัมปทาเปกขะนั้น เป็นอุปสัมบัน คือเป็น ภิกษุ มีสังวาสด้วยสงฆ์ คือ อยู่ด้วยกันได้ พระอาจารย์พึงปลดบาตรออก ภิกษุใหม่พึงกราบลง ๓ หน แล้วเข้านั่งในสงฆสันนิบาตข้างท้าย เป็นอันว่า สงฆ์รับเข้าหมู่แล้ว ในลำดับนั้น พระอุปัชฌายะพึงบอกอนุศาสน์แก่ภิกษุใหม่ ตามธรรมเนียม เมื่อจบอนุศาสน์ ภิกษุใหม่ พึงรับว่า “อามะ ภันเต” “ขอรับ เจ้าข้า” แล้วกราบ ๓ หน เสร็จพิธีอุปสมบทเท่านี้
แบบสวดกรรมวาจาอุปสมบทคู่
ถ้าจะให้บรรพชาและอุปสมบทพร้อมกันคราวละ ๒ รูป หรือ ๓ รูป พึงให้ขอบรรพชาพร้อมกัน ให้รับสรณคมน์และศีลแยกกัน ให้ขอนิสัยคราวละรูป บอกบาตร จีวร สอนซ้อม และถามอันตรายิกธรรม คราวละรูป ขออุปสมบทพร้อมกัน สวดกรรมวาจาทุกอย่างในคราวเดียวกัน จักแสดงกรรมวาจาอุปสมบท ๒ รูป ให้ชื่อประกอบไว้เป็นตัวอย่าง อุปสัมปทาเปกขะชื่อ ปุณณะ และ สุภะ อุปัชฌายะชื่อ กิจจะวิชชะ
คำสวดสมมติตนเพื่อสอนซ้อม (นาคคู่)
สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ. ปุณโณ จะ สุโภ จะ อายัส์มะโต กิจจะวิชชัสสะ อุปะสัมปะทาเปกขา. ยะทิ สังฆัสสะ ปัตตะกัลลัง, อะหัง ปุณณัญจะ สุภัญจะ อะนุสาเสยยัง.
คำสอนซ้อม
สุณะ ปุณณะ, อะยันเต สัจจะกาโล ภูตะกาโล. ยัง ชาดัง ตัง สังฆะมัชเฌ ปุจฉันเต, สันตัง อัตถีติ วัตตัพพัง อะสันตัง นัตถีติ วัตตัพพัง. มา โข วิตถาสิ. มา โข มังกุ อะโหสิ. เอวันตัง ปุจฉิสสันติ. สันติ์ เต เอวะรูปา อาพาธา ? (ถามเหมือนกับอุปสมบทเดี่ยวทีละรูป)
คำสวดขอเรียกอุปสัมปทาเปกขะเข้ามา (นาคคู่)
สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ. ปุณโณ จะ สุโภ จะ อายัส์มะโต กิจจะวิชชัสสะ อุปะสัมปะทาเปกขา. อะนุสิฏฐา เต มะยา. ยะทิ สังฆัสสะ ปัตตะกัลลัง, ปุณโณ จะ สุโภ จะ อาคัจเฉยยุง.
(คำเรียกว่า “อาคัจฉะถะ”)
คำขออุปสมบทคู่
สังฆัมภันเต อุปะสัมปะทัง ยาจามะ. อุลลุมปะตุ โน ภันเต, สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ.
ทุติยัมปิ ภันเต, สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามะ. อุลลุมปะตุ โน ภันเต, สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ.
ตะติยัมปิ ภันเต, สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามะ. อุลลุมปะตุ โน ภันเต, สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ.
คำพระอุปัชฌายะกล่าวเผดียงสงฆ์ (นาคคู่)
อิทานิ โข อาวุโส อะยัญจะ ปุณโณ นามะ สามะเณโร, อะยัญจะ สุโภ นามะ สามะเณโร. มะมะ อุปะสัมปะทาเปกขา. อุปะสัมปะทัง อากังขะมานา, สังฆัง ยาจันติ. อะหัง สัพพะมิมัง สังฆัง อัชเฌสามิ, สาธุ อาวุโส สัพโพยัง สังโฆ, อิมัญจะ ปุณณัง นามะ สามะเณรัง, อิมัญจะ สุภัง นามะ สามะเณรัง, อันตะรายิเก ธัมเม ปุจฉิต์วา, ตัตถะ ปัตตะกัลละตัง ญัต์วา, ญัตติจะตุตเถนะ กัมเมนะ อะกุปเปนะ ฐานาระเหนะ อุปะสัมปาเทมาติ กัมมะสันนิฏฐานัง กะโรตุ.
คำสมมติตนเพื่อถามอันตรายิกธรรม (นาคคู่)
สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ. อะยัญจะ ปุณโณ อะยัญจะ สุโภ, อายัส์มะโต กิจจะวิชชัสสะ อุปะสัมปะทาเปกขา. ยะทิ สังฆัสสะ ปัตตะกัลลัง, อะหัง ปุณณัญจะ สุภัญจะ อันตะรายิเก ธัมเม ปุจเฉยยัง.
(แล้วสอบถามทีละรูป เหมือนอุปสมบทเดี่ยว)
คำสวดกรรมวาจาอุปสมบทคู่
สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ. อะยัญจะ ปุณโณ อะยัญจะ สุโภ, อายัส์มะโต กิจจะวิชชัสสะ อุปะสัมปะทาเปกขา. ปะริสุทธา อันตะรายิเกหิ ธัมเมหิ ปะริปุณณะมิเมสัง ปัตตะจีวะรัง. ปุณโณ จะ สุโภ จะ สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจันติ, อายัส์มะตา กิจจะวิชเชนะ อุปัชฌาเยนะ, ยะทิ สังฆัสสะ ปัตตะกัลลัง, สังโฆ ปุณณัญจะ สุภัญจะ อุปะสัมปาเทยยะ, อายัส์มะตา กิจจะวิชเชนะ อุปัชฌาเยนะ. เอสา ญัตติ.
สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ. อะยัญจะ ปุณโณ อะยัญจะ สุโภ, อายัส์มะโต กิจจะวิชชัสสะ อุปะสัมปะทาเปกขา. ปะริสุทธา อันตะรายิเกหิ ธัมเมหิ ปะริปุณณะมิเมสัง ปัตตะจีวะรัง, ปุณโณ จะ สุโภ จะ สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจันติ, อายัส์มะตา กิจจะวิชเชนะ อุปัชฌาเยนะ. สังโฆ ปุณณัญจะ สุภัญจะ อุปะสัมปาเทติ, อายัส์มะตา กิจจะวิชเชนะ อุปัชฌาเยนะ. ยัสสายัส์มะโต ขะมะติ, ปุณณัสสะ จะ สุภัสสะ จะ อุปะสัมปะทา, อายัส์มะตา กิจจะวิชเชนะ อุปัชฌาเยนะ, โส ตุณ์หัสสะ. ยัสสะ นะ ขะมะติ, โส ภาเสยยะ.
ทุติยัมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ. สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ. อะยัญจะ ปุณโณ, อะยัญจะ สุโภ, อายัส์มะโต กิจจะวิชชัสสะ อุปะสัมปะทาเปกขา….ฯลฯ …โส ภาเสยยะ.
ตะติยัมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ. สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ. อะยัญจะ ปุณโณ, อะยัญจะ สุโภ, อายัส์มะโต กิจจะวิชชัสสะ อุปะสัมปะทาเปกขา….ฯลฯ …โส ภาเสยยะ.
อุปะสัมปันนา สังเฆนะ, ปุณโณ จะ สุโภ จะ, อายัส์มะตา กิจจะวิชเชนะ อุปชฌาเยนะ ขะมะติ สังฆัสสะ. ตัส์มา ตุณ์หี. เอวะเมตัง ธาระยามิ.
ในลำดับนั้น พระอุปัชฌายะพึงบอกอนุศาสน์แก่ภิกษุใหม่ตามธรรมเนียม ให้พระอาจารย์บอกก็ได้ บอกในสงฆสันนิบาตก็ได้ บอกในเอกเทศหนึ่งข้างนอกก็ได้ ตามความสะดวก.
คำบอกอนุศาสน์
อะนุญญาสิ โข ภะคะวา อุปะสัมปาเทต์วา จัตตาโร นิสสะเย จัตตาริ จะ อะกะระณียานิ อาจิกขิตุง,
(นิสัย ๔)
๑. ปิณฑิยาโลปะโภชะนัง นิสสายะ ปัพพัชชา. ตัตถะ เต (โว) ยาวะชีวัง อุสสาโห กะระณีโย. อะติเรกะลาโภ, สังฆะภัตตัง อุเทสะภัตตัง นิมันตะนัง สะลากะภัตตัง ปักขิกัง อุโปสะถิกัง ปาฏิปะทิกัง.
๒. ปังสุกูละจีวะรัง นิสสายะ ปัพพัชชา. ตัตถะ เต (โว) ยาวะชีวัง อุสสาโห กะระณีโย. อะติเรกะลาโภ, โขมัง กัปปาสิกัง โกเสยยัง กัมพะลัง สาณัง ภังคัง.
๓. รุกขะมูละเสนาสะนัง นิสสายะ ปัพพัชชา. ตัตถะ เต (โว) ยาวะชีวัง อุสสาโห กะระณีโย. อะติเรกะลาโภ, วิหาโร อัฑฒะโยโค ปาสาโท หัมมิยัง คุหา.
๔. ปูติมุตตะเภสัชชัง นิสสายะ ปัพพัชชา. ตัตถะ เต (โว) ยาวะชีวัง อุสสาโห กะระณีโย. อะติเรกะลาโภ, สัปปิ นะวะนีตัง เตลัง มะธุ ผาณิตัง.
(ถ้าหลายรูป เปลี่ยน เต เป็น โว)
(อกรณียะ ๔)
๑. อุปะสัมปันเนนะ ภิกขุนา เมถุโน ธัมโม นะ ปะฏิเสวิตัพโพ อันตะมะโส ติรัจฉานะคะตายะปิ. โย ภิกขุ เมถุนัง ธัมมัง ปะฏิเสวะติ, อัสสะมะโณ โหติ อะสัก์ยะปุตติโย. เสยยะถาปิ นามะ ปุริโส สีสัจฉินโน อะภัพโพ เตนะ สะรีระพันธะเนนะ ชีวิตุง, เอวะเมวะ ภิกขุ เมถุนัง ธัมมัง ปะฏิเสวิต์วา, อัสสะมะโณ โหติ อะสัก์ยะปุตติโย. ตันเต (ตัง โว) ยาวะชีวัง อะกะระณียัง.
๒. อุปะสัมปันเนนะ ภิกขุนา อะทินนัง เถยยะสังขาตัง นะ อาทาตัพพัง, อันตะมะโส ติณะสะลากัง อุปาทายะ. โย ภิกขุ ปาทัง วา ปาทาระหัง วา อะติเรกะปาทัง วา อะทินนัง เถยยะสังขาตัง อาทิยะติ, อัสสะมะโณ โหติ อะสัก์ยะปุตติโย. เสยยะถาปิ นามะ ปัณฑปะลาโส พันธะนา ปะมุตโต อะภัพโพ หะริตัตตายะ. เอวะเมวะ ภิกขุ ปาทัง วา ปาทาระหัง วา อะติเรกะปาทัง วา อะทินนัง เถยยะสังขาตัง อาทิยิต์วา อัสสะมะโณ โหติ อะสัก์ยะปุตติโย. ตันเต (ตัง โว) ยาวะชีวัง อะกะระณียัง.
๓. อุปะสัมปันเนนะ ภิกขุนา สัญจิจจะ ปาโณ ชีวิตา นะ โวโรเปตัพโพ, อันตะมะโส กุนถะกิปิลลิกัง อุปาทายะ. โย ภิกขุ สัญจิจจะ มะนุสสะวิคคะหัง ชีวิตา โวโรเปติ, อันตะมะโส คัพภะปาตะนัง อุปาทายะ, อัสสะมะโณ โหติ อะสัก์ยะปุตติโย. เสยยะถาปิ นามะ ปุถุสิลา ท์วิธา ภินนา อัปปะฏิสันธิกา โหติ. เอวะเมวะ ภิกขุ สัญจิจจะ มะนุสสะวิคคะหัง ชีวิตา โวโรเปต์วา, อัสสะมะโณ โหติ อะสัก์ยะปุตติโย. ตันเต (ตัง โว) ยาวะชีวัง อะกะระณียัง.
๔. อุปะสัมปันเนนะ ภิกขุนา อุตตะริมะนุสสะธัมโม นะ อุลละปิตัพโพ, อันตะมะโส สุญญาคาเร อะภิระมามีติ. โย ภิกขุ ปาปิจโฉ อิจฉาปะกะโต อะสันตัง อะภูตัง อุตตะริมะนุสสะธัมมัง อุลละปะติ, ฌานัง วา วิโมกขัง วา สะมาธิง วา สะมาปัตติง วา มัคคัง วา ผะลัง วา, อัสสะมะโณ โหติ อะสัก์ยะปุตติโย. เสยยะถาปิ นามะ ตาโล มัตถะกัจฉินโน อะภัพโพ ปุนะ วิรุฬหิยา, เอวะเมวะ ภิกขุ ปาปิจโฉ อิจฉาปะกะโต อะสันตัง อะภูตัง อุตตะริมะนุสสะธัมมัง อุลละปิต์วา อัสสะมะโณ โหติ อะสัก์ยะปุตติโย. ตันเต (ตัง โว) ยาวะชีวัง อะกะระณียันติ.
อะเนกะปะริยาเยนะ โข ปะนะ เตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปัสสะตา อะระหะตา สัมมาสัมพุทเธนะ, สีลัง สัมมะทักขาตัง สะมาธิ สัมมะทักขาโต ปัญญา สัมมะทักขาตา. ยาวะเทวะ มะทะนิมมะทะนัสสะ ปิปาสะวินะยัสสะ อาละยะสะมุคฆาตัสสะ วัฏฏะปัจเฉทัสสะ ตัณ์หักขะยัสสะ วิราคัสสะ นิโรธัสสะ นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ.
ตัตถะ สีละปะริภาวิโต สะมาธิ มะหัปผะโล โหติ มะหานิสังโส. สะมาธิปะริภาวิตา ปัญญา มะหัปผะลา โหติ มะหานิสังสา. ปัญญาปะริภาวิตัง จิตตัง สัมมะเทวะ อาสะเวหิ วิมุจจะติ. เสยยะถีทัง, กามาสะวา ภะวาสะวา อะวิชชาสะวา. ตัส์มาติหะ เต (โว) อิมัสมิง ตะถาคะตัปปะเวทิเต ธัมมะวินะเย, สักกัจจัง อะธิสีละสิกขา สิกขิตัพพา, อะธิจิตตะสิกขา สิกขิตัพพา, อะธิปัญญาสิกขา สิกขิตัพพา. ตัตถะ อัปปะมาเทนะ สัมปาเทตัพพัง.
บทว่า “เต” ในคำว่า “ตัตถะ เต ยาวะชีวัง อุสสาโห กะระณีโย” ในคำว่า “ตันเต ยาวะชีวัง อะกะระณียัง” และในคำว่า “ตัส์มาติหะ เต” ในเวลาบอกพร้อมกัน ตั้งแต่ ๒ รูปขึ้นไป พึงเปลี่ยนใช้บทว่า “โว” แทนดังนี้ “ตัตถะ โว ยาวะชีวัง อุสสาโห กะระณีโย” “ตัง โว ยาวะชีวัง อะกะระณียัง” “ตัส์มาติหะ โว”
การเปลี่ยนวิภัตติฉายาที่ยาก ๆ
วรธนุนา
วะ-ระ-ธะ-นุ-นา
ธมฺมจารินา
ธัม-มะ-จา-ริ-นา
อนุจาริญฺจ
อนุจาริสฺส
อนุจาริสฺสจ
อะ-นุ-จา-ริน-จะ
อะ-นุ-จา-ริด-สะ
อะ-นุ-จา-ริด-สะ-จะ
ธมฺมสิริญฺจ
ธมฺมสิริสฺส
ธมฺมสิริสฺสจ
ธัม-มะ-สิ-ริน-จะ
ธัม-มะ-สิ-ริด-สะ
ธัม-มะ-สิ-ริด-สะ-จะ
ปารคุญฺจ
ปารคุสฺส
ปารคุสฺสจ
ปา-ระ-คุน-จะ
ปา-ระ-คุด-สะ
ปา-ระ-คุด-สะ-จะ
แบบพระอุปัชฌาย์สอนนาค
ปรับปรุงจาก ต้นฉบับของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ญาณวรมหาเถร)
อดีตเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส
บัดนี้ นาคผู้มีชื่อว่า…..ได้น้อมนำเอาผ้ากาสายะ คือผ้าย้อมน้ำฝาด ตัดเย็บย้อมถูกต้องตามพระบรมพุทธานุญาตมามอบให้ เพื่อขอบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา จึงควรปลูกศรัทธาความเชื่อ ปสาทะความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้ตั้งพระพุทธศาสนา และทรงอนุญาตการบรรพชาอุปสมบทอันนี้ไว้ เบื้องต้นที่จะปลูกศรัทธาความเชื่อ ปสาทะความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า นั้น ควรต้องศึกษาให้รู้จักก่อนว่า พระพุทธเจ้า มีคุณความดีอย่างไร
พระพุทธเจ้า นั้น มีคุณความดี คือ ทรงมีพระปัญญาปรีชาฉลาด รอบรู้ในสิ่งที่ควรรู้ควรเห็น ทั้งคุณและโทษ ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ ตลอดถึงตรัสรู้อริยสัจ ๔ โดยไม่มีใครเป็นครูอาจารย์สั่งสอน ส่วนนี้เรียกว่า พระปัญญาคุณ
ทรงละสิ่งที่เป็นโทษ คืออาสวะกิเลสเครื่องเศร้าหมองได้อย่างหมดจด กับทั้งวาสนา คือ กิริยาทางกาย วาจา ที่กิเลสอบรมสั่งสมมานาน ทรงบริบูรณ์ด้วยความดี มีคุณธรรมอันล้ำเลิศนานัปการ ส่วนนี้ เรียกว่า พระบริสุทธิคุณ
ทรงมีพระหฤทัยเต็มเปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณาในหมู่สัตว์ ซึ่งเร่าร้อนอยู่ด้วยเพลิงกิเลส และกองทุกข์ ทรงแสดงธรรมสั่งสอนเวไนยสัตว์ ให้ได้ฟังธรรมแล้วปฏิบัติตาม สามารถดับเพลิงกิเลส และกองทุกข์เสียได้ โดยมิได้ทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ทุกข์ยากลำบากพระวรกาย ส่วนนี้เรียกว่า พระมหากรุณาคุณ
ท่านผู้ดำรงในพระคุณ ทั้ง ๓ ประการ มี พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณ นี้ เรียกว่า พระพุทธเจ้า แปลว่า ท่านผู้รู้ดีรู้ชอบ เมื่อพระพุทธเจ้า ทรงรู้ดีรู้ชอบเช่นนี้แล้ว อาศัยความกรุณาเอ็นดูในหมู่สัตว์ ก็มิได้ทรงเสวยวิมุตติสุขอยู่ตามลำพังพระองค์เอง ทรงเสด็จจาริกไปในคามนิคมน้อยใหญ่ เพื่อแสดงธรรมสั่งสอน ธรรมคำสั่งสอนของพระองค์นั้น เรียกว่า ปริยัติธรรม เพราะเป็นคุณธรรมที่ผู้ปฏิบัติ จะต้องเล่าเรียนท่องบ่นจำทรง ศึกษาให้เข้าใจเนื้อความ ใจความในปริยัตินั้น ประกาศข้อปฏิบัติ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
ความรักษา กาย วาจา ให้บริสุทธิ์ ไม่ประพฤติล่วงกิเลสอย่างหยาบ ที่จะพึงกระทำด้วย กาย วาจา ชื่อว่า ศีล
ความรักษาใจให้บริสุทธิ์ คือ เพ่งใจไว้ในอารมณ์อันเดียว มิให้เกาะเกี่ยวเศร้าหมอง ด้วยนิวรณ์ทั้ง ๕ ชื่อว่า สมาธิ
ความทำทิฏฐิความเห็นให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ไม่เห็นผิดไปจากคลองธรรม ชื่อว่า ปัญญา
ศีล สมาธิ ปัญญา ทั้ง ๓ นี้ เรียกว่า ปฏิบัติธรรม เพราะเป็นคุณธรรมที่ผู้ปฏิบัติจะพึงฝึกหัด กาย วาจา ใจ และทิฏฐิของตัว ให้เป็นไปตาม
เมื่อผู้ปฏิบัติดำเนินไปตาม ศีล สมาธิ ปัญญา นี้ ได้บรรลุถึงความบริสุทธิ์ คือ มรรค ผล นิพพาน อันใด มรรค ผล นิพพาน อันนั้น เรียกว่า ปฏิเวธธรรม เพราะเป็นคุณธรรมที่ผู้ปฏิบัติจะพึงรู้แจ้งแทงตลอดได้เฉพาะตัวด้วยปัญญา ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ทั้ง ๓ นี้ รวมเรียกสั้น ๆ ว่า พระธรรม เพราะเป็นสภาพที่ทรงผู้ปฏิบัติไว้ให้เป็นคนดี มิให้เป็นคนชั่ว และให้ตั้งอยู่ในที่ดี มิให้ตกไปในที่ชั่ว มีทุคติอบาย เป็นต้น
หมู่ชนที่ได้สดับธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วขอบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เรียกว่า สมมติสงฆ์ สมมติสงฆ์นั้น เบื้องต้นท่านก็ยังมีกิเลสเหมือนปุถุชนคนทั่วไป ต่อเมื่อท่านได้ตั้งใจปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ดำเนินไปตาม ศีล สมาธิ ปัญญา ทำให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ จนสามารถกำจัดอาสวะกิเลสได้ขาดจากสันดาน โดยบางส่วนบ้าง โดยสิ้นเชิงบ้าง กล่าวนามตามภูมิที่ละกิเลสนั้น ๆ ว่า พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ทั้ง ๔ จำพวกนี้ เรียกว่า อริยสงฆ์ ทั้งสมมติสงฆ์ และอริยสงฆ์ ได้ชื่อว่า พระสงฆ์ เพราะเป็นหมู่เป็นพวก ที่มีความปฏิบัติเสมอเหมือนกันด้วย ศีล และทิฏฐิ พระสงฆ์นั้น โดยมากมีฉันทะอัธยาศัย ร่วมใจกันกับพระบรมศาสดา ช่วยเทศนาแนะนำสั่งสอนให้ชนนิกรนั้น ๆ ได้ฟังธรรมแล้วปฏิบัติตาม สามารถละความเห็นผิดอันเป็นโทษทุจริต ให้สถิตตั้งมั่นในความเห็นชอบ อันเป็นคุณความดีงามที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์ได้
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทั้ง ๓ นี้ เรียกว่า พระรัตนตรัย เป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในพระพุทธศาสนา ผู้จะมาขอบรรพชาอุปสมบท จึงควรต้องตั้งใจถึงเป็นสรณะที่พึ่งที่เคารพนับถือเสียก่อน เหตุฉะนั้น ตัวเธอ จงตั้งใจในบัดนี้ว่า ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะที่พึ่งที่เคารพนับถือของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นสรณะที่พึ่งที่เคารพนับถือของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นสรณะที่พึ่งที่เคารพนับถือของข้าพเจ้า เมื่อได้ตั้งใจถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่งที่เคารพนับถือ ดังนี้แล้ว จึงควรได้บรรพชาอุปสมบทต่อไป
อนึ่ง พึงรู้จักหน้าที่ของการบรรพชาอุปสมบท ว่ามีประโยชน์อย่างไรก่อน การบรรพชาอุปสมบทนั้น มีประโยชน์คือ จะได้ตั้งใจเล่าเรียนศึกษา และปฏิบัติตาม ศีล สมาธิ ปัญญา รักษากาย วาจา ใจ ทิฏฐิ ทำให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ดีได้ง่าย เพราะเป็นคฤหัสถ์ มีกิจกังวลห่วงใยมาก ยากที่จะทำได้ ทั้งตั้งอยู่ในที่ใกล้กับอารมณ์ ที่จะยั่วจิตให้เกิดความรักบ้าง ความโกรธบ้าง ความหลงบ้าง ไม่เป็นทางที่จะประพฤติปฏิบัติ ทำใจให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ดีได้ง่าย ส่วนการบรรพชาถือเพศเป็นบรรพชิต ย่อมละกิจกังวลห่วงใย ทั้งตั้งอยู่ในที่ห่างไกลจากอารมณ์เช่นนั้น เป็นทางที่จะประพฤติปฏิบัติ ทำใจให้บริสุทธิ์บริบูรณ์จากอาสวะกิเลสได้ง่าย แต่มิใช่ว่า ได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว กิเลสอาสวะจะหมดสิ้นไปเองก็หาไม่ ยังต้องอาศัยตั้งใจปฏิบัติขัดเกลากิเลสอย่างหยาบ ที่ล่วงทาง กาย วาจา ด้วยศีล แล้วตั้งใจปฏิบัติขัดเกลากิเลสอย่างกลาง คือนิวรณ์ ๕ ที่เกิดขึ้นกลุ้มรุมจิต ทำจิตให้เศร้าหมอง ด้วยสมาธิ คือเพ่งใจไว้ในอารมณ์อันเดียว แล้วหมั่นปฏิบัติขัดเกลากิเลสอย่างละเอียดสุขุม อันทำให้เกิดมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นวิปริตผิดไปจากความจริง ด้วยปัญญา คือ ความรู้จริงเห็นจริง
สำหรับศีลอันเป็นเบื้องต้นนั้น ก็จะได้จะถึง ด้วยการบรรพชาอุปสมบท อันนี้ ต่อไปนี้ จงตั้งใจเรียนพระกัมมัฏฐาน ตามแบบโบราณาจารย์แต่ปางก่อน ที่ได้สอนสืบ ๆ กันมา ไว้เป็นอุบายสำหรับจะทำสมาธิให้เกิดขึ้น เพื่อเป็นที่ตั้งของปัญญาต่อไป จงศึกษาตามไป โดยบทบาลีดังนี้ก่อน
เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ นี้เรียกว่า อนุโลม คือว่าไปตามลำดับ แล้วถอยกลับเข้ามาเป็น ปฏิโลม ว่า ตโจ ทนฺตา นขา โลมา เกสา
จงตั้งใจศึกษาให้รู้เนื้อความ เกสา คือสิ่งที่เป็นเส้น ๆ งอกขึ้นบนศีรษะ เบื้องหน้าเพียงหน้าผาก เบื้องหลังเพียงปลายคอต่อ เบื้องขวางมีหมวกหูทั้งสองข้างเป็นที่สุด ได้แก่ ผม, โลมา คือสิ่งที่เป็นเส้น ๆ ยกเกสาเสีย งอกขึ้นทั่วสรรพางค์กาย เว้นฝ่ามือฝ่าเท้า ได้แก่ ขน, นขา คือสิ่งที่เป็นเกล็ด ๆ งอกขึ้นตามปลายมือปลายเท้าทั้งสองข้าง ได้แก่ เล็บ, ทนฺตา คือกระดูกเป็นซีก ๆ งอกขึ้นที่คางเบื้องล่าง เบื้องบนสำหรับบดเคี้ยวอาหาร ได้แก่ ฟัน, ตโจ คือสิ่งที่หุ้มอยู่ทั่วตัว ได้แก่ หนัง
ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ทั้ง ๕ นี้ เป็นมูลกัมมัฏฐาน คือกัมมัฏฐานดั้งเดิม เรียกว่า ตจปัญจกกัมมัฏฐาน แปลว่า กัมมัฏฐานมีหนังเป็นที่ ๕ เมื่อรู้จักสิ่งทั้ง ๕ อย่างนี้แล้ว พิจารณาอย่างไร จึงจะเป็นพระกัมมัฏฐาน ถ้าพิจารณาว่า เป็นของสวยของงาม น่ารักใคร่ น่าพึงพอใจ ก็ไม่เป็นพระกัมมัฏฐาน เพราะการพิจารณาเช่นนั้น เป็นเหตุที่จะทำราคะความกำหนัดยินดี ที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น เป็นปัจจัยที่จะยั่วยวนกิเลสเช่นนั้นที่เกิดขึ้นแล้วให้มีกำลังแก่กล้ามากยิ่งขึ้น ต่อเมื่อพิจารณาว่า เป็นของไม่สวยไม่งาม ไม่น่ารักใคร่ ไม่น่าพึงพอใจ เป็นของโสโครกปฏิกูลตามที่เป็นจริงอย่างไร นั่นแล จึงเป็นพระกัมมัฏฐาน เพราะการพิจารณาเช่นนั้น เป็นเหตุที่จะห้ามกันราคะความกำหนัดยินดี ที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น เป็นอุบายที่จะปราบปราม กิเลสเช่นนั้นที่เกิดขึ้นแล้ว ให้ลดน้อยถอยเบาบางลงไปจากสันดาน
เมื่อพิจารณาโดยอาการย่นย่อเพียงเท่านี้ ไม่พอที่จะให้เห็นว่า เป็นของปฏิกูลน่าเกลียดได้ ก็จงพิจารณาตรวจตรองให้ละเอียดแยบคายออกไปโดยส่วนทั้ง ๕ คือ สี สัณฐาน กลิ่น ที่เกิด ที่อยู่ ว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ทั้ง ๕ อย่างนี้ สีเป็นอย่างไร สัณฐาน คือรูปร่างเป็นอย่างไร กลิ่นเป็นอย่างไร ที่เกิดที่อยู่ เกิดอยู่ในที่ไหน เมื่อพิจารณาไปเช่นนี้ ก็จะเห็นได้ว่า แต่ละสิ่งแต่ละอย่างนั้น สีก็ไม่งาม สัณฐาน คือรูปร่างก็ไม่น่ารักใคร่ กลิ่นก็เหม็น ที่เกิดที่อยู่ ก็เกิดอยู่ในที่ชุ่มแช่ ด้วยบุพโพโลหิต น้ำเหลืองน้ำเลือด ซึ่งมีอยู่ในร่างกายอันนี้ เพราะสิ่งทั้ง ๕ นี้ ล้วนเป็นของโสโครกปฏิกูลอยู่ตามธรรมดาเช่นนี้ ผมเมื่อขึ้นยาวออกมาแล้ว ก็ต้องตัด ต้องโกน ต้องสระ ต้องสาง ทิ้งไว้ก็เหม็นสาบเหม็นสาง เล็บก็ต้องตัด ต้องแคะมูลเล็บ ทิ้งไว้ก็ดำสกปรก ฟันก็ต้องบ้วนปากชำระมูลฟัน ทิ้งไว้ก็เหม็นปฏิกูล หนังก็ต้องหมั่นอาบน้ำชำระขัดไคล ถ้าจะทิ้งไว้ตามธรรมดา ก็จะสกปรกขะมุกขะมอม ส่งกลิ่นเหม็นสาบน่าสะอิดสะเอียน
ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ทั้ง ๕ อย่างนี้ เมื่อตกหล่นลงในภาชนะที่จะบริโภคหรือดื่ม เมื่อเห็นเข้า ก็ไม่สามารถจะบริโภค หรือดื่มเข้าไปได้ เพราะเกลียดในความสกปรก แต่คนผู้ไม่ได้ใช้ปัญญาพิจารณาตามความเป็นจริง เมื่อเห็นสิ่งเหล่านี้ ที่เขาประดับประดาตกแต่งเอาไว้สวยงาม ก็สำคัญผิด หลงรักใคร่กำหนัดยินดีไปตาม แต่สิ่งทั้ง ๕ อย่างนี้ ก็ยังคงเป็นของโสโครกปฏิกูลอยู่ตามธรรมดาของเขา หาได้แปรเปลี่ยนไปตามความหลงผิดของใครไม่
สมัยใด ความเห็นว่า เป็นของปฏิกูลน่าเกลียดเกิดมีขึ้น สมัยนั้น จงรักษาอารมณ์อันนั้นไว้ นั่นแล เป็นพระกัมมัฏฐาน เป็นอุบายที่จะถ่ายถอน ราคะความกำหนัดยินดีรักใคร่ ให้ออกไปจากสันดาน ทั้งจะเป็นปทัฏฐาน เหตุที่ตั้งให้เกิดปัญญา ความรู้จริงเห็นจริง เช่นรู้ว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กับทั้งร่างกาย ชีวิต จิตใจ อันนี้เป็นเพียงสักแต่ว่า ธาตุอันหนึ่ง ๆ มาประชุมรวมกันเข้า ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ล้วนเป็นอนิจจัง เป็นของไม่เที่ยง ไม่จีรังยั่งยืนอยู่เสมอ เป็นทุกขัง มีความเสื่อมสิ้นพิบัติแปรปรวนไปเป็นธรรมดา เป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใด ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
เมื่อผู้ปฏิบัติมาพิจารณาสังขาร คือ ร่างกายและจิตใจ น้อมลงสู่ไตรลักษณ์ โดยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่โดยสม่ำเสมอ ก็จะเป็นเหตุให้ได้ปัญญาความรู้จริงเห็นจริง เมื่อปัญญาความรู้จริงเห็นจริงเกิดขึ้นแล้ว ก็จะละวางอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นเสียได้ เมื่ออุปาทานไม่มีแล้ว จิตก็จะหลุดพ้นจากอาสวะกิเลส เป็นอันได้บรรลุถึงธรรมวิเศษ คือพระนิพพาน ซึ่งเป็นธรรมชาติดับเพลิงกิเลส และกองทุกข์ อันเป็นผลที่สุดแห่งพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา เหตุฉะนั้น ตัวเธอ จงตั้งใจแน่วแน่ มุ่งตรงต่อพระนิพพาน ดังเช่นว่ามาแล้ว และขอบรรพชาอุปสมบทต่อไป
บัดนี้ จะมอบผ้ากาสายะให้ เพื่อสำเร็จส่วนเบื้องต้นแห่งการบรรพชา ตามพระพุทธานุญาต
(พระอุปัชฌายะ มอบผ้าไตรวางไว้บนมือ เอามือจับผ้าไตรสอนอุปสัมปทาเปกขะให้ครองผ้า ว่าดังนี้ 🙂
จงถือเอาผ้ากาสายะเหล่านี้ออกไป เอาสบงคลี่อ้อมตัว จับชายทั้งสองให้เสมอกัน ม้วนซ้ายเข้ามา ข้างบนนุ่งเหน็บปิดสะดือ ข้างล่างปกหัวเข่าลงไปเพียงครึ่งแข้ง เอาประคตเอวคาด แล้วเอาจีวรคลี่อ้อมตัว จับขายทั้งสองให้เสมอกัน ม้วนซ้ายเข้ามาดุจเดียวกัน ข้างบนห่มปิดบ่าซ้าย เปิดบ่าขวา เอาสังฆาฏิพาด แล้วเข้ามากราบไหว้ภิกษุทั้งหลาย ขอสรณคมน์และศีล ให้สำเร็จสามเณรบรรพชาตามพระพุทธานุญาตต่อไป
(เมื่อนาคครองผ้าเสร็จแล้ว เข้ามาขอสรณคมน์และศีล อาจารย์ผู้ให้ศีล พึงว่าดังนี้)
จงตั้งใจนอบน้อม พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พึงว่า ตามบท นโม ดังนี้
(แล้วนำว่า นโม ๓ หน จบแล้ว พระอาจารย์พึงสั่งด้วยคำว่า “เอวัง วะเทหิ” นาค รับว่า “อามะ ภันเต” แล้วพระอาจารย์พึงสอนว่า) จงตั้งใจถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก จงตั้งใจถึงพระธรรมว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก จงตั้งใจถึงพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก แม้ในวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ ก็พึงตั้งใจอย่างนั้น แล้วนำให้ว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ… ฯลฯ ไปจนจบ เมื่อจบสรณคมน์แล้ว พระอาจารย์พึงบอกว่า “สะระณะคะมะนัง นิฏฐิตัง” นาค รับว่า “อามะ ภันเต”
เมื่อนาครับ สรณคมน์จบแล้ว พระอาจารย์ ผู้ให้ศีล พึงว่า ดังนี้ :-
“สามเณรบรรพชาสำเร็จด้วยสรณคมน์เพียงเท่านี้ ต่อไปนี้ จงตั้งใจสมาทาน สิกขาบท ๑๐ ประการ อันพระผู้มีพระภาค ทรงอนุญาตให้สามเณรศึกษา จงศึกษาตามไปโดยบทบาลีดังนี้ก่อน” แล้วพึงกล่าวนำให้สามเณรว่าตามไปทีละสิกขาบท ดังนี้ ปาณาติปาตา เวระมะณี… ฯลฯ ไปจนจบศีล
(สามเณรจึงขอนิสสัยต่อไป )
( เมื่อเสร็จพิธีให้นิสสัยแล้ว พระอุปัชฌายะ พึงสอนอุปสัมปทาเปกขะ ว่าดังนี้ :- )
บัดนี้ พระสงฆ์จะทำอุปสมบทกรรม คือสวดประกาศกันและกัน ยกตัวเธอให้เป็นอุปสัมบันภิกษุในพระพุทธศาสนา และในกรรมวาจาที่จะสวดประกาศนั้น จะต้องออกชื่อผู้อุปสมบทด้วย ออกชื่ออุปัชฌายะด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อท่านถามว่า กินนาโมสิ เธอชื่ออะไร ก็พึงหมายเอาตัวเธอ แล้วตอบว่า อะหัง ภันเต สุภัทโท นามะ ข้าพเจ้าชื่อ สุภัททะ เมื่อท่านถามถึงชื่อ อุปัชฌายะ ว่า โก นามะ เต อุปัชฌาโย อุปัชฌายะของเธอ ชื่ออะไร ก็พึงหมายเอาตัวเรา แล้วตอบว่า อุปัชฌาโย เม ภันเต อายัส์มา กิจจะวิชโช นามะ อุปัชฌายะของข้าพเจ้าชื่อท่าน กิจจะวิชชะ.
เมื่อท่านจะบอกบาตร จีวร ซึ่งสำหรับเป็นสมณบริขารไปในภายหน้าว่า สิ่งนี้ชื่อนี้ สิ่งนี้ชื่อนี้ ด้วยมคธภาษา ก็จงรับว่า “อามะ ภันเต” “อามะ ภันเต” แล้วจำชื่อนั้น ๆ ไว้ใช้ในอธิษฐานกิจในพระพุทธศาสนาต่อไป
(เมื่ออุปสัมปทาเปกขะ ขออุปสมบทกับสงฆ์แล้ว พระอุปัชฌายะพึงกล่าวเผดียงสงฆ์ ว่าดังนี้ 🙂
อิทานิ โข อาวุโส, อะยัง สุภัทโท นามะ สามะเณโร, มะมะ อุปะสัมปะทาเปกโข, อุปะสัมปะทัง อากังขะมาโน สังฆัง ยาจะติ, อะหัง สัพพะมิมัง สังฆัง อัชเฌสามิ, สาธุ ภันเต สัพโพยัง สังโฆ, อิมัง สุภัททั้ง นามะ สามะเณรัง อันตะรายิเก ธัมเม ปุจฉิต์วา, ตัตถะ ปัตตะกัลละตัง ญัต์วา, ญัตติจะตุตเถนะ กัมเมนะ อะกุปเปนะ ฐานาระเหนะ อุปะสัมปาเทมาติ กัมมะสันนิฏฐานัง กะโรตุ .
(ถ้าเป็นนาคคู่ พระอุปัชฌายะพึงกล่าวเผดียงสงฆ์ว่าดังนี้ 🙂
อิทานิ โข อาวุโส อะยัญจะ ปุณโณ นามะ สามะเณโร, อะยัญจะ สุโภ นามะ สามะเณโร. มะมะ อุปะสัมปะทาเปกขา. อุปะสัมปะทัง อากังขะมานา, สังฆัง ยาจันติ. อะหัง สัพพะมิมัง สังฆัง อัชเฌสามิ, สาธุ อาวุโส สัพโพยัง สังโฆ, อิมัญจะ ปุณณัง นามะ สามะเณรัง, อิมัญจะ สุภัง นามะ สามะเณรัง, อันตะรายิเก ธัมเม ปุจฉิต์วา, ตัตถะ ปัตตะกัลละตัง ญัต์วา, ญัตติจะตุตเถนะ กัมเมนะ อะกุปเปนะ ฐานาระเหนะ อุปะสัมปาเทมาติ กัมมะสันนิฏฐานัง กะโรตุ.
ถ้ามีภิกษุแก่พรรษากว่าอยู่ในสงฆสันนิบาต พึงว่า “ภันเต” แทน “อาวุโส” สงฆ์รับว่า “สาธุ” พร้อมกัน พระอุปัชฌายะ พึงบอกอนุศาสน์ตามที่มีในหนังสืออุปสมบทวิธี เมื่อจบอนุศาสน์แล้ว พระบวชใหม่พึงรับ ว่า “อามะ ภันเต” ๑ หน แล้วนั่งคุกเข่ากราบลง ๓ หน เสร็จการอุปสมบทเพียงเท่านี้
คำขอบวช ซี พราหมณ์
เอสาหัง ภันเต, สุจิระปะรินิพพุตัมปิ, ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, ปัพพัชชัง มัง ภันเต สังโฆ ธาเรตุ, อัชชะตัคเค ปาณุเปตัง สะระณัง คะตัง.
ทุติยัมปาหัง ภันเต, สุจิระปะรินิพพุตัมปิ, ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, ปัพพัชชัง มัง ภันเต สังโฆ ธาเรตุ, อัชชะตัคเค ปาณุเปตัง สะระณัง คะตัง.
ตะติยัมปาหัง ภันเต, สุจิระปะรินิพพุตัมปิ, ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, ปัพพัชชัง มัง ภันเต สังโฆ ธาเรตุ, อัชชะตัคเค ปาณุเปตัง สะระณัง คะตัง.
(คำแปล) ข้าท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอถึงสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้เสด็จดับขันธปรินิพพานนานแล้ว กับทั้งพระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะที่พึ่ง ที่ระลึก ขอพระสงฆ์จงจำข้าพเจ้าไว้ว่า เป็นผู้บวชในพระธรรมวินัย ถึงพระรัตนตรัย เป็นสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
คำแสดงตนเป็นอุบาสก อุบาสิกา
เอสาหัง ภันเต, สุจิระปะรินิพพุตัมปิ, ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, อุปาสะกัง (หญิงว่า อุปาสิกัง) มัง สังโฆ ธาเรตุ, อัชชะตัคเค ปาณุเปตัง สะระณัง คะตัง.
ทุติยัมปาหัง ภันเต, สุจิระปะรินิพพุตัมปิ, ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, อุปาสะกัง (หญิงว่า อุปาสิกัง) มัง สังโฆ ธาเรตุ, อัชชะตัคเค ปาณุเปตัง สะระณัง คะตัง.
ตะติยัมปาหัง ภันเต, สุจิระปะรินิพพุตัมปิ, ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, อุปาสะกัง (หญิงว่า อุปาสิกัง) มัง สังโฆ ธาเรตุ, อัชชะตัคเค ปาณุเปตัง สะระณัง คะตัง.
(คำแปล) ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอถึงสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ปรินิพพานนานแล้ว กับทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก ขอพระสงฆ์จงจำข้าพเจ้าไว้ว่า เป็นอุบาสก (อุบาสิกา) ถึงพระรัตนตรัย เป็นสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป.
คำขอขมาพระรัตนตรัย
ระตะนัตตะเย ปะมาเทนะ, ท์วารัตตะเยนะ กะตัง, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต.
(ถ้าว่าคนเดียว ให้เปลี่ยน “ขะมะตุ โน” เป็น “ขะมะถะ เม”)
คำลาสิกขา
สิกขัง ปัจจักขามิ, คิหีติ มัง ธาเรถะ
ข้าพเจ้าลาสิกขา ขอท่านทั้งหลายจงจำข้าพเจ้าไว้ว่า เป็นคฤหัสถ์
