ธรรมเทศนาวันสารท
ยะถา วาริวะหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง,
เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะตีติ
บัดนี้ จักได้แสดงพระธรรมเทศนา ในปุญญกถา ว่าด้วยการทำบุญวันสารท เพื่อเป็นเครื่องประคับประคองฉลองศรัทธา ประดับปัญญาบารมี เพิ่มพูนกุศลบุญราศี ของท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ผู้มาประชุมกัน ณ ศาลาอเนกประสงค์ วัดสังฆรัตนารามแห่งนี้ ตามสมควรแก่เวลาเป็นลำดับไป
ประเพณีทำบุญวันสารท ที่เราปฏิบัติกันมาอย่างช้านาน คือการทำบุญในช่วงเดือนสิบ เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ญาติผู้ล่วงลับไป เข้าใจว่าเดิมทีเป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวอินเดีย เมื่อชาวนาเก็บเกี่ยวรวงข้าวสาลีอันเป็นผลผลิตแรก จะนำมาทำเป็นข้าวมธุปายาสเพื่อเลี้ยงพราหมณ์ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ข้าวในนา และเพื่อเป็นการเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปด้วย ต่อมา พระพุทธศาสนาได้อุบัติขึ้น พุทธศาสนิกชนจึงได้หันมาบำเพ็ญบุญในทางพระพุทธศาสนา โดยไม่ทิ้งหลักบุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการ อันได้แก่ ทาน ศีล ภาวนา เพื่อให้เกิดเป็นบุญ อุทิศหนุนหมู่ญาติของตนที่ได้ล่วงลับจากไป
หลักการในการทำบุญอุทิศในวันนี้ก็คือ บุคคลผู้ทำบุญ วิธีการทำบุญ การอุทิศส่วนบุญ และการอนุโมทนาบุญ บุคคลผู้ทำบุญก็ได้แก่เราทั้งหลายที่ได้มาพร้อมกัน ณ สถานที่แห่งนี้ วิธีการทำบุญ ท่านหมายถึงบุญที่เป็นเหตุ หรือเหตุที่ทำให้เกิดบุญ ได้แก่ การตักบาตร การสมาทานศีล การเจริญภาวนา สวดมนต์ไหว้พระ การแผ่เมตตา การฟังธรรมอย่างตั้งใจ การแบ่งปันสิ่งของ การจัดเตรียมสถานที่ และการช่วยกันเก็บกวาดสถานที่หลังเสร็จงาน สิ่งเหล่านี้เรียกว่าความดี หรือเหตุที่ทำให้เกิดบุญขึ้น
เมื่อเกิดบุญขึ้นมา ก็ถือว่าเป็นผู้มีบุญ จึงทำการอุทิศบุญนั้นให้หมู่ญาติที่ล่วงลับไป ด้วยการทำในใจว่า “ขอบุญนี้ จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลาย ขอญาติทั้งหลายจงมีความสุขเถิด” เป็นการเพิ่มพูนบุญให้เกิดขึ้นแต่ตน และแก่ญาติผู้ล่วงลับไป ด้วยการให้ส่วนบุญและการอนุโมทนาบุญ ดังคำบาลีที่ว่า ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ คือการที่ให้คนอื่นมีส่วนร่วมในบุญ ให้ความยินดีในความดีที่ตนเองทำ ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนา คือการยอมรับหรือยินดีในการทำความดีหรือการทำบุญของบุคคลอื่น
ถามว่า เพราะเหตุใด ผู้ล่วงลับไปบางพวก จึงต้องอาศัยบุญด้วยการอนุโมทนา หรือการที่ญาติผู้อยู่ในโลกนี้อุทิศส่วนบุญไปให้ เรื่องนี้ ขอนำข้อความบางส่วนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ใน ติโรกุฑฑกัณฑสูตร ว่า
- นะ หิ ตัตถะ กะสิ อัตถิ, โครักเขตถะ นะ วิชชะติ
อันที่จริง ในสถานที่นั้น ไม่มีการเพาะปลูก ไม่มีการเลี้ยงสัตว์ - วะณิชชา ตาทิสี นัตถิ, หิรัญเญนะ กะยากะยัง
ไม่มีการค้าขาย ไม่มีการแลกเปลี่ยนด้วยเงิน - อิโต ทินเนนะ ยาเปนติ เปตา กาละกะตา ตะหิง
ผู้ที่ตายไปแล้ว ย่อมยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยทานที่ญาติอุทิศแล้วในโลกนี้ - อุณณะเต อุทะกัง วุฏฐัง, ยะถา นินนัง ปะวัตตะติ
น้ำฝนตกลงในที่ดอน ย่อมไหลไปสู่ที่ลุ่ม ฉันใด - เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ
ทานที่บุคคลให้แล้วแต่โลกนี้ ย่อมสำเร็จแก่ผู้ล่วงลับไปทั้งหลาย ฉันนั้น - ยะถา วาริวะหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง
ห้วงน้ำเต็มด้วยน้ำ ย่อมยังสมุทรสาครให้เต็มเปี่ยม ฉันใด - เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ
ทานที่บุคคลให้แล้วแต่โลกนี้ ย่อมสำเร็จแก่ผู้ล่วงลับไปทั้งหลาย ฉันนั้น ดังนี้
บุญจึงมีความสำคัญกับทุกคน พระพุทธองค์ตรัสเกี่ยวกับบุญไว้ เป็นต้นว่า
สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย การสั่งสมบุญนำมาซึ่งความสุข
ปุญฺญานิ ปรโลกสฺมึ ปติฏฐา โหนฺติ ปาณินํ บุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย ทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า ทั้งปัจจุบันและอนาคต
บุญเป็นเงาเฝ้าตามติด บุญเป็นมิตรในทุกที่
คอยช่วยเหลือเอื้ออารีย์ ห่างราคีปลอดโพยภัย
บุญพิทักษ์บุญรักษา บุญนำพาพบสุกใส
แม้ชีพลับดับล่วงไป บุญส่งให้สวัสดี
คนเรานั้นเกี่ยวข้องกับบุญตลอด ยามบุญมากาไก่กลายเป็นหงส์ ยามบุญลงหงสาเป็นกาไก่ ยามบุญมาวาสนาช่วย ที่ป่วยก็หาย ที่หน่ายก็รัก ถ้าบุญไม่มาวาสนาไม่ช่วย ที่ป่วยก็หนัก ที่รักก็หน่าย บุญจึงเกี่ยวข้องกับคนเราตลอดเวลา คนแต่เก่าก่อนจึงนำบุญไปตั้งเป็นชื่อเป็นนามสกุล เช่น บุญมี บุญมา บุญเชิด บุญชู บุญชอบ บุญช่วย บุญส่ง บุญเสริมฯ สารพัดบุญ
เมื่อพูดถึงคนชื่อบุญ ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่วัดแห่งหนึ่ง หลังจากพระทำวัตรสวดมนต์เย็นเสร็จ มีโยมคณะหนึ่งเข้ามากราบเรียนถามว่า ที่วัดแห่งนี้ มีพระที่มีคำว่าบุญนำหน้าชื่อหรือไม่ โยมจะนิมนต์ไปสวดเพื่อความเป็นสิริมงคล ในพิธีหล่อพระประจำวันเกิด ปรากฏว่าพระทั้งวัด ๖๐ รูป มีรูปเดียวที่มีชื่อนำหน้าว่าบุญ โยมจึงนิมนต์พระวัดนั้นรูปเดียว และตระเวนนิมนต์พระวัดต่าง ๆ ที่มีชื่อว่าบุญนำหน้าอีก ๙ รูป จะเห็นว่า แค่คำว่าบุญ หรือชื่อว่าบุญก็เป็นที่ยินดี เป็นที่ชื่นใจ เป็นมงคลของบุคคลผู้ถือนามเป็นมงคล แต่ถึงกระนั้น มีชื่อว่าบุญ ก็ไม่เท่ามีบุญอยู่ในตน เหตุนั้น บุคคลควรทำเหตุให้เกิดบุญบ่อย ๆ ด้วย ทาน ศีล ภาวนา
อันทาน ศีล ภาวนา อย่าเลยละ อุตสาหะ สืบสร้าง ทางสวรรค์
นิสัยส่ง คงนิพพาน มินานครัน เกษมสันต์ แสนสุข สิ้นทุกข์ภัย
พุทธศาสนิกชนได้สดับแล้ว พึงน้อมนำไปประพฤติปฏิบัติ ย่อมเป็นไปเพื่อสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล เจริญสุขทุกทิพาราตรีกาล
ก่อนที่จะจบพระธรรมเทศนา ขอชักชวนท่านทั้งหลาย ทำใจของตนให้เลื่อมใสในพระรัตนตรัย น้อมระลึกถึงบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ ที่ได้บำเพ็ญในวันนี้ ด้วยการตักบาตร ถวายภัตตาหาร ที่เรียกว่าทานมัย ด้วยการสำรวมระวังทางกายและวาจาให้เป็นปกติ เรียกว่าสีลมัย ด้วยการสวดมนต์ไหว้พระ เจริญเมตตา เรียกว่าภาวนามัย ด้วยการประพฤติสุภาพอ่อนน้อมต่อบุคคลและสถานที่ที่ควรอ่อนน้อม เรียกว่าอปจายนมัย ด้วยการบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม เรียกไวยาวัจมัย ด้วยการให้ผู้อื่น สัตว์อื่นได้มีส่วนร่วมในส่วนบุญนี้ เรียกว่าปัตติทานมัย ด้วยการพลอยยินดีในการทำความดีของกันและกัน เรียกว่าปัตตานุโมทนามัย ด้วยการฟังธรรมด้วยความตั้งใจ เรียกว่าธัมมัสสวนมัย ด้วยการกล่าวธรรม กล่าวสิ่งที่ดีที่เป็นประโยชน์ต่อกันและกัน เรียกธัมมเทสนามัย ด้วยการทำความเห็นให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เป็นสัมมาทิฏฐิ เรียกว่าทิฏฐชุกัมม์ รวมความคือบุญเกิดทางกาย วาจา ใจ โดยมีทาน ศีล ภาวนา เป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ แล้วอุทิศส่วนบุญนี้ ให้แก่ญาติผู้ล่วงลับและสรรพสัตว์ทั้งหลาย โดยการทำในใจว่า อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ , สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอุทิศผล บุญกุศลนี้แผ่ไปให้ไพศาล
ถึงบิดามารดาครูอาจารย์ ทั้งลูกหลานญาติมิตรสนิทกัน
คนเคยร่วมเคยรักสมัครใคร่ มีส่วนได้ในกุศลผลของฉัน
ทั้งเจ้ากรรมนายเวรและเทวัญ ขอให้ท่านได้กุศลผลนี้ ทุกถ้วนหน้า
เทศนาปริโยสาเน ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนานี้ ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย อำนวยอวยพรชัยให้ท่านสาธุชนทั้งหลาย ปราศจากทุกข์ โศก โรค ภัย ปรารถนาสิ่งหนึ่งประการใด อันเป็นไปโดยชอบประกอบไปด้วยธรรม ขอสิ่งนั้นจงพลันสำเร็จ จงพลันสำเร็จ จงพลันสำเร็จ สมความปรารถนาจงทุกประการ แสดงพระธรรมเทศนามา ก็สมควรแก่เวลา ขอสมมติยุติลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้
