กฐินเทศนา
พระราชธรรมวาที (ชัยวัฒน์ ธมฺมวฑฺฒโน)
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ
เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯเปฯ สาวตฺถิยํ วสฺสูปนายิกํ สมฺภาเวตนฺติ ฯ
ณ บัดนี้ จะแสดงพระธรรมเทศนาใน “กฐินทานกถา” พรรณนาถึงบุญพิเศษในทางพระพุทธศาสนา คือการถวายผ้ากฐิน ทั้งส่วนที่เป็นประวัติความเป็นมา ทั้งส่วนที่เป็นประเพณีและเป็นอานิสงส์ เป็นเครื่องเสริมส่งคุณธรรมเพิ่มพูนปัญญา อัปมาทธรรม สัมมาปฏิบัติ แก่สาธุชน พุทธบริษัท ผู้สนใจใฝ่ศึกษา ตามสมควรแก่เวลา
ดำเนินความว่า เตน สมเยน สมัยนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้กรุงสาวัตถีฯ ครั้งนั้น มีภิกษุชาวเมืองปาฐา หรือปาวา ๓๐ รูป ล้วนทรงธุดงคคุณ สมบูรณ์ด้วยสีลาจารวัตร เคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีอัธยาศัยชอบปู่ย่า ท่านเหล่านั้นมีความประสงค์จะเดินทางไปเฝ้าสมเด็จพระบรมศาสดา ครั้นกระชั้นพรรษา มาไม่ถึงตามกำหนด จึงแวะเข้าจำพรรษา ณ เมืองสาเกต ครั้นออกพรรษาปวารณาเสร็จ ยังไม่พ้นเขตวสันตฤดู ภูมิภาคอากูลไปด้วยโคลนตม ไม่เป็นสมัยที่จะสัญจร มีสบงจีวรอันชุ่มชื้นไปด้วย น้ำและโคลน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาเห็นความลำบากของสาวกเหล่านั้น จึงทรงอนุญาตกฐินัตถารวินัยกรรมว่า
อนุชานามิ ภิกฺขเว วสฺสํ วุตฺถานํ ภิกฺขูนํ กฐินํ อตฺถริตุ
อตฺถตกฐินานํ โว ภิกฺขเว ปญฺจ อานิสํสา กปฺปิสฺสนฺติ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลาย ผู้อยู่จำพรรษาแล้วกรานกฐินได้ ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายที่กรานกฐินแล้ว จักสำเร็จอานิสงส์ ๕ ประการ
ในสมัยพุทธกาล ปรากฏในตำนานว่า นางวิสาขามหาอุบาสิกาเป็นผู้ได้รับพระบรมพุทธานุญาตทอดกฐินเป็นคนแรก แก่พระภิกษุชาวเมืองปาฐา หรือปาวา ๓๐ รูปนั้น ตั้งแต่นั้นมา การทอดกฐินจึงเป็นประเพณีนิยมที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายปฏิบัติสืบมาจนถึงปัจจุบัน
การทำบุญทอดกฐินจัดเป็นกาลทาน และเป็นทานพิเศษกว่าทานอื่นๆ เช่น การทอดผ้าป่า ซึ่งผู้มีศรัทธาจะกระทำได้ในทุกโอกาสไม่จำกัดเวลาและจำนวนภิกษุ แม้ที่สุดสามเณรก็รับได้ แต่การทอดกฐินนี้เป็นไปตามพระวินัย คือ ภิกษุผู้รับต้องมีจำนวนตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไป ภิกษุที่รับต้องอยู่จำพรรษาตลอดไตรมาสในอาวาสนั้น ท่านจำกัดเวลาไว้อีกว่า นับตั้งแต่ แรม ๑ ค่ำเดือน ๑๑ เป็นต้นไป จนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำเพ็ญเดือน ๑๒ เป็นเวลา ๑ เดือน พ้นจากนั้นหาเป็นกฐินไม่ นอกจากนี้ปีหนึ่งวัดหนึ่งๆ จะทอดกฐินได้เพียงครั้งเดียว ทั้งพระสงฆ์ในวัดนั้นก็รับกฐินได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ในส่วนผู้ทอดกฐิน ท่านมิได้กล่าวจำกัดไว้ ฉะนั้นผู้ทอดกฐินจะเป็นบรรพชิตก็ดี เป็นคฤหัสถ์ชาย หรือหญิงก็ได้ ทอดคนเดียวหรือเป็นคณะก็ได้ การทอดกฐินก่อให้เกิดผลานิสงส์ทั้งแก่พระสงฆ์ผู้รับและทายกทายิกาผู้ทอดในส่วนแห่งพระสงฆ์ได้รับอานิสงส์เป็น ๕ ประการคือ…
- ๑. อนามนฺตจาโร – เที่ยวไปในตระกูลได้ไม่ต้องบอกลา ตามปกติจะไปในที่อื่นจากที่นิมนต์นั้น ในเวลาก่อนหรือกลับต้องบอกลาภิกษุที่มีอยู่ในวัดก่อนจึงไปได้
- ๒. อสมาทานจาโร – เที่ยวไปโดยไม่ต้องเอาไตรจีวรไปด้วยก็ได้ตามปกติวิสัย ภิกษุจะไปแรมคืน ณ ที่ใด ต้องเอาไตรจีวรไปด้วย
- ๓. คณโภชนํ – ฉันคณโภชนะได้ไม่เป็นอาบัติ ตามปกติภิกษุถูกอาราธนาและออกชื่อโภชนะทั้ง ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้ารับของนั้นมาหรือฉันของนั้นพร้อมกันตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป ต้องปาจิตตีย์ ได้กรานกฐินแล้วคุ้มอาบัตินี้ได้ ฯ
- ๔. ยาวทตฺถจีวรํ – มีจีวรได้ตามต้องการ คือเก็บอติเรกจีวรไว้ได้ไม่เป็นอาบัติ
- ๕. โย จ ตตฺถ จีวรุปฺปาโท โส เนสํ ภวิสฺสติ – จีวรลาภใดที่เกิดแก่สงฆ์ในอาวาสนั้น จีวรลาภที่เกิดขึ้นนั้น จักเป็นของๆ ภิกษุทั้งหลายผู้ได้กรานกฐินแล้ว
ในส่วนทานิสสราธิบดี ผู้เป็นใหญ่ในทาน ได้มีศรัทธาปสาทะ สละ ทรัพย์บำเพ็ญมหากุศลอันบุคคลกระทำได้ยาก ชื่อว่าได้ผลานิสงส์อันยิ่งใหญ่มีผลทั้งแก่ตน สังคม ประเทศชาติและพระศาสนา คือ…
- ๑. ได้เป็นศาสนทายาท สืบทอดอายุพระพุทธศาสนา
- ๒. ได้รักษาวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามไว้มิให้เสื่อมสูญ
- ๓. เป็นการเพิ่มพูนทานบารมี
- ๔. เป็นการสร้างความสามัคคีในหมู่พุทธบริษัท
- ๕. เป็นการกำจัดมัจฉริยะ (ความตระหนี่)
- ๖. เป็นการถวายกำลังแก่พระสงฆ์ผู้ดำรงพระศาสนา
- ๗. เป็นการบูชาพุทธโอวาท ของพระบรมศาสดา
- ๘. เป็นการแปรทรัพย์และทำชีวิตให้เป็นสาระ
- ๙. เป็นการสั่งสมทุนคือบุญกุศลไว้ในภายภาคหน้า
ท่านเจ้าภาพผู้ทอดจักได้เกิดปีติปราโมทย์ เพราะได้บริจาคมหาทานได้บริวารญาติมิตรเห็นผลทันตา คือมีพุทธศาสนิกเมธีชน ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต แซ่ซ้องอนุโมทนาสาธุการ มีความเบิกบานผ่องใส่ทั้งกายและใจ
ในนิราศเดือน ท่านกล่าวถึงประเพณีประจำชีวิตของชาวพุทธไว้ตอนหนึ่งว่า
เดือนสิบเอ็ดเสร็จธุระพระพรรษา ชาวพาราเซ็งแซ่แห่กฐิน
ลงเรือเพียบพายยกเหมือนนกบิน กระแสสินธุ์สาดปรายกระจายฟอง
สนุกสนานขานยาวฉาวสนั่น บ้างแข่งขันต่อสู้เป็นคู่สอง
แพ้ชนะปะตาพูดจาลอง ตามทำนองเล่นกฐินสิ้นทุกปี
เรื่องกฐินจัดเป็นบุญที่แปลกกว่าบุญอย่างอื่น เช่น ชื่อก็แปลก กริยาก็แปลก เวลาถวายก็แปลก อานิสงส์ก็แปลก
ชื่อแปลก….. ชื่อว่า “กฐิน” คล้ายกับต้นไม้หรือผักชนิดหนึ่ง ที่ยอดรับประทานได้ ฝักก็ทานได้ ใบก็ใช้ทำอาหารสัตว์ ส่วนต้นใช้ประโยชน์ได้สารพัด
กริยาแปลก… คือไม่ใช้คำว่า “ถวาย” เหมือนบุญอย่างอื่น แต่ใช้คำว่า “ทอด” คล้ายกับการทอดอาหาร หรือขนม เช่น ทอดไข่ ทอดกล้วย เป็นต้น
ของแปลก… คือของที่เป็นแก่นเป็นประธานจริงๆ ได้แก่ ผ้าไตรจีวร ส่วนที่นอนหมอนมุ้ง รวมถึงปัจจัย ล้วนเป็นส่วนแห่งบริวารทั้งสิ้น
เวลาแปลก… คือ บุญอย่างอื่น เช่น ทอดผ้าป่าหรือสังฆทาน ล้วนทอดและทำได้ตลอดทั้งปี ไม่มีกำหนหรือจำกัดเวลา แต่กฐินจัดเป็น “กาลทาน” คือ กำหนดเวลาไว้เพียง ๑ เดือนเท่านั้น (ตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ สุดเขตขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒)
อานิสงส์แปลก… ทานอย่างอื่นได้อานิสงส์เฉพาะทายก-ทายิกาผู้ถวาย ปฏิคาหกผู้รับหาได้อานิสงส์ด้วยไม่ แต่กฐินได้อานิสงส์ทั้งผู้ให้และผู้รับ เรียกว่า บุญกำลังสอง
ทานอย่างอื่น… ทายก-ทายิกา เป็นผู้ทูลขอให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาต แต่กฐินพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตด้วยพระองค์เอง นับว่าเป็นพุทธประสงค์โดยแท้
อนึ่ง คำว่า “กฐิน” ซึ่งเป็นชื่อบุญชนิดพิเศษนี้ เป็นภาษาบาลี แต่นำมาเรียกและใช้จนกลายเป็นภาษาไทยไปโดยปริยาย พอพูดถึงคำว่า กฐิน ก็เป็นอันเข้าใจกัน กฐิน หรือกฐินะ คำนี้เป็นชื่อไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับขึงผ้า มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมสำหรับขึงผ้าให้ตึง เพื่อเย็บทำเป็นจีวรท่านเรียกไม้ชนิดนี้ว่า “ไม้สะดึง”
ว่าถึงชนิดหรือประเภทของกฐิน ที่ปฏิบัติกันอยู่ทั่วไปในสมัยปัจจุบัน คือ…
- ๑. กฐินหลวง – ได้แก่ กฐินที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ หรือพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จทอด ณ พระอารามหลวงที่กำหนดไว้เป็นพิเศษ ๑๖ วัด เช่น วัดพระเชตุพนฯ วัดสุทัศน์ฯ วัดบวรฯ และวัดอรุณฯ เป็นอาทิ
- ๒. กฐินต้น – ได้แก่ กฐินที่พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชศรัทธาสละพระราชทรัพย์ เสด็จฯ ทอด ณ วัดใดวัดหนึ่ง ตามพระราชอัธยาศัย โดยมิได้จำวัดว่าวัดหลวงหรือวัดราษฎร์
- ๓. กฐินพระราชทาน – ได้แก่ กฐินที่พระมหากษัตริย์ พระราชทานให้ส่วนราชการ เช่น กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานเอกชน บริษัท ห้างร้าน คหบดี พ่อค้า ประชาชน ผู้มีศรัทธานำไปทอดถวายยังพระอารามหลวงแห่งใดแห่งหนึ่ง ทั่วพระราชอาณาจักร อาทิ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร วัดพิชยญาติการาม และวัดกัลยาณมิตรฯ แทนพระองค์
- ๔. กฐินราษฎร์ – ได้แก่ กฐินที่ราษฎรผู้มีศรัทธาจัดขึ้นเป็นการส่วนตัว แล้วนำไปทอด ณ วัดใดวัดหนึ่งซึ่งเป็นวัดราษฎร์ คือวัดที่ราษฎรสร้างขึ้น
- ๕. กฐินสามัคคี – ได้แก่ กฐินที่คณะบุคคลผู้มีศรัทธาร่วมแรงร่วมใจกันสละทรัพย์จัดขึ้น แล้วนำไปทอดยังวัดที่ตนมุ่งหมาย มิได้จัดเป็นปัจเจกชน แต่จัดเป็นคณะบุคคล
อีกประการหนึ่ง ความพิเศษของบุญกฐินนี้ คือ มีข้อแม้และจำกัดหลายประการ อาทิตย์
- ๑. จำกัดประเภททาน – ต้องเป็นสังฆทานอย่างเดียว จะเฉพาะเจาะจงผู้ใดผู้หนึ่งไม่ได้
- ๒. จำกัดเวลา – มีเวลาสำหรับการทอดภายในระยะเพียง ๑ เดือน และพระที่รับกฐินต้องครองเสร็จภายในวันนั้น
- ๓. จำกัดไทยธรรม – ของถวายต้องเป็นผ้าสำหรับตัดเย็บเป็นจีวรสังฆาฎิ และสบง เท่านั้น นอกนั้นจัดเป็นบริวาร
- ๔. จำกัดผู้รับ – พระที่รับต้องจำพรรษาในอาวาสนั้น โดยพรรษาไม่ขาดตลอดไตรมาส และมีจำนวน ๕ รูปขึ้นไป
- ๕. จำกัดคราว – ปีหนึ่งมีครั้งเดียว และวัดหนึ่งๆ จะรับกฐินซ้ำซ้อนกันไม่ได้
บุญกฐิน จัดเป็นบุญพิเศษ เรียกว่าบุญ ๔ ส. คือ….
- ๑. บุญสละ – สละเวลา น้ำพักน้ำแรง และน้ำเงิน เพื่อบำเพ็ญกุศล
- ๒. บุญสามัคคี – พร้อมใจประกอบให้มีขึ้น ด้วยน้ำใจอันงาม
- ๓. บุญศักดิ์ศรี – ประกาศความเป็นพุทธศาสนิกชนคนมีศาสนา
- ๔. บุญศักดิสิทธิ์ – เพราะบุญเป็นที่พึ่ง เป็นกัลยาณมิตร เป็นเงาเฝ้าตามติด เป็นทุนหนุนชีวิต
เพราะกฐินเป็นบุญพิเศษ มีความแปลกแตกต่างจากบุญอย่างอื่นและมีอานิสงส์มากเช่นนี้ เมื่อถึงฤดูกาลทอดกฐินจึงมีผู้นิยมทอดกฐินกันมาก เพราะชาวไทยเราปรากฏตามประวัติว่าได้นิยมทอดกฐินกันมาช้านาน ตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งเป็นยุคที่พระพุทธศาสนาลังกาวงศ์เข้ามาประดิษฐานในประเทศไทย คือ ราว พ.ศ.๑๘๒๐ รัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ความข้อนี้ปรากฏหลักฐานในประชุมศิลาจารึกประเทศไทย ภาค ๑ ว่า
“พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้าท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุนสิ้นทั้งหลาย ทั้งผู้ชายทั้งผู้หญิง ฝูงทวยมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน เมื่อออกพรรษา กรานกฐินเดือนหนึ่ง จึงแล้วกรานกฐินมีพนมหมาก มีพนมดอกไม้ มีหมอนนั่งหมอนนอนบริพารกฐินดังนี้ฯ”
แม้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ชาวไทยได้เชิดชูการทอดกฐินว่าเป็นพิธีบุญอันสำคัญประจำปีตลอดมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเป็นเจ้าภาพพระราชทานผ้าพระกฐินและเสด็จบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นพระราชจริยาวัตรทุก ๆ พระองค์ และทุกๆ ปีไม่มีเว้นโดยได้เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานผ้าพระกฐินด้วยพระองค์เองบ้าง พระราชทานให้กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ นำไปทอดแทนบ้าง
คณะบุคคลที่ได้รับผ้าพระกฐินพระราชทานแล้ว ก็ได้บริจาคทรัพย์สมทบโดยเสด็จพระราชกุศลตามศรัทธา กฐินประเภทนี้จึงเรียกว่า “กฐินหลวง” หรือกฐินพระราชทาน นอกจากนี้ยังมีเอกชน สมาคม ห้างร้าน บริษัท และคณะสามัคคี เป็นเจ้าภาพทอดกฐินตามวัดต่างๆ ทั่วพระราชอาณาจักร กฐินประเภทนี้จัดเป็น “กฐินราษฎร์” คือไม่ใช่กฐินหลวง แต่เวลาเรียก เรียกกฐินเฉย ๆ เป็นอันรู้กัน
การทอดกฐินจะเป็นส่วนบุคคล หรือจะเป็นคณะที่เรียกว่า สามัคคีก็ตาม ล้วนเป็นการ พัฒนาชาติ สืบพระศาสนา รักษาสังคม ชื่นชมทานบารมี อีกทั้งเป็นการเพิ่มพูนบุญกุศลและความสุขให้แก่ชีวิต สมดังพุทธภาษิตที่ว่า สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย การสั่งสมบุญ นำมาซึ่งความสุข ดังนี้
วัตถุประสงค์หรือความมุ่งหมายในการทอดกฐิน โดยสรุปก็คือ…..
- ๑. เพื่ออนุเคราะห์พระภิกษุสงฆ์ตามพระวินัย นิยมบรมพุทธานุญาต
- ๒. เพื่อรักษาประเพณีที่เคยมีมาแต่กาลก่อน
- ๓. เพื่อเป็นการบำเพ็ญมหากุศล ทำชีวิตของตนให้เป็นแก่นสาร
- ๔. เพื่อรวบรวมวัตถุจตุปัจจัย เพื่อใช้ในการพัฒนาบูรณะพระอาราม เป็นต้น
ว่าถึงคุณสมบัติของผู้ที่จะทอดกฐินนั้น ในกาลทานสุตตคาถา ท่านแสดงไว้ว่า กาเล ททนฺติ สปญฺญา วทญฺญ วีตมจฺฉรา แปลความว่า ทายก-ทายิกา ผู้มีศรัทธาจะต้องประกอบด้วย
- ๑. สปญฺญา – เป็นผู้มีปัญญา
- ๒. วทญฺญู – เป็นผู้รู้จักชักชวน
- ๓. วีตมจฺฉรา – เป็นผู้ปราศจากความตระหนี่
- ๔. กาเลน ทินฺนํ อริเยสุ อุชุ ภูเตสุ ตาทิสุ วิปฺปสนฺนมนา ฯ – ความเป็นผู้มีความเลื่อมใส จิตใจมั่นคงในกิจของพระอริยเจ้า
ทั้ง ๔ ประการนี้ เป็นกิจอันบุคคลผู้ศรัทธาปรารถนาจะบำเพ็ญบุญชนิดพิเศษ พึงสร้างให้เกิดมีขึ้นในตน ฯ
อนึ่ง ท่านพรรณนาถึงความสำคัญของทานไว้ว่า ทานเป็นมหาเสน่ห์ ทานเป็นคุณธรรมของนักบริหาร ทานเป็นสะพานหรือบันไดไต่ไปสวรรค์ ในทานเหล่านั้น สังฆทานนับว่าประเสริฐเลิศกว่าปาฎิปุคคลิกทาน เพราะให้แก่ผู้เดียวก็ชื่อว่า ได้ด้วยกันทั้งหมด ส่วนเจตนาของผู้ให้ ก็เป็นเจตนาอันดี มิได้มีมุ่งหมายต่อปฏิการตอบแทน ในเกณิยคาถา ท่านแสดงไว้ว่า
- อคฺคิหุตฺตํ มุขา ยญฺญา – ยัญทั้งหลายมีการบูชาไฟเป็นหัวหน้า
- สาวิตฺติ ฉนฺทโส มุขํ – ในบรรดาฉันท์ทั้งหลาย สาวิตติฉันท์ เป็นหัวหน้าของฉันทศาสตร์
- ราชา มุขํ มนุสฺสานํ – พระราชาเป็นหัวหน้าของมนุษย์ทั้งหลาย
- นทีนํ สาคโร มุขํ – มหาสมุทรเป็นหัวหน้าของแม่น้ำทั้งหลาย
- นกฺขตฺตานํ มุขํ จนฺโท – พระจันทร์เป็นหัวหน้าของดาวนักขษัตริย์ทั้งหลาย
- อาทิจฺโจ ตปตํ มุขํ – พระอาทิตย์เป็นหัวหน้าของสิ่งที่มีแสงสว่างและความร้อนทั้งหลาย ฉันใด
- ปุญฺญมากงฺขมานานํ สงฺโฆ เว ยชตํ มุขํ – สงฆ์แลเป็นหัวหน้าของทายกทั้งหลายผู้หวังบุญบำเพ็ญทาน ฉะนั้นฯ
อนึ่ง ทานที่จะประณีตหรือไม่ประณีตนั้น บัณฑิตท่านไม่ประสงค์พัสดุแต่ประสงค์สภาพจิตหรือเจตนาของผู้บริจาค หากไม่มีความเดือดร้อน ด้วยความตระหนี่เสียดาย ชื่อว่าจิตประณีต พระผู้มีพระภาคตรัสเจตนาไว้เป็น ๓ ประการ คือ….
- ปุพฺเพว ทานา สุมโน – ก่อนให้ก็ใจดี เรียกว่า บุพพเจตนา
- ททํ จิตฺตํ ปสาทเย – ขณะให้ก็เลื่อมใส เรียกว่า มุญจนเจตนา
- ทตฺวา อตฺตมโน โหติ – ครั้นให้แล้ว ก็ไม่อาลัยเสียดาย เรียกว่า อปราปรเจตนา
ท่านพรรณนาอานิสงส์ของผู้บำเพ็ญทานไว้ ๖ ประการ ว่า…
- ๑. พหุโน ชนสฺส ปิโย โหติ มนาโป – ผู้ให้ทาน ย่อมเป็นที่รัก ที่พอใจของชนเป็นอันมาก
- ๒. สนฺโต สปฺปุริสา ภชนฺติ – สัปบุรุษผู้สงบระงับทั้งหลาย ย่อมคบหาสมาคม
- ๓. กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉติ – กิตติศัพท์อันดีงามย่อมฟุ้งขจรไป
- ๔. คิหิธมฺมา อนปคโต โหติ – เป็นผู้ไม่ไปปราศจากคุณธรรมของคฤหัสถ์
- ๕. วิสารโท อุปสงฺกมติ อมงฺกุภูโต – เป็นผู้แกล้วกล้าไมเก้อเขิน ในสมัยเข้าสมาคมนั้นๆ
- ๖. กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สุคฺคํ โลกํ อุปฺปชฺชติ – เบื้องหน้าแต่ร่างกายแตกสลายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้
และประมวลไว้ว่า เย ตตฺถ อนุโมทนฺติ เวยฺยาวจฺจํ กโรนฺติ วา ส่วนท่านทั้งหลายเหล่าใด ไม่ใช่เจ้าของทาน แต่พลอยชื่นชมอนุโมทนาด้วยหรือช่วยกันกระทำความขวนขวาย เวยยาวัจจกรรม ให้ทานบริจาคนั้นสำเร็จโดยสวัสดี น เตน ทกฺขิณา โอนา ทักขิณาทานของเจ้าของเดิมก็ไม่บกพร่องไปเพราะเหตุนั้น เตปิ ปุญฺญสฺส ภาคิโน แม้ชนทั้งหลาย ที่ได้อนุโมทนาช่วยทำความขวนขวาย ก็เป็นผู้มีส่วนแห่งบุญที่ท่านได้กระทำแล้วนั้น เพราะเหตุนี้ ท่านจึงจัดว่าการอนุโมทนาส่วนบุญของผู้อื่นเป็นบุญประการหนึ่ง เรียกปัตตานุโมทนา ฯ
การอนุโมทนาต่อคุณสมบัติของผู้อื่น มีทานเป็นต้น เป็นสาธุกิจของสัปปุริสชน สมเด็จพระบรมทศพลก็ทรงปฏิบัติในข้อนี้ และทรงอนุญาตกิจอนุโมทนาวิธีแก่ภิกษุพุทธบริษัทต่างๆ มี ยถา สพฺพี เป็นต้นฯ
ปัตตานุโมทนานี้ เป็นการกระทำความปีติยินดีให้เกิดแก่ผู้ที่ประกอบในกิจอันชอบนั้น ทำให้เกิดความตั้งใจในอันที่จะประพฤติดีประพฤติชอบให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ฯ ส่วนผู้อนุโมทนา เมื่อมาอนุโมทนาความยินดีของผู้อื่น ก็เป็นเหตุที่จะปราบถัมภะริษยาและความตระหนี่ให้ปราศจากไป การทอดกฐินมีผลานิสงส์แก่พระภิกษุและทานบดีเจ้าของทาน และผู้มีส่วนร่วมด้วยช่วยขวนขวายอนุโมทนา ดังวิสัชนามาฉะนี้ ฯ
อิเมหิ ปุญฺญกมฺเมหิ โสตฺถี โหนฺตุ นิรนฺตรํ
กลฺยาณมิจฺฉิตํ ยํ ยํ ตํ ตํ ขิปฺปํ สมิชฺฌตุ
ด้วยการกระทำบุญทั้งหลายเหล่านี้ ขอความสิริสวัสดิพิพัฒนมงคลชนมายุ วรรณะ สุขะ พละ สถาพร จงสโมสรสำเร็จเป็นนิจนิรันดร์ แก่ท่านทายกทายิกาทั้งหลาย ตลอดถึงท่านผู้ช่วยขวนขวายและอนุโมทนา สิ่งใดๆ อันดีงามที่ปรารถนาแล้ว ขอสิ่งนั้นๆ จงพลันสำเร็จสมประสงค์จงทุกประการ
รับประทานวิสัชนาพระธรรมเทศนาในกฐินทานกถา ก็สมสมัยได้เวลาขอยุติลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ
