วินัยพระ เกี่ยวกับพระวินัย คู่มือพระวินัย

ปกิณณกวินัย


คำขอขมาพระรัตนตรัย

ระตะนัตตะเย ปะมาเทนะ, ท์วารัตตะเยนะ กะตัง, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต.
(กล่าว ๓ หน แล้วกราบ ๓ ครั้ง)

หมายเหตุ:- ถ้าขอขมารูป/คน เดียว เปลี่ยนเป็น ขะมะตุ เม

คำขอขมาครูบาอาจารย์

ผู้ขอขมารูปเดียว
ผู้ขอว่า : เถเร ปะมาเทนะ, ท์วารัตตะเยนะ กะตัง, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ เม ภันเต. (ถวายเครื่องสักการะ แล้วหมอบลง)
ผู้รับว่า : อะหัง ขะมามิ, ตะยาปิ เม ขะมิตัพพัง
ผู้ขอว่า : ขะมามิ ภันเต
ผู้รับให้พร : แล้วผู้ขอพึงรับว่า สาธุ ภันเต

ผู้ขอขมาหลายรูป
ผู้ขอว่า : เถเร ปะมาเทนะ, ท์วารัตตะเยนะ กะตัง, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต. (ถวายเครื่องสักการะ แล้วหมอบลง)
ผู้รับว่า : อะหัง ขะมามิ, ตุม์เหหิปิ เม ขะมิตัพพัง
ผู้ขอว่า : ขะมามะ ภันเต
ผู้รับให้พร : แล้วผู้ขอพึงรับว่า สาธุ ภันเต

คำให้พรเมื่อมีผู้ขอขมา
“เอวัง โหตุ เอวัง โหตุ”

โย จะ ปุพเพ ปะมัชชิต์วา
ปัจฉา โส นัปปะมัชชะติ,
โสมัง โลกัง ปะภาเสติ
อัพภา มุตโตวะ จันทิมา,
ยัสสะ ปาปัง กะตัง กัมมัง
กุสะเลนะ ปะหียะติ,
โสมัง โลกัง ปะภาเสติ
อัพภา มุตตะโว จันทิมา,
อะภิวาทะนะสีลิสสะ
นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน,
จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ
อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง.

คำขอนิสัย

ภิกษุมีพรรษาหย่อน ๕ ถือภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ เพื่อรับโอวาทานุศาสน์ของภิกษุนั้นในครั้งแรกที่ได้อุปสมบท ส่วนภิกษุผู้ไม่ได้อยู่ในปกครองของอุปัชฌาย์ต้องถือภิกษุอื่นเป็นอาจารย์ และอาศัยท่านแทนอุปัชฌาย์ในการรับการอบรมแนะนำสั่งสอน วิธิถือนิสัยอาจารย์ก็เหมือนกับวิธีถือนิสัยกับอุปัชฌาย์ ต่างแต่คำขอ คือ

อาจะริโย เม ภันเต โหหิ, อายัส์มะโต นิสสายะ วัจฉามิ (๓ จบ)
[แปลว่า] ขอท่านจงเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักอยู่อาศัยท่าน

อาจารย์รับว่า “โอปายิกัง, ปะฏิรูปัง, ปาสาทิเกนะ สัมปาเทหิ,” แต่ละบทเว้นระยะให้ผู้ขอรับว่า “สาธุ ภันเต” แต่นั้นผู้ขอนิสัยรับเป็นธุระ ว่า

อัชชะตัคเคทานิ เถโร มัยหัง ภาโร, อะหัมปิ เถรัสสะ ภาโร (๓ จบ)


คำอปโลกน์สังฆทาน

ยัคเฆ ภันเต [อาวุโส] สังโฆ ชานาตุ, อะยัง [เอตัง] ปะฐะมะภาโค เถรัสสะ [มะหาเถรัสสะ] ปาปุณาติ, อะวะเสสา ภาคา อัมหากัง ปาปุณันตุ, ภิกขู จะ สามะเณรา จะ คะหัฏฐา จะ ยะถาสุขัง, ปะริภุญชันตุ. (พระสงฆ์รับพร้อมกันว่า สาธุ)


คำกัปปิยะโวหาร

วัตถุที่สมควรทำกัปปิยะเช่น ผลไม้ที่มีเมล็ด ผักที่สามารถนำไปปลูกหรือชำให้เกิดได้ เรียกว่า พืชคาม และภูตคาม เมื่อจะนำมาถวายพระเวลาฉัน อนุปะสัมบัน คือคนที่ไม่ใช่พระ ได้แก่สามเณร หรืออุบาสก-อุบาสิกา ต้องทำให้เป็นของที่สมควรเสียก่อน ด้วยวิธีการใช้มีดหรือเล็บจิกหรือปอกเปลือกหรือทำให้ขาด ดังนี้
พระสงฆ์กล่าวว่า : กัปปิยัง กะโรหิ.
อนุปะสัมบันรับว่า : กัปปิยัง ภันเต.


คำอธิษฐานเข้าพรรษา

อิมัสมิง อาวาเส อิมัง เตมาสัง วัสสัง อุเปมิ (ว่า ๓ หน)

คำสัตตาหะ

เมื่อมีกิจจำเป็นตามที่พระวินัยบัญญัติไว้ ให้พระภิกษุสามารถลาไปที่ปฏิบัติศาสนกิจได้ ๗ วัน ตามที่พุทธานุญาต โดยภิกษุที่จะไปนั้นให้ผูกใจว่าจะกลับมาภายใน ๗ วันเมื่อทำหน้าที่เสร็จ ซึ่งเข้าไปกราบพระประธานในโบสถ์ หรือบอกแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ดังนี้

สัตตาหะกะระณียัง กิจจัง เม อัตถิ, ตัสสะมา มะยา คันตัพพัง, อิมัสมิง สัตตาหัพภันตะเร นิวัตติสสามิ.
[แปลว่า] กิจที่ต้องทำสัตตาหะของกระผมมีอยู่ เพราะฉะนั้น กระผมจำต้องไป กระผมจักกลับมาภายใน ๗ วันนี้


คำปวารณาออกพรรษา

สังฆัมภันเต ปะวาเรมิ ทิฏเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัส์มันโต อะนุกัมปัง อุปาทายะ ปัสสันโต ปะฏิกกะริสสามิ.

ทุติยัมปิ ภันเต ปะวาเรมิ ทิฏเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัส์มันโต อะนุกัมปัง อุปาทายะ ปัสสันโต ปะฏิกกะริสสามิ.

ตะติยัมปิ ภันเต สังฆัง ปะวาเรมิ ทิฏเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัส์มันโต อะนุกัมปัง อุปาทายะ ปัสสันโต ปะฏิกกะริสสามิ.


คำพินทุผ้า

ผ้าทุกชนิดที่ภิกษุได้มา และประสงค์จะนำมาใช้สอย เบื้องต้นต้องทำพินทุก่อน คือการทำจุดประมาณเท่าแววดวงตานกยูง ๓ จุด เป็นรูป ๓ เหลี่ยม หรืออาจจะเขียนชื่อ ฉายา ของตนเองก็ได้ พร้อมกับกล่าวว่า
“อิมัง พินทุกัปปัง กะโรมิ.”

คำอธิษฐานบริขาร

บาตร : อิมัง ปัตตัง อะธิฏฐามิ
สังฆาฏิ : อิมัง สังฆาฏิง อะธิฏฐามิ
จีวร : อิมัง อุตตะราสังคัง อะธิฏฐามิ
สบง : อิมัง อันตะระวาสะกัง อะธิฏฐามิ
ผ้าปูนั่ง : อิมัง นิสีทะนัง อธิฏฐามิ
ผ้าปูที่นอน : อิมัง ปัจจะถะระณัง อธิฏฐามิ
ผ้าอาบน้ำฝน : อิมัง วัสสิกะสาฏิกัง อธิฏฐามิ


คำถอนอธิษฐานผ้า

จีวร : อิมัง อุตตะราสังคัง ปัจจุทธะรามิ (ว่า ๓ จบ)
สังฆาฏิ : อิมัง สังฆาฏิง ปัจจุทธะรามิ (ว่า ๓ จบ)
สบง : อิมัง อันตะระวาสะกัง ปัจจุทธะรามิ (ว่า ๓ จบ)

คำอธิษฐานผ้ากฐิน

ผ้าสังฆาฏิ : อิมายะ สังฆาฏิยา กฐินัง อัตถะรามิ
ผ้าจีวร : อิมินา อุตตะราสังเคนะ กฐินัง อัตถะรามิ
ผ้าสบง : อิมินา อันตะระวาสะเกนะ กฐินัง อัตถะรามิ

คำสละผ้าล่วงราตรี

พึงถือผ้าที่ล่วงราตรีเข้าไปหาภิกษุผู้มีความสามารถแก้ไขได้ นั่งคุกเข่าเหมือนนั่งแสดงอาบัติ กล่าวว่า
“อิทัง เม ภันเต จีวะรัง รัตติวิปปะวุตถัง อัญญัต์ระ ภิกขุสัมมะติยา นิสสัคคิยัง อิมาหัง อายัส์มะโต นิสสัชชามิ.”
(๒ ผืน ว่า ท๎วิจีวะรัง ๓ ผืน ว่า ติจีวะรัง)

เมื่อสละผ้าแล้วพึงกล่าวคำแสดงอาบัติปาจิตตีย์ ทุกกฎ ทุพภาษิต แล้วจึงให้เพื่อนสหธรรมิกกล่าวคำคืน ดังนี้

คำคืน
อิมัง จีวะรัง อายัส์มะโต ทัมมิ. (ว่า ๓ จบ)

คำวิกัปป์

อิมัง จีวะรัง ตุย์หัง วิกัปเปมิ.
(หลายผืนว่า อิมานิ จีวะรานิ ตุย์หัง วิกัปเปมิ)

คำถอนวิกัปป์

อิมัง จีวะรัง มัย์หัง สันตะกัง ปะริภุญชะ วา วิสัชเชหิ วา ยะถาปัจจะยัง วา กะโรหิ
[ผู้ถอนพรรษาอ่อนกว่าว่า] อิมัง จีวะรัง มัย์หัง สันตะกัง ปะริภุญชะถะ วา วิสัชเชถะ วา ยะถาปัจจะยัง วา กะโรถะ


คำบอกบริสุทธิ์

ปะริสุทโธ อะหัง ภันเต [อาวุโส] ปะริสุทโธติ มัง สังโฆ ธาเรตุ. (๓ จบ)


ระเบียบปฏิบัติพิธีลาสิกขา สำหรับพระภิกษุ-สามเณร

การลาสิกขา คือการบอกคืนพระธรรมวินัยเพื่อเวียนไปเป็นคนเลว คือการครองเพศเป็นฆราวาส หมายถึงผู้อยู่ครองเรือน ดังนั้น เวลาจะสึกพระภิกษุสามเณรจึงถือเป็นเรื่องใหญ่ คติโบราณมองว่า ถ้าลาสิกขาผิดวันเวลาอาจทำให้การดำเนินชีวิตไม่เจริญรุ่งเรือง ทั้งนี้ถ้าเราถือปฏิบัติตามเพื่อความสบายใจทั้งผู้ลาสิกขาเองและบิดามารดาญาติพี่น้อง และเพื่อให้สอดคล้องกับคติที่ว่า “เมื่อบวชเข้ามาเป็นพระในพุทธศาสนาสึกออกไปแล้วจะมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง” โดยมีขั้นตอนปฏิบัติ ดังนี้

๑. ผู้ที่จะลาสิกขาต้องปรึกษาบิดามารดา หรือญาติผู้ใหญ่ เพื่อหาวันที่เหมาะสมและไม่ขัดกับจารีตประเพณีของตน แล้วจึงนำวันเวลาดังกล่าวมากราบเรียนประธานสงฆ์ หรือพระเถระที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นพยานในการลาสิกขารับทราบก่อน ๑-๒ อาทิตย์

๒. ก่อนวันลาสิกขาหนึ่งวัน ให้พระภิกษุสามเณรที่จะลาสิกขานำดอกไม้ธูปเทียนห่มผ้าเฉวียงบ่าไปขอขมาพระภิกษุ หรือสามเณรที่ตนเคยล่วงเกิน ถ้าทำได้ทุกรูปจะเป็นการดีที่สุด [นี้เป็นรายบุคคล] และขอขมาหมู่สงฆ์อีกครั้งหนึ่งในวันลาสิกขา แล้วทำความสะอาดกุฎีที่พักอาศัยให้เรียบร้อย ตลอดจนห้องน้ำห้องสุขาภายในวัดให้สะอาด เพื่อเป็นการสร้างบารมีแก่ตนเองครั้งสุดท้าย

๓. ในวันลาสิกขาต้องแสดงอาบัติก่อน ถ้าเป็นสามเณรต้องสมาทานศีล ๑๐ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์จะได้ไม่มีโทษติดตัวออกไป เสร็จแล้วจึงนำดอกไม้ธูปเทียนขอขมาพระรัตนตรัย และกล่าวคำอตีตะปัจจะเวกขะณะ (อัชชะ มะยาฯ) แล้วจึงกล่าวคำลาสิกขา ดังนี้ [ส่วนใหญ่นิยมทำพิธีในตอนเช้าของวันใหม่]

คำลาสิกขา

สิกขัง ปัจจักขามิ คิหีติ มัง ธาเรถะ. [ว่า ๓ จบ]
[คำแปล] ข้าพเจ้าลาสิกขา ท่านทั้งหลายจงจำข้าพเจ้าไว้ว่า เป็นคฤหัสถ์

๔. ประธานสงฆ์ยื่นมือดึงผ้าสังฆาฏิออกให้ แล้วจึงลุกออกไปนุ่งห่มเสื้อผ้าที่เตรียมมา แล้วเข้ามาคำลาสิกขาอีกครั้งเพื่อเป็นการกล่าวย้ำให้แน่ใจ จะเป็นภาษาไทยหรือภาษาบาลีก็ได้ คือ “ข้าพเจ้าลาสิกขา ท่านทั้งหลายจงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นคฤหัสถ์แล้ว” จากนั้นจึงกล่าวคำแสดงตนเป็นพุทธะมามะกะ ดังนี้

คำแสดงตนเป็นพุทธะมามะกะ

เอสาหัง ภันเต, สุจิระปะรินิพพุตัมปิ, ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ อุปาสะกัตตัง [อุปาสิกัตตัง] มัง สังโฆ ธาเรตุ.

๕. จากนั้นสมาทานศีล ๕ เสร็จแล้วถวายจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์ให้พร แล้วจึงไปกราบบิดามารดา หรือญาติผู้ใหญ่ของตน เสร็จพิธี

๖. ลาสิกขาเสร็จแล้วทิด (ปะแดง) อยู่วัดก่อน ๑-๒ วัน เพื่อทำความสะอาดเสนาสนะ หรือช่วยทำกิจของสงฆ์พอสมควรจึงสามารถลากลับบ้านได้ เว้นแต่มีกิจธุระด่วน

สำหรับผู้บวชเนกขัมมะ
เมื่อผู้บวชเนกขัมมะ [แม่ชี/พราหมณ์] ปฏิบัติตามข้อ ๑-๓ แล้ว ให้กล่าวคำขอขมาโทษต่อพระรัตนตรัยและพระอาจารย์ [ประธานสงฆ์] แล้วจึงกล่าวคำลาสิกขา ดังนี้

คำลาสิกขาผู้บวชเนกขัมมะ

ปัณฑะระปัพพัชชายะ, อัฏฐะสิกขาปะทานิ, ปัจจักขามิ คิหีติ มัง ธาเรถะ.
[แปลว่า] ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอลาสิกขาบททั้ง ๘ ของนักบวชผู้นุ่งห่มขาว ขอท่านทั้งหลายจงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นคฤหัสถ์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

พึงกราบ ๓ ครั้ง พระอาจารย์จะให้คติธรรมะ แล้วจึงเปล่งวาจาแสดงตนเป็นพุทธะมามะกะและสมาทานศีล ๕ เป็นลำดับไป


อุโบสถ

อุโบสถ คือการมาประชุมกันของเหล่าภิกษุสงฆ์เพื่อร่วมทำสังฆกรรมเกี่ยวกับพระวินัย กล่าวคือการร่วมฟังพระวินัยบัญญัติที่มาในพระปาฏิโมกข์ มีสิกขาบททั้งสิ้น ๒๒๗ ข้อ โดยมีภิกษุรูปใดหนึ่งที่มีความสามารถในการท่องจำและสาธยายให้จบได้ ซึ่งมีพุทธานุญาตให้หมู่สงฆ์นั้นๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป สามารถสวดปาฏิโมกข์ได้ อุโบสถ มี ๓ คือ สังฆอุโบสถ คณะอุโบสถ และปุคคลอุโบสถ

๑. สังฆอุโบสถ คือการประชุมกันของภิกษุในอาวาสนั้นๆ ตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป ทรงอนุญาตให้สงฆ์หมู่นั้นสวดปาฏิโมกข์ได้ และภิกษุที่จะเข้าฟังต้องชำระตนให้บริสุทธิ์จากอาบัติที่เป็นลหุกาบัติ คืออาบัติเบาที่สามารถแสดงความบริสุทธิ์ได้ด้วยการแสดง หรือปลงอาบัติในภาษาชาวบ้าน ส่วนอาบัติประเภทวุฏฐานคามินี คืออาบัติที่จะพ้นได้ด้วยการอยู่กรรม คืออาบัติสังฆาทิเสสนั้น ท่านให้บอกวัตรและเก็บวัตรไว้กับภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก่อน แล้วจึงแสดงอาบัติประเภทเทสะนาคามินี (อาบัติเบา) เพื่อเข้าร่วมรับฟังปาฏิโมกข์กับหมู่สงฆ์ ในระหว่างที่กำลังสวดปาฏิโมกข์อยู่นั้น เผอิญมีภิกษุจากต่างถิ่นมาในบริเวณเพื่อร่วมฟัง ถ้ามีจำนวนมากกว่าภิกษุที่มีอยู่เดิมให้ย้อนเริ่มต้นสวดใหม่ แต่ถ้ามีจำนวนน้อยกว่าภิกษุที่มีอยู่รอให้แสดงอาบัติเสร็จก่อน แล้วสวดต่อจากที่หยุดไว้ และในกรณีที่สวดจบแล้วถึงแม้ภิกษุที่มาทีหลังจะมีจำนวนมากกว่าก็ไม่ต้องสวดใหม่อีกรอบ เพียงให้บอกบริสุทธิ์ในสำนักของหมู่สงฆ์นั้น

คำแสดงบริสุทธิ์ต่อสงฆ์ :
ปะริสุทโธ อะหัง ภันเต [อาวุโส], ปะริสุทโธติ มัง สังโฆ ธาเรตุ

คำขอโอกาสแสดงปาฏิโมกข์ :
โอกาสัง เม ภันเต เถโร เทตุ. ปาฏิโมกขัง อุทเทสิตุง.
หมายเหตุ : ๑. ถ้าภิกษุผู้เถระไม่มีในสงฆ์ ให้เปลี่ยน เถโร เป็น สังโฆ แทน
๒. ถ้าขึ้นกล่าวพระวินัย พึงว่า วินะยะกะถัง กะเถตุง และถ้าเป็นวันปวารณา พึงว่า ปะวารณา ญัตติง ฐะเปตุง.

เหตุฉุกเฉินที่มีพุทธานุญาตให้สวดปาฏิโมกข์ย่อ
๑. พระราชาเสด็จมา
๒. โจรมาปล้น
๓. ไฟไหม้
๔. น้ำหลากมา (น้ำท่วม)
๕. คนมามาก (ก่อให้เกิดเสียงดังวุ่นวาย)
๖. ผีเข้าภิกษุ (หรือพระเป็นบ้าอาละวาด)
๗. สัตว์ร้ายมีเสือเป็นต้นเข้ามาในเขต
๘. งูร้ายเลื้อยเข้ามาในที่ชุมนุม
๙. ภิกษุอาพาธโรคร้ายขึ้นในที่ชุมนุม มีอันตรายแก่พรหมจรรย์

๒. คณะอุโบสถ คือมีภิกษุที่อยู่ในอาวาส หรือรวมจากที่อื่นด้วยแล้วไม่ถึง ๔ รูป พระพุทธองค์ทรงห้ามไม่ให้ทำการสวดปาฏิโมกข์ แต่ประสงค์ให้แสดงความบริสุทธิ์ คือ ถ้ามีภิกษุอยู่ ๓ รูป ให้ทำปาริสุทธิอุโบสถ โดยให้ภิกษุรูปที่มีพรรษามากว่าใครสวดประกาศ หรือรูปใดรูปหนึ่งในนั้นเป็นผู้สวดประกาศด้วยญัตติว่า
“สุณันตุ เม ภันเต อายัส์มันตา อัชชุโปสะโถ ปัณณะระโส, ยะทายัส์มันตานัง ปัตตะกัลลัง, มะยัง อัญญะมัญญัง ปาริสุทธิอุโปสะถัง กะเรยยามะ.”
[คำแปล] “ท่านทั้งหลายเจ้าข้า อุโบสถวันนี้ที่ ๑๕ ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว เราทั้งหลายพึงทำปาริสุทธิอุโบสถด้วยกัน”
หมายเหตุ : ถ้าผู้สวดญัตติมีพรรษามากกว่าเพื่อนถึงพึงเปลี่ยน ภันเต เป็น อาวุโส และถ้าเป็นวัน ๑๔ ค่ำ พึงเปลี่ยน ปัณณะระโส เป็น จาตุททะโส แทน

เมื่อสวดญัตติเสร็จ ภิกษุผู้เป็นเถระในสมาคมนั้นพึงบอกความบริสุทธิ์ของตนว่า “ปะริสุทโธ อะหัง อาวุโส, ปะริสุทโธติ มัง ธาเรถะ. [๓ จบ] แปลว่า “ฉันบริสุทธิ์แล้วเธอ ขอเธอทั้งหลายจำฉันว่าผู้บริสุทธิ์แล้ว”
ภิกษุนอกนั้นก็พึงบอกความบริสุทธิ์ของตนตามลำดับพรรษาไป ดังนี้ “ปะริสุทโธ อะหัง ภันเต, ปะริสุทโธติ มัง ธาเรถะ. [๓ จบ] แปลว่า “ผมบริสุทธิ์แล้วขอรับ ขอท่านทั้งหลายจงจำผมว่าผู้บริสุทธิ์แล้ว”
กรณีที่มีภิกษุอยู่ ๒ รูป ไม่ต้องตั้งญัตติ เป็นแต่บอกบริสุทธิ์ต่อกัน ดังนี้
[สำหรับผู้มีพรรษามากกว่า] “ปะริสุทโธ อะหัง อาวุโส, ปะริสุทโธติ มัง ธาเรหิ.” [๓ จบ]
[สำหรับผู้มีพรรษาอ่อนกว่า] “ปะริสุทโธ อะหัง ภันเต, ปะริสุทโธติ มัง ธาเรถะ.” [๓ จบ]

๓. ปุคคลอุโบสถ คือ ในอาวาสมีภิกษุอยู่รูปเดียว ในวันอุโบสถท่านให้รอดูภิกษุรูปอื่นจากต่างอาวาสเสียก่อนว่าจะมีมาสมทบไหม จนถึงเวลาที่สมควร (ตอนเย็น) เห็นว่าไม่น่าจะมีมาแล้ว จึงค่อยอธิษฐานรูปเดียวว่า “อัชชะ เม อุโปสะโถ ปัณณะระโส (จาตุททะโส).” แปลว่า “วันนี้เป็นอุโบสถที่ ๑๕ ของเรา”
หมายเหตุ : ถ้าเป็น ๑๔ ค่ำ ให้เปลี่ยน ปัณณะระโส เป็น จาตุททะโส แทน

กิจกรรมการลงอุโบสถ ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับภิกษุสงฆ์ มีทำเนียมปฏิบัติมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคสมัยที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ คณะสงฆ์ยังคงรักษาวัตรปฏิบัตินี้ไว้ได้เป็นอย่างดี ฉะนั้น เมื่อถึงวันลงอุโบสถภิกษุสงฆ์จะเลือกทำอุโบสถด้วยวิธีที่ง่ายกว่าที่ยากย่อมไม่เหมาะไม่ควร ดังนั้น เมื่อวันเวลานั้นมาถึงภิกษุสงฆ์ไม่ควรหลีกไปเสียที่อื่น ควรขวนขวายกิจธุระนี้ให้สำเร็จ เว้นเสียแต่ในอาวาสไม่มีภิกษุรูปใดท่องจำและสาธยายได้ พากันไปร่วมฟังกับสำนักอื่นที่มีภิกษุผู้มีความสามารถสาธยายได้ ถือเป็นการควรอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะได้ร่วมฟังปาฏิโมกข์เป็นการทบทวนสิกขาบทแล้ว ยังความสามัคคีให้เกิดขึ้นในคณะสงฆ์นั้นๆ ด้วย คือได้พบปะ พูดคุยปราศรัยสาระทุกข์สุขแก่กันและกัน เป็นการยังความสนิทสนมให้เกิดขึ้น
ในอาวาสที่ไม่มีภิกษุสวดปาฏิโมกข์ได้ ให้เจ้าสำนักส่งภิกษุหนุ่มที่เห็นว่ามีความฉลาดในการทรงจำไปเรียนมาจากสำนักอื่น จะโดยพิสดารหรือโดยย่อก็สุดแล้วแต่จะสามารถจำมาได้ ถ้าเรียนไม่สำเร็จแล้วกลับมา ท่านห้ามไม่ให้ภิกษุรูปอื่นๆ ที่จะมาก็ดีหรือที่อยู่ก่อนก็ดีอยู่จำพรรษาในอาวาสเช่นนั้น เว้นแต่ภิกษุในสำนักมีความเพียรพยายามที่จะไปร่วมฟังกับสำนักอื่นได้ จะอยู่จำพรรษาในอาวาสดังกล่าวนี้ก็ควร
สมัยพุทธกาล พระเถระผู้ใหญ่ให้ความเคารพในสังฆอุโบสถเป็นอย่างมาก เช่น พระมหากัสสะปะเถระเจ้า ยอมลำบากเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เพื่อเดินทางมาร่วมฟังอุโบสถแต่ที่ไกล ต้องข้ามลำน้ำผ้าสบงจีวรเปียกน้ำชุ่มหมด ท่านก็ยังอุตส่าห์มา และพระมหากปินะ คิดในใจว่า เมื่อตนสำเร็จพระอรหันต์แล้ว จะเลิกไม่เข้าร่วมประชุมทำอุโบสถ ความทราบถึงพระศาสดา พระองค์ทรงเตือนว่า “เพื่อเป็นการรักษาธรรมเนียมวัตรปฏิบัติ และให้กายสามัคคี” ท่านพระมหากปินะก็ยอมปฏิบัติตาม


ปวารณา

วันเพ็ญแห่งเดือนกัตติกาต้นที่เต็ม ๓ เดือน นับแต่วันจำพรรษา ทรงมีพุทธานุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ ๓ เดือน ทำปวารณาต่อกันแทนวันอุโบสถ การทำปวารณานั้นเพราะอาศัยเหตุ ๓ อย่าง คือ ด้วยได้เห็น ด้วยได้ยิน ด้วยรังเกียจ การปวารณานั้นเป็นวิธีการให้อภัยซึ่งกันและกัน กำจัดความขัดแย้งทั้งหลายที่เกิดขึ้น และเพื่อยังกันและกันออกจากอาบัติ พูดภาษาชาวบ้านก็คือการเปิดใจให้กัน ปวารณาว่าโดยบุคคลและลักษณะการปฏิบัติมี ๓ อย่าง คือ สังฆปวารณา คณะปวารณา ปุคคลปวารณา

๑. สังฆปวารณา คือปวารณาเป็นการสงฆ์ สงฆ์ในที่นี้มีจำนวน ๕ รูปขึ้นไป เหมือนรับกฐิน ผู้ปวารณา ๑ รูป อีก ๔ รูป เป็นองค์สงฆ์ ตามธรรมเนียมเวลาปวารณาให้กล่าวรูปละ ๓ หน ถ้ามีเหตุขัดข้องรูปละ ๒ หรือ ๑ หน ก็ได้ หรือถ้าพรรษาเท่ากันก็ให้ว่าพร้อมกัน ทั้งนี้ก่อนทำปวารณาต้องมีการสวดตั้งญัตติก่อน ดังนี้
ถ้าจะปวารณา ๓ หน พึงตั้งญัตติว่า “สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ, อัชชะ ปะวาระณา ปัณณะระสี, ยะทิ สังฆัสสะ ปัตตะกัลลัง, สังโฆ เตวาจิกัง ปะวาเรยยะ.”
แปลว่า “ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ปวารณาวันนี้ที่ ๑๕ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงปวารณา ๓ หน”
ถ้าจะปวารณา ๒ หน พึงตั้งญัตติเหมือน ๓ หน เพียงแต่เปลี่ยนคำลงท้ายว่า “สังโฆ ท๎วิวาจิกัง ปะวาเรยยะ” แปลว่า “…สงฆ์พึงปวารณา ๒ หน”
ถ้าจะปวารณาหนเดียว พึงตั้งญัตติเหมือน ๓ หน เพียงแต่เปลี่ยนคำลงท้ายว่า “สังโฆ เอกะวาจิกัง ปะวาเรยยะ” แปลว่า “…สงฆ์พึงปวารณาหนเดียว”
ถ้าจะให้ภิกษุที่มีพรรษาเท่ากัน ให้ปวารณาพร้อมกัน จึงตั้งญัตติเหมือน ๓ หน เพียงแต่เปลี่ยนคำลงท้ายว่า “สังโฆ สะมานะวัสสิกัง ปะวาเรยยะ” แปลว่า “…สงฆ์พึงปวารณา มีพรรษาเท่ากัน” จะปวารณาพร้อมกัน ๓-๒-๑ หน ได้ทั้งนั้น
ถ้าจะไม่ระบุจำนวนครั้ง พึงตั้งญัตติครอบทั่วไป เพียงลงท้ายว่า “สังโฆ ปะวาเรยยะ” แปลว่า “…สงฆ์พึงปวารณา” จะปวารณากี่ครั้งก็ได้ แต่ห้ามไม่ให้ผู้มีพรรษาเท่ากันปวารณาพร้อมกัน
หมายเหตุ : ผู้ตั้งญัตติมีพรรษามากกว่าเพื่อน พึงว่า อาวุโส แทน ภันเต และถ้าวันปวารณาที่ ๑๔ ค่ำ พึงว่า จาตุททะสี แทน ปัณณะระสี

ครั้นตั้งญัตติแล้ว ภิกษุผู้เถระพึงนั่งคุกเข่าประนมมือ กล่าวปวารณาต่อสงฆ์ว่า
“สังฆัง อาวุโส ปะวาเรมิ, ทิฏเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา, วะทันตุ มัง อายัส์มันโต อะนุกัมปัง อุปาทายะ, ปัสสันโต ปะฏิกกะริสสามิ.
ทุติยัมปิ อาวุโส สังฆัง ปะวาเรมิ, …. ฯลฯ …. ปะฏิกกะริสสามิ.
ตะติยัมปิ อาวุโส สังฆัง ปะวาเรมิ, …. ฯลฯ …. ปะฏิกกะริสสามิ.”
[คำแปล] “เธอ ฉันปวารณาต่อสงฆ์ ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวฉัน ฉันเห็นอยู่ จักทำคืนเสีย. ฉันปวารณาต่อสงฆ์ ครั้งที่ ๒ … ฯลฯ … ครั้งที่ ๓….ฯลฯ….จักทำคืนเสีย.”

ภิกษุนอกนั้น พึงปวารณาตามลำดับพรรษาทีละรูป (เว้นไว้แต่ตั้งญัตติให้ผู้มีพรรษาเท่ากัน ปวารณาพร้อมกัน) โดยนัยนี้ คือ
“สังฆัมภันเต ปะวาเรมิ, ทิฏเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา, วะทันตุ มัง อายัส์มันโต อะนุกัมปัง อุปาทายะ, ปัสสันโต ปะฏิกกะริสสามิ.
ทุติยัมปิ ภันเต สังฆัง ปะวาเรมิ, ฯลฯ …. ปะฏิกกะริสสามิ.
ตะติยัมปิ ภันเต สังฆัง ปะวาเรมิ, ฯลฯ …. ปะฏิกกะริสสามิ.”

กรณีที่มีภิกษุผู้อาจปวารณาได้เพราะขาดพรรษา หรืออุปสมบทภายหลังแต่วันเข้าพรรษา และมีจำนวนน้อยกว่าภิกษุผู้ทำปวารณา ท่านให้บอกบริสุทธิ์ ถ้ามีจำนวนมากกว่าภิกษุผู้ทำปวารณา จำนวน ๔ รูป ขึ้นไป ท่านให้สวดปาฏิโมกข์ เมื่อจบแล้วจึงให้ภิกษุผู้ทำปวารณาในสำนักของเธอทั้งหลาย ห้ามไม่ให้ตั้งญัตติทำเป็นการสงฆ์การคณะ คือลงอุโบสถกับปวารณาออกพรรษาในวันเดียวกัน

๒. คณะปวารณา คือปวารณาเป็นการคณะโดยมีภิกษุอยู่จำพรรษาไม่ถึง ๕ รูป เช่น มี ๔, ๓, ๒ รูป อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งสามารถทำปวารณาได้ ดังนี้
ถ้ามีภิกษุ ๔ รูป ให้ภิกษุรูปหนึ่งประกาศด้วยญัตติว่า “สุณันตุ เม อายัส์มันโต, อัชชะ ปะวาระณา ปัณณะระสี, ยะทายัส์มันตานัง ปัตตะกัลลัง, มะยัง อัญญะมัญญัง ปะวาเรยยามะ.” แปลว่า “ท่านเจ้าข้า ท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า ปวารณาวันนี้ที่ ๑๕ ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว เราทั้งหลายพึงปวารณากันเถิด”
ถ้ามีภิกษุ ๓ รูป ว่า “อายัส์มันตา” แทน “อายัส์มันโต” แล้วพึงกล่าวปวารณาตามลำดับ ดังนี้ :-
“อะหัง อาวุโส อายัส์มันเต ปะวาเรมิ, ทิฏเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา, วะทันตุ มัง อายัส์มันโต อะนุกัมปัง อุปาทายะ, ปัสสันโต ปะฏิกกะริสสามิ.
ทุติยัมปิ อาวุโส อายัส์มันเต ปะวาเรมิ, ฯลฯ ปะฏิกกะริสสามิ.
ตะติยัมปิ อาวุโส อายัส์มันเต ปะวาเรมิ, ฯลฯ ปะฏิกกะริสสามิ.”
ถ้ามีภิกษุ ๒ รูป ไม่ต้องตั้งญัตติ สามารถทำปวารณาได้เลย ดังนี้ :-
“อะหัง อาวุโส อายัส์มันตัง ปะวาเรมิ, ทิฏเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา, วะทะตุ มัง อายัส์มา อะนุกัมปัง อุปาทายะ, ปัสสันโต ปะฏิกกะริสสามิ.
ทุติยัมปิ อาวุโส อายัส์มันตัง ปะวาเรมิ, ฯลฯ ปะฏิกกะริสสามิ.
ตะติยัมปิ อาวุโส อายัส์มันตัง ปะวาเรมิ, ฯลฯ ปะฏิกกะริสสามิ.”

๓. ปุคคลปวารณา คืออธิษฐานเป็นการบุคคล ภิกษุผู้อยู่จำพรรษารูปเดียว ครั้นถึงวันปวารณาท่านให้ตระเตรียมที่ อาสนะ คอยภิกษุอื่นจนสิ้นเวลาเห็นว่าไม่มาแล้ว ให้อธิษฐานว่า “อัชชะ เม ปะวาระณา ปัณณะระสี (จาตุททะสี).” แปลว่า “ปวารณาของวันนี้ ที่ ๑๕”


บุพพกิจแห่งปวารณา

ปะวาระณากะระณะโต ปุพเพ นะวะวิธัง ปุพพะกิจจัง กาตัพพัง โหติ. ตัณฐานะสัมมัชชะนัญจะ ตัตถะ ปะทีปุชชะละนัญจะ อาสะนะปัญญะปะนัญจะ ปานียะปะริโภชะนียูปัฏฐะปะนัญจะ ฉันทาระหานัง ภิกขูนัง ฉันทาหะระณัญจะ เตสัญเญวะ อะกะตะปะวาระณานัง ปะวาระณายะ อาหะระณัญจะ อุตุกขานัญจะ ภิกขุคะณะนา จะ ภิกขุนีนะโมวาโท จาติ.

ตัตถะ… [กลางวัน “ปุริเมสุ จตูสุ กิจเจสุ ปะทีปะกิจจัง อิทานิ สุริยาโลกัสสะ อัตถิตายะ นัตถิ อะปะรานิตีนิ” หรือตอนเย็นใกล้ค่ำ “ปุริมานิ จัตตาริ …ภิกขูนัง วัตตัง ชานะเตหิ สามะเณเรหิปิ กะตานิ [ถ้าไม่มีสามเณรช่วยจัดก็ไม่ต้องว่า] ภิกขูหิปิ ปะรินิฏฐิตานิ โหนติ ฉันทาหะระณัง ปะวารณา อาหะระณานิ ปะนะ อิมิสสัง สีมายัง (อะพัทธะสีมายัง) หัตถะปาสัง วิชะหิต์วา นิสินนานัง ภิกขูนัง อะภาวะโต นัตถิ

อุตุกขานัง นามะ เอตตะกัง อะติกกันตัง, เอตตะกัง อะวะสิฏฐันติ เอวัง อุตุอาจิกขะนัง, อุตูนีธะ ปะนะ สาสะเน เหมันตะคิมหะวัสสานานัง วะเสนะ ตีณิ โหนติ อะยัง วัสสาโนตุ, อิมัส์มิญจะ อุตุมหิ สัตตะจะ อุโปสะถา เอกา จะ ปะวาระณา, อิมินา ปักเขนะ เอกา ปะวาระณา สัมปัตตา, ปัญจะ อุโปสะถา อะติกกันตา, เท๎ว อุโปสะถา อะวิสิฏฐา, อิติ เอวัง สัพเพหิ อายัส์มันเตหิ อุตุกขานัง ธาเรตัพพัง
[รับพร้อมกันว่า เอวัง ภันเต/อาวุโส]

ภิกขุคะณะนา นามะ อิมัส์มิง ปะวาระณัคเค ปะวาระณัตถายะ สันนิปะติตา ภิกขู เอตตะกาติ ภิกขูนัง คะณะนา, อิมัส์มิมปะนะ ปะวาระณัคเค ทะสะ (เปลี่ยนตามจำนวนภิกษุ) ภิกขู สันนิปะติตา โหนติ. อิติ เอวัง สัพเพหิ อายัส์มันเตหิ ภิกขุคะณะนาปิ ธาเรตัพพา
[รับพร้อมกันว่า เอวัง ภันเต/อาวุโส]

ภิกขุนีนะโมวาโท ปะนะ อิทานิ ตาสัง นัตถิตายะ นัตถิ, อิติ สะกะระโณกาสานัง ปุพพะกิจจานัง กะตัตตา นิกกะระโณกาสานัง ปุพพะกิจจานัง ปะกะติยา ปะรินิฏฐิตัตตา เอวันตัง นะวะวิธัง ปุพพะกิจจัง ปะรินิฏฐิตัง โหติ.

นิฏฐิเต จะ ปุพพะกิจเจ สะเจ โส ทิวะโส จาตุททะสี ปัณณะระสี สามัคคีนะมัญญะตะโร ยะถาชชะ ปะวารณา ปัณณะระสี, ยาวะติกา จะ ภิกขู กัมมัปปัตตา สังฆะปะวาระณาระหา ปัญจะ วา ตะโต วา อะติเรกา ปะกะตัตตา ปาราชิกัง อะนาปันนา สังเฆนะ วา อะนุกขิตตา, เต จะ โข หัตถะปาสัง อะวิชะหิต์วา เอกะสีมายัง ฐิตา, เตสัญจะ วิกาละโภชะนาทิวะเสนะ วัตถุสะภาคาปัตติโย เจ นะ วิชชันติ. เตสัญจะ หัตถะปาเส หัตถะปาสะโต พะหิกะระณะวะเสนะ วัชเชตัพโพ โกจิ วัชชะนียะปุคคะโล เจ นัตถิ

เอวันตัง ปะวาระณากัมมัง อิเมหิ จะตูหิ ลักขะเณหิ สังคะหิตัง ปัตตะกัลลัง นามะ โหตุ กาตุง ยุตตะรูปัง ปะวาระณากัมมัสสะ ปัตตะกัลลัตตัง วิทิต์วา อิทานิ กะริยะมานา ปะวารณา สังเฆนะ อะนุมาเนตัพพา.
[รับพร้อมกันว่า สาธุ]


กฐินแบบธรรมยุต

หนึ่งเดือนหลังจากวันออกพรรษา หรือท้ายฤดูฝนตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒ เป็นช่วงเวลาที่มีพุทธานุญาตให้ภิกษุแสวงหาผ้ามาทำจีวร เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “กาลจีวร” เพื่อเปลี่ยนผ้าเก่าที่ใช้อยู่ อาจเป็นผ้าที่ทายกทายิกานำมาถวายแก่หมู่สงฆ์เพื่อประโยชน์นี้ ในกรณีผ้าที่นำมาถวายนั้นไม่พอ คือไม่ครบทุกรูปทรงอนุญาตให้ยกผ้านั้นขึ้นท่ามกลางสงฆ์ เพื่อจะขอมติว่าจะให้รูปใดเป็นผู้ครองแทน แต่โดยธรรมเนียมปฏิบัติและความเคารพในครูอุปัชฌาอาจารย์นิยมมอบให้ท่านเป็นผู้ถือครอง และผ้านั้นภิกษุผู้มีความสามารถตลอดจนหมู่สงฆ์ต้องช่วยกัน โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการ “ซัก กะประมาณ ตัด เย็บ ย้อมสี” ให้แล้วเสร็จภายในวันเดียว ซึ่งสามารถเย็บสบง, จีวร, สังฆาฏิ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แล้วนำมาท่ามกลางสงฆ์เพื่อมอบให้ภิกษุผู้จะครองได้อธิษฐานใช้ ซึ่งเริ่มจาก “สละผ้าครองผืนเก่า → ทำพินทุผ้าผืนใหม่ → อธิษฐานผ้า → กรานผ้าผืนใหม่ → อนุโมทนาผ้าที่กราน”

อาวาสที่สามารถรับกฐินได้ต้องมีจำนวนภิกษุอยู่จำพรรษาตั้งแต่ ๕ รูป ขึ้นไป และทุกรูปนั้นล้วนอยู่จำพรรษาครบไตรมาส เมื่อออกพรรษาแล้วนอกจากจะได้รับอานิสงส์การอยู่จำพรรษา ๕ อย่างแล้ว เมื่อได้รับกฐินก็ขยายเวลาการถืออานิสงส์นั้นออกไปอีก ๔ เดือน ตลอดฤดูเหมันต์ (ฤดูหนาว)

คำอปโลกน์กฐิน

[รูปที่ ๑]
อิทานิ โข ภันเต, อิทัง สะปะริวารัง กะฐินะทุสสัง สังฆัสสะ กะฐินัตถาราระหะกาเลเยวะ อุปปันนัง อีทิเส จะ กาเล อิเมนะ อุปปันเนนะ ทุสเสนะ กะฐินัตถาโร วัสสัง วุตถานัง ภิกขูนัง ภะคะวะตา อะนุญญาโต, เยนะ อากังขะมานัสสะ สังฆัสสะ ปัญจะ กัปปิสสันติ. อะนามันตะจาโร, อะสะมาทานะจาโร, คะณะโภชะนัง, ยาวะทัตถะจีวะรัง, โย จะ ตัตถะ จีวะรูปปาโท โส เนสัง ภะวิสสะติ. จะตูสุปิ เหมันติเกสุ มาเสสุ จีวะระกาโล มะหันตีคะโต ภะวิสสะติ. อิทานิ ปะนะ สังโฆ อากังขะติ นุ โข กะฐินัตถารัง, อุทาหุ นากังขะติ ?
[สงฆ์พึงรับว่า “อากังขามะ ภันเต” ผู้พรรษามากรับเพียง “อากังขามะ”]
[คำแปล] ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย, บัดนี้แลผ้ากฐินกับทั้งบริวารอันนี้เกิดขึ้นแล้วแก่สงฆ์ ในกาลอันควรกรานกฐินนั่นแหละ, ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงอนุญาตการกรานกฐินแก่ภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้อยู่จำพรรษาแล้วด้วยผ้าที่เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ ในกาลเช่นนี้, อาศัยการกรานกฐินไรเล่าเป็นเหตุอานิสงส์ ๕ จักสำเร็จแก่สงฆ์ผู้ปรารถนาอยู่, คือเที่ยวไปด้วยไม่ต้องบอกลา ๑ เที่ยวจาริกไปด้วยไม่ต้องถือเอาไตรจีวรไปครบสำรับ ๑ ฉันคณะโภชน์ได้ ๑ เก็บอติเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา ๑ จีวรลาภเกิดขึ้นในอาวาสนั้นจักเป็นของได้แก่พวกเธอ ๑ ทั้งจีวรกาล เธอเหล่านั้นจักได้ทำให้เป็นกาลมาก ยืดออกไปในฤดูเหมันต์ ๔ เดือน, ก็บัดนี้ สงฆ์ปรารถนาจะกรานกฐิน, หรือไม่ปรารถนา ?

[รูปที่ ๒]
โส โข ปะนะ ภันเต กะฐินัตถาโร, ภะคะวะตา ปุคคะลัสสะ อัตถาระวะเสเนวะ อะนุญญาโต, นาญญัตตะระ ปุคคะลัสสะ อัตถารา อัตถะตัง โหติ กะฐินันติ หิ วุตตัง ภะคะวะตา. นะ สังโฆ วา คะโณ วา กะฐินัง อัตถะระติ. สังฆัสสะ จะ คะณัสสะ จะ สามัคคิยา ปุคคะลัสเสวะ อัตถารา, ตัสเสวะ ปุคคะลัสสะปิ อัตถะตัง โหติ กะฐินัง อิทานิ กัสสะ อิมัง กะฐินะทุสสัง ทัสสามะ สังฆัสสะปิ คะณัสสะปิ สามัคคิยา กะฐินัง อัตถะริตุง, โย ชิณณะจีวะโร วา ทุพพะละจีวะโร วา, โย วา ปะนะ อุสสะหิสสะติ อัชเชวะ จีวะระกัมมัง นิฏฐาเปต์วา, สัพพะวิธานัง อะปะริหาเปต์วา กะฐินัง อัตถะริตุง, สะมัตโถ ภะวิสสะติ.
[สงฆ์พึงนิ่งเฉย]
[คำแปล] ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็การกรานกฐินนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงอนุญาตด้วยอำนาจแห่งความกรานของบุคคลอย่างเดียว, เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า กฐินไม่เป็นอันกรานแล้ว นอกจากการกรานแห่งบุคคลดังนี้ สงฆ์หรือคณะก็หากรานได้ไม่ เพราะอาศัยความกรานกฐินแห่งบุคคล โดยความพร้อมเพรียงแห่งสงฆ์ด้วยแห่งคณะด้วย, กฐินแห่งสงฆ์ แห่งคณะ แห่งบุคคลนั้น เป็นอันสงฆ์และคณะ และบุคคลนั้นได้กรานแล้ว.
ก็บัดนี้ เราทั้งหลายจักให้ผ้ากฐินนี้แก่ภิกษุรูปใด เพื่อจะกรานกฐิน, ภิกษุใดมีจีวรเก่าคร่ำคร่า หรือมีจีวรทุพพลภาพ, ก็หรือว่า ภิกษุใดจักอาจหาญจักเป็นผู้สามารถเพื่อจะให้จีวรกรรมสำเร็จ ในวันนี้นี่แหละ, ไม่ให้วิธีทั้งปวงเสื่อม, แล้วกรานกฐินได้

[รูปที่ ๓]
อิธะ อัมเหสุ อายัส์มา อิตถันนาโม, สัพพะมะหัลละโก พะหุสสุโต ธัมมะธโร วินะยะธะโร, สะพรัหมะจารีนัง สันทัสสะโก สะมาทะปะโก สะมุตเตชะโก สัมปะหังสะโก, พะหุนนัง อาจะริโย (วา อุปัชฌาโย วา) หุต์วา โอวาทะโก อะนุสาสะโก, สะมัตโถ จะ ตัง ตัง วินะยะกัมมัง อะวิโกเปต์วา กะฐินัง อัตถะริตุง. มัญญามะหะเม สัพโพยัง สังโฆ อิมัง สะปะริวารัง กะฐินะทุสสัง, อายัส์มะโต อิตถันนามัสสะ ทาตุกาโม. ตัส์มิง กะฐินัง อัตถะรันเต, สัพโพยัง สังโฆ สัมมะเทวะ อะนุโมทิสสะติ. อายัส์มะโต อิตถันนามัสเสวะ อิมัง สะปะริวารัง กะฐินะทุสสัง ทาตุง, รุจจะติ วา โน วา สัพพัสสิมัสสะ สังฆัสสะ ?
[สงฆ์พึงรับว่า รุจจะติ ภันเต]
[คำแปล] บรรดาเราทั้งหลายท่านผู้มีอายุ..ฉายา… ท่านมีพรรษายุกาลมากกว่าสงฆ์ทั้งปวงเป็นพหุสูต ทรงธรรม ทรงวินัย, แสดงให้เพื่อนพรหมจรรย์เห็นจริง ให้รับปฏิบัติให้อาจหาญ ให้ร่าเริง, และเป็นอาจารย์ (หรือเป็นอุปัชฌาย์) เป็นผู้ให้โอวาทสั่งสอนแก่คฤหัสถ์ บรรพชิต เป็นอันมาก. อนึ่ง สามารถเพื่อจะกรานกฐิน ไม่ให้วินัยกรรมนั้นๆ กำเริบ.
ข้าพเจ้าสำคัญว่า สงฆ์ทั้งปวงนี้ปรารถนาจะให้ผ้ากฐินกับทั้งบริวารนี้ แก่ท่านผู้มีอายุ…ฉายา… เมื่อท่านนั้นกรานกฐินอยู่, สงฆ์ทั้งปวงนี้จักอนุโมทนาโดยชอบทั่วกัน, การให้ผ้ากฐินกับทั้งบริวารนี้แก่ท่าน…ฉายา…. ย่อมชอบหรือไม่ชอบแก่สงฆ์ทั้งปวง ? [ชอบละ เจ้าข้า]

[รูปที่ ๔]
ยะทิ อายัส์มะโต อิตถันนามัสสะ, อิมัง สะปะริวารัง กะฐินะทุสสัง ทาตุง, สัพพัสสิมัสสะ สังฆัสสะ รุจจะติ, สาธุ ภันเต สังโฆ, อิมัง กะฐินะทุสสะปะริวาระภูตัง ติจีวะรัง วัสสาวาสิกัฏฐิติกายะ อะคาเหต์วา, อายัส์มะโต อิตถันนามัสเสวะ อิมินา อะปะโลกะเนนะ ทะทาตุ, กะฐินะทุสสัง ปะนะ อะปะโลกะเนนะ ทิยยะมานัมปิ นะ รูหะติ. ตัส์มา อิทานิ ญัตติทุติเยนะ กัมเมนะ อะกุปเปนะ ฐานาระเหนะ, อายัส์มะโต อิตถันนามัสสะ, เทมาติ กัมมะสันนิฏฐานัง กะโรตุ.
[สงฆ์พึงรับว่า สาธุ ภันเต]
[คำแปล] ถ้าการให้ผ้ากฐินกับบริวารนี้แก่ท่าน…ฉายา… ควรชอบแก่สงฆ์ทั้งปวงนี้ไซร้, ขอสงฆ์จงให้ผ้าไตรซึ่งเป็นบริวารของผ้ากฐินไตรนี้แก่ท่าน…ฉายา…. ด้วยการอปโลกน์นี้เถิด อย่าให้ต้องถือเอาตามลำดับจำนำพรรษาเลย, ก็แลผ้ากฐินแม้สงฆ์จะให้ด้วยอปโลกน์ก็ไม่ขึ้น, (ต้องให้ด้วยญัตติทุติยกรรมนั้นจึงขึ้น) เพราะฉะนั้นบัดนี้ขอสงฆ์จงทำกรรมสันนิษฐานว่า เราทั้งหลายให้ผ้ากฐินนั้น แก่ท่าน…ฉายา…. ด้วยญัตติทุติยกรรม อันไม่กำเริบอันควรแก่ฐานะ ณ กาลบัดนี้แล. [ดีละ เจ้าข้า]

หมายเหตุ :- บทว่า อิตถันนาโม และ อิตถันนามัสสะ ที่ขีดเส้นใต้ไว้นั้น ให้เปลี่ยนตามฉายาของภิกษุผู้กรานกฐิน ทุกแห่งไป แต่ถ้าผู้กรานกฐินมีราชทินนาม (พระครู, เจ้าคุณ) ให้ใช้ชื่อราชทินนามนั้นๆ แทน
บทว่า สัพพะมะหัลละโก นี้ สำหรับผู้กราบกฐินแก่พรรษาในหมู่สงฆ์ ถ้าในสงฆ์มีภิกษุพรรษามากกว่าผู้กรานกฐินให้ยกเสียไม่ต้องว่า
บทว่า พะหุนนัง อาจะริโย (วา อุปัชฌาโย วา) หุต์วา นั้น ถ้าผู้กรานกฐินเป็นอาจารย์ของภิกษุทั้งหลาย จงว่า พะหุนนัง อาจะริโย หุต์วา ถ้าเป็นแต่อุปัชฌาย์จงว่า พะหุนนัง อุปัชฌาโย หุต์วา ถ้าเป็นทั้ง ๒ อย่างคงว่าตามแบบ

ญัตติทุติยกรรมวาจา [ตั้งญัตติ ๒ รูป]

[ตั้ง นะโม ๓ จบ แบบสงฆ์]
๑. นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ.
๒. ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต.
๓. อะระหะโต สัมมา… สัมพุทธัสสะ.

สุณาตุ เม ภันเต [อาวุโส] สังโฆ. อิทัง สังฆัสสะ กะฐินะทุสสัง อุปปันนัง, ยะทิ สังฆัสสะ ปัตตะกัลลัง, สังโฆ อิมัง กะฐินะทุสสัง, อายัส์มะโต อิตถันนามัสสะ, ทะเทยยะ กะฐินัง อัตถะริตุง, เอสา ญัตติ.

สุณาตุ เม ภันเต [อาวุโส] สังโฆ, อิทัง สังฆัสสะ กะฐินะทุสสัง อุปปันนัง, สังโฆ อิมัง กะฐินะทุสสัง, อายัส์มะโต อิตถันนามัสสะ, เทติ กะฐินัง อัตถะริตุง, ยัสสายัส์มะโต ขะมะติ, อิมัสสะ กะฐินะทุสสัสสะ, อายัส์มะโต อิตถันนามัสสะ, ทานัง กะฐินัง อัตถะริตุง, โส ตุณ์หัสสะ, ยัสสะ นะ ขะมะติ, โส ภาเสยยะ, ทินนัง อิทัง สังเฆนะ กะฐินะทุสสัง, อายัส์มะโต อิตถันนามัสสะ, กะฐินัง อัตถะริตุง, ขะมะติ สังฆัสสะ, ตัส์มา ตุณ์หี, เอวะเมตัง ธาระยามิ.

[คำแปล] ความนอบน้อมแห่งข้าฯ จงมีแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า, ผ้ากฐินนี้เกิดขึ้นแล้วแก่สงฆ์, ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว, สงฆ์พึงให้ผ้ากฐินนี้แก่ท่าน…ฉายา… เพื่อจะกรานกฐิน, นี้เป็นญัตติ [คำเสนอ]
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า, ผ้ากฐินนี้เกิดขึ้นแล้วแก่สงฆ์, สงฆ์ให้ผ้ากฐินนี้แก่ท่าน….ฉายา… เพื่อจะกรานกฐิน, การให้ผ้ากฐินนี้แก่ท่าน…ฉายา… เพื่อจะกรานกฐิน ชอบแก่ท่านผู้ใด, ท่านผู้นั้นเป็นผู้นิ่ง, ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด, ท่านผู้นั้นพึงพูด, ผ้ากฐินนี้อันสงฆ์ให้แล้วแก่ท่าน…ฉายา… เพื่อกรานกฐิน, ย่อมชอบแก่สงฆ์, เหตุนั้นสงฆ์จึงนิ่งอยู่, ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ ด้วยอาการอย่างนี้

คำกรานกฐิน

กรานด้วยผ้าสังฆาฏิ : อิมายะ สังฆาฏิยา กะฐินัง อัตถะรามิ.
กรานด้วยผ้าจีวร : อิมินา อุตตะราสังเคนะ กะฐินัง อัตถะรามิ.
กรานด้วยผ้าสบง : อิมินา อันตะระวาสะเกนะ กะฐินัง อัตถะรามิ.

คำเสนออนุโมทนากฐิน

อัตถะตัง อาวุโส [ภันเต] สังฆัสสะ กะฐินัง, ธัมมิโก กะฐินัตถาโร อะนุโมทะถะ.

คำอนุโมทนากฐิน [ว่าพร้อมกัน]

อัตถะตัง ภันเต [อาวุโส] สังฆัสสะ กะฐินัง, ธัมมิโก กะฐินัตถาโร อะนุโมทามะ.
[ถ้าว่าทีละรูปให้เปลี่ยน อะนุโมทามะ เป็น อะนุโมทามิ]


กาลิก ๔

ของที่สามารถกลืนกินให้ล่วงลำคอลงไป ท่านเรียกว่ากาลิก เพราะเป็นของมีกำหนดให้ใช้ชั่วคราว จำแนกเป็น ๔ อย่าง

๑. ยาวกาลิก เป็นของที่ใช้บริโภคเป็นอาหาร ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงวัน มีโภชนะทั้ง ๕ คือ ข้าวสุกที่หุงจากธัญญชาติทั้งหลาย ๑ ขนมกุมมาสเป็นของทำด้วยแป้งหรือด้วยถั่วงา มีอันจะบูดหรือล่วงคืนแล้ว ๑ สัตตุ คือขนมแห้งเป็นของไม่บูด ๑ ปลา ๑ เนื้อ ๑ นอกจากนี้ยังมี นมสด นมส้ม ของขบเคี้ยว เช่นผลไม้และเง่ามีมันเป็นต้น
ยาวกาลิกนี้ พ้นกำหนดเวลาแล้ว ภิกษุฉันให้ล่วงลำคอไป ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ด้วยวิกาลโภชนสิกขา รับประเคนแรมคืนแล้วฉันในกาลแห่งวันรุ่งขึ้นเป็นต้นไป ต้องอาบัติปาจิตตีย์ด้วยสันนิธิการสิกขาบท

๒. ยามกาลิก เป็นของที่ให้บริโภคได้วันหนึ่งกับคนหนึ่ง ได้แก่ปานะ คือน้ำสำหรับดื่ม ที่คั้นออกจากน้ำลูกไม้ ๘ ชนิด คือ น้ำมะม่วง ๑ น้ำชมพู่หรือน้ำหว้า ๑ น้ำกล้วยมีเม็ด ๑ น้ำกล้วยไม่มีเม็ด ๑ น้ำมะซาง ๑ น้ำลูกจันทร์หรือองุ่น ๑ น้ำเง่าอุบล ๑ น้ำมะปรางหรือลิ้นจี่ ๑
วิธีทำปานะ ปอกหรือคว้านผลไม้เหล่านี้ที่สุก เอาผ้าห่อ บิดผ้าให้ตึง อัดเนื้อผลไม้ให้คายน้ำออกจากผ้า หรืออาจใช้ที่คั้นน้ำผลไม้แล้วเอาผ้ากรองน้ำผลไม้ ระวังอย่าให้มีเนื้อหรือกากผลไม้เจือปน เติมน้ำลงให้พอดี ประกอบของอื่นเป็นต้นว่า น้ำตาล เกลือ พอเข้ารส
ปานะนี้ให้ใช้ของสด ห้ามมิให้ต้มด้วยไฟ เป็นของที่อนุปสัมบันทำจึงควรในวิกาล ถ้าภิกษุทำเองท่านว่ามีคติอย่างยาวกาลิก เพราะรับประเคนทั้งผล ยามกาลิกนี้ล่วงกำหนดคืนหนึ่ง คืออรุณใหม่ขึ้นแล้ว ท่านห้ามไม่ให้ฉัน ปรับเป็นอาบัติทุกกฎ

๓. สัตตาหกาลิก เป็นของที่ให้บริโภคได้ ๗ วัน ได้แก่ เภสัช ๕ อย่าง คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย
สัตตาหกาลิกที่ภิกษุไม่ได้ทำเอง รับประเคนในเช้า ฉันแม้กับอาหารในวันนั้นก็ได้ ตั้งแต่วิกาลแห่งวันนั้นไป ฉันกับอาหารไม่ได้ ฉันได้โดยฐานเป็นเภสัชตลอดกาล ล่วงคราวคือ ๗ วันแล้วไป เป็นนิสสัคคีย์ ภิกษุต้องปาจิตตีย์ ด้วยสิกขาบทที่ ๓ แห่งปัตตวรรค ในนิสสัคคีย์กัณฑ์ ฉันเภสัชที่เป็นนิสสัคคีย์ต้องทุกกฎ

๔. ยาวชีวิก เป็นของที่ให้บริโภคได้เสมอไปไม่มีจำกัดกาล ใช้ประกอบเป็นยา นอกจากกาลิก ๓ อย่างนั้น จัดเป็นยาวชีวิก ดังนี้
– รากไม้ เช่น ขมิ้น ขิง ว่านน้ำ ว่านเปราะ อุตพิด ข่า แฝก แห้วหมู เป็น
– น้ำฝาด เช่น น้ำฝาดสะเดา น้ำฝาดมูกมัน น้ำฝาดกระดอม หรือมูลกา น้ำฝาดบอระเพ็ด หรือพญามือเหล็ก น้ำฝาดกระถินพิมาน
– ใบไม้ เช่น ใบสะเดา ใบมูกมัน ใบกระดอม หรือมูลกา ใบกะเพรา หรือแมงลัก ใบฝ้าย ใบชะพลู ใบบัวบก ใบส้มลม ใบส้มกบ
– ผลไม้ เช่น ลูกพิลังกาสา ดีปลี พริก สมอไทย สมอพิเภก มะขามป้อม ผลแห่งโกศ
– ยางไม้ เช่น ยางที่ไหลออกจากต้นหิงค์ หรือเคี่ยวออกจากก้านและใบแห่งต้นหิงค์
– เกลือต่างๆ เช่น เกลือจากน้ำทะเล เกลือดำ เกลือสินเธาว์ หรือเกลือที่เขาเอาดินโป่งมาเคี่ยวทำขึ้น

กาลิกระคนกัน
๑. ยามกาลิก สัตตาหกาลิก ยาวชีวิก ๓ นี้ สิ่งใดสิ่งหนึ่งรับประเคนไว้ในวันนั้น ด้วยกันกับ ยาวกาลิก ย่อมควรในกาล ไม่ควรในวิกาล
๒. สัตตาหกาลิก ยาวชีวิก ๒ นี้ สิ่งใดสิ่งหนึ่งรับประเคนในวันนั้นด้วยกันกับ ยามกาลิก ย่อมควรในยาม คือวันหนึ่งไปจนวันรุ่ง ล่วงยามไปคือถึงอรุณใหม่ไม่ควร
๓. ยาวชีวิก รับประเคนกับ สัตตาหกาลิก ควร ๗ วัน ล่วง ๗ วันไปไม่ควร

กาลิกใดๆ มีรสไม่ระคนปนกัน กาลิกนั้นๆ แม้รับประเคนด้วยกันจะบริสุทธิ์อย่างใด ล้างหรือปอกเสียอย่างนั้นแล้ว และบริโภคตามกาลแห่งกาลิกนั้นๆ ก็ควร ถ้ามีรสอันเจือระคนกันไซร้ ไม่ควรบริโภค

ยาวกาลิก กับ ยามกาลิก ๒ นี้ เก็บไว้ในอกัปปิยะกุฎี แม้เป็นของสงฆ์ ชื่อว่า อันโตวุฏฐะ แปลว่า อยู่ในภายใน หุงต้มให้สุกในอกัปปิยะกุฎี ชื่อว่า อันโตปักกะ แปลว่า สุกในภายใน ภิกษุหุงต้มให้สุกเอง ชื่อว่า สามะปักกะ แปลว่า ให้สุกเอง ทั้ง ๓ กระบวนการนี้ เป็นวัตถุแห่งทุกกฎ ห้ามไม่ให้ฉัน

ยาวกาลิก ที่เก็บไว้ในกัปปิยะกุฎีไม่เป็นอันโตวุฏฐะ หุงต้มในนั้นไม่เป็นอันโตปักกะ แต่ทำเองในนั้นคงเป็นสามะปักกะท่านห้าม แต่จะอุ่นของที่คนอื่นทำสุกแล้วท่านอนุญาต

ห้ามไม่ให้ภิกษุฉันเนื้อ ๑๐ อย่าง

๑. เนื้อมนุษย์
๖. เนื้อราชสีห์
๒. เนื้อช้าง
๗. เนื้อหมี
๓. เนื้อม้า
๘. เนื้อเสือโคร่ง
๔. เนื้อสุนัข
๙. เนื้อเสือดาว
๕. เนื้องู
๑๐. เนื้อเสือเหลือง

เนื้อมนุษย์ เป็นของห้ามโดยกวดขันเป็นวัตถุแห่งถุลลัจจัย เลือดก็สงเคราะห์เข้าในเนื้อด้วยเหมือนกัน เนื้ออีก ๙ ชนิดนั้นเป็นวัตถุแห่งทุกกฏ เนื้อนอกจากที่ระบุชื่อไว้เป็นของไม่ห้ามโดยกำเนิด แต่ห้ามโดยความเป็นของดิบ ยังไม่ได้ทำให้สุกด้วยไฟ และต้องเป็นเนื้อที่บริสุทธิ์โดยส่วน ๓ คือ ภิกษุไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้สงสัย ว่าเขาฆ่ามาเฉพาะตนเช่นนี้ ฉันไม่มีโทษ คือต้องอาบัติ


มหาปเทส ๔

คือหลักการตัดสินพระธรรมวินัย ว่าควรหรือไม่ควร

๑. สิ่งใดไม่ได้ทรงห้ามไว้ว่าไม่ควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่เป็นอกัปปิยะ ขัดกันกับสิ่งที่เป็นกัปปิยะ สิ่งนั้นไม่ควร
๒. สิ่งใดไม่ได้ทรงห้ามไว้ว่าไม่ควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่เป็นกัปปิยะ ขัดกันกับสิ่งที่เป็นอกัปปิยะ สิ่งนั้นควร.
๓. สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาตไว้ว่าควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่เป็นอกัปปิยะ ขัดกันกับสิ่งที่เป็นกัปปิยะ สิ่งนั้นไม่ควร.
๔. สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาตไว้ว่าควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่เป็นกัปปิยะ ขัดกันกับสิ่งที่เป็นอกัปปิยะ สิ่งนั้นควร.


เทศนาบัติพิธี

พระภิกษุที่ต้องลหุกาบัติ คืออาบัติเบาที่สามารถแสดงความบริสุทธิ์กับภิกษุด้วยกันได้ ได้แก่อาบัติถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ทุกกฏ และทุพภาษิต หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เทสนาบัติ คือจะพ้นจากอาบัติได้ด้วยการแสดง ทั้งนี้การแสดงอาบัติมิใช่วิธีการที่จะทำให้ภิกษุผู้ต้องพ้นจากกรรมไปได้ เป็นแต่เพียงการผูกใจว่าต่อไปจะไม่กระทำผิดอีก

ดังนั้น เมื่อภิกษุรู้ดังนี้แล้ว พึงห่มผ้าเฉวียงบ่าเข้าไปหาภิกษุที่มีความสามารถบอกและวิธีการได้ เช่นครูบาอาจารย์ สหธรรมิก อาจจะมีพรรษามากกว่าหรือน้อยกว่าก็ได้ที่มีความสามารถแสดงอาบัติได้ ทั้งนี้ ผู้ที่มีพรรษาอ่อนกว่าพึงน้อมตัวลงต่ำกว่าภิกษุผู้มีพรรษาแก่กว่า โดยนั่งคุกเข่าห่างกัน ๑ หัตถบาท [๑ ศอก] พร้อมกับกล่าวว่า

สำหรับภันเต ภิกษุ (ผู้มีพรรษามาก)

อาบัติถุลลัจจัย
ผู้แสดง : อะหัง อาวุโส สัมพะหุลา นานาวัตถุกาโย, ถุลลัจจะยาโย อาปัตติโย อาปันโนตา ปะฏิเทเสมิ.
ผู้รับ : ปัสสะถะ ภันเต.
ผู้แสดง : อามะ อาวุโส ปัสสามิ.
ผู้รับ : อายะติง ภันเต สังวะเรยยาถะ.
ผู้แสดง : สาธุ สุฏฐุ อาวุโส สังวะริสสามิ. (ว่า ๓ ครั้ง)

อาบัติปาจิตตีย์
ผู้แสดง : อะหัง อาวุโส สัมพะหุลา นานาวัตถุกาโย, ปาจิตติยาโย อาปัตติโย อาปันโนตา ปะฏิเทเสมิ.
ผู้รับ : ปัสสะถะ ภันเต.
ผู้แสดง : อามะ อาวุโส ปัสสามิ.
ผู้รับ : อายะติง ภันเต สังวะเรยยาถะ.
ผู้แสดง : สาธุ สุฏฐุ อาวุโส สังวะริสสามิ. (ว่า ๓ ครั้ง)

อาบัติทุกกฏ
ผู้แสดง : อะหัง อาวุโส สัมพะหุลา นานาวัตถุกาโย, ทุกกะฏาโย อาปัตติโย อาปันโนตา ปะฏิเทเสมิ.
ผู้รับ : ปัสสะถะ ภันเต.
ผู้แสดง : อามะ อาวุโส ปัสสามิ.
ผู้รับ : อายะติง ภันเต สังวะเรยยาถะ.
ผู้แสดง : สาธุ สุฏฐุ อาวุโส สังวะริสสามิ. (ว่า ๓ ครั้ง)

อาบัติทุพภาสิต
ผู้แสดง : อะหัง อาวุโส สัมพะหุลา ทุพภาสิตาโย, อาปัตติโย อาปันโนตา ปะฏิเทเสมิ.
ผู้รับ : ปัสสะถะ ภันเต.
ผู้แสดง : อามะ อาวุโส ปัสสามิ.
ผู้รับ : อายะติง ภันเต สังวะเรยยาถะ.
ผู้แสดง : สาธุ สุฏฐุ อาวุโส สังวะริสสามิ. (ว่า ๓ ครั้ง)

สำหรับอาวุโสภิกษุ (ผู้มีพรรษาอ่อนกว่า)

อาบัติถุลลัจจัย
ผู้แสดง : อะหัง ภันเต สัมพะหุลา นานาวัตถุกาโย, ถุลลัจจะยาโย อาปัตติโย อาปันโนตา ปะฏิเทเสมิ.
ผู้รับ : ปัสสะ อาวุโส.
ผู้แสดง : อามะ ภันเต ปัสสามิ.
ผู้รับ : อายะติง อาวุโส สังวะเรยยาสิ.
ผู้แสดง : สาธุ สุฏฐุ ภันเต สังวะริสสามิ. (ว่า ๓ ครั้ง)

อาบัติปาจิตตีย์
ผู้แสดง : อะหัง ภันเต สัมพะหุลา นานาวัตถุกาโย, ปาจิตติยาโย อาปัตติโย อาปันโนตา ปะฏิเทเสมิ.
ผู้รับ : ปัสสะ อาวุโส.
ผู้แสดง : อามะ ภันเต ปัสสามิ.
ผู้รับ : อายะติง อาวุโส สังวะเรยยาสิ.
ผู้แสดง : สาธุ สุฏฐุ ภันเต สังวะริสสามิ. (ว่า ๓ ครั้ง)

อาบัติทุกกฏ
ผู้แสดง : อะหัง ภันเต สัมพะหุลา นานาวัตถุกาโย, ทุกกะฏาโย อาปัตติโย อาปันโนตา ปะฏิเทเสมิ.
ผู้รับ : ปัสสะ อาวุโส.
ผู้แสดง : อามะ ภันเต ปัสสามิ.
ผู้รับ : อายะติง อาวุโส สังวะเรยยาสิ.
ผู้แสดง : สาธุ สุฏฐุ ภันเต สังวะริสสามิ. (ว่า ๓ ครั้ง)

อาบัติทุพภาสิต
ผู้แสดง : อะหัง ภันเต สัมพะหุลา ทุพภาสิตาโย, อาปัตติโย อาปันโนตา ปะฏิเทเสมิ.
ผู้รับ : ปัสสะ อาวุโส.
ผู้แสดง : อามะ ภันเต ปัสสามิ.
ผู้รับ : อายะติง อาวุโส สังวะเรยยาสิ.
ผู้แสดง : สาธุ สุฏฐุ ภันเต สังวะริสสามิ. (ว่า ๓ ครั้ง)

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube