คู่มือการจัดงานพิธีต่าง ๆ
สารบัญหัวข้อ
การจัดสถานที่ การเตรียมอุปกรณ์ การอาราธนา(นิมนต์)พระสงฆ์ เครื่องไทยธรรม การจุดธูปเทียน และ การอาราธนาศีล การประเคน การกรวดน้ำ สรุปขั้นตอนการประกอบพิธีทางศาสนา พระราชพิธี/รัฐพิธี ธรรมเนียมการรับเสด็จและข้อปฏิบัติในการเข้าเฝ้าฯ การปฏิบัติตนในระหว่างเข้าเฝ้า ฯ ในพระราชพิธี การจัดงานเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาในท้องถิ่น การจัดงานวันปิยมหาราช และวันที่ระลึกรัชกาลที่ 6 พิธีทอดกฐินพระราชทาน มารยาทในการเข้าเฝ้าฯ ตัวอย่างฎีกาอาราธนา และ ใบปวารณาพิธี หมายถึง งานที่ผู้ใดก็ตามจัดขึ้นตามลัทธิ ตลอดจนแบบอย่างธรรมเนียมประเพณี การปฏิบัติ ของในแต่ละสังคมและท้องถิ่น อาทิเช่น พิธีแต่งงาน พิธีศพ พิธีอุปสมบท เป็นต้น ส่วนมากจะมีพิธีทำบุญทางพุทธศาสนาประกอบ
ศาสนพิธี คือ พิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับศาสนาที่ปฏิบัติสืบทอดกันมา หรือเป็นการแสดงออกถึงความเชื่อทางศาสนา กระนั้นก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมประเภทใด ๆ ก็ตาม ล้วนแต่มีสารัตถะอยู่ที่การเสริมสร้างความดีงาม และความบริสุทธิ์ของผู้ร่วมพิธีกรรมเป็นพื้นฐาน
สำหรับศาสนพิธีต่าง ๆ ที่กระทำกันในศาสนาพุทธนั้นเกิดขึ้นอย่างมีเหตุผลและมีจุดมุ่งหมาย มิใช่เกิดจากศรัทธาที่เลื่อนลอยหรือไร้เหตุผล ซึ่งการประกอบพิธีกรรมนั้นต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของคน เพื่อให้สังคมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ศาสนพิธีทางพระพุทธศาสนา เช่น การทำบุญตักบาตร การถวายสังฆทาน การกราบ การไหว้ การเวียนเทียน แห่เทียนพรรษา เป็นต้น
โดยทั่วไปการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ก่อนถึงพิธีจะต้องมีการเตรียมการ วางแผนหรือแนวปฏิบัติอย่างเป็นระบบมีขั้นตอนชัดเจนเพื่อควบคุมงานให้ดำเนินไปอย่างถูกต้อง ราบรื่น ตรงตามวัตถุประสงค์ และเกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด ทุกพิธีจะมีความคล้ายคลึงกันจะแตกต่างกันในรายละเอียดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในที่นี้จะขอกล่าวอย่างกว้างๆพอเป็นแนว ดังนี้
การจัดสถานที่
สถานที่เป็นสิ่งสำคัญ ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม หากเป็นงานพระราชพิธี ต้องจัดให้สมพระเกียรติ จัดที่นั่งผู้มาร่วมงาน ที่นั่งพระสงฆ์ ประธาน ต้องให้ดูดี ลงตัว การจัดสถานที่เพื่อประกอบพิธีโดยทั่วไปมักจะมีความคล้ายคลึงกัน จะแตกต่างกันบ้างก็เพียงรายละเอียดเล็กน้อยเท่านั้น เช่นงานมงคล และงานอวมงคล จะมีรายละเอียดการจัดที่แตกต่างกัน การจัดสถานที่สำหรับเป็นแนวทางกว้างๆในการปฏิบัติควรจัด ดังนี้ (กรมการศาสนา : 3)
1. จัดโต๊ะหมู่บูชา 1 หมู่ (อาจเป็นหมู่ 5 หมู่ 7 หรือหมู่ 9 แล้วแต่กรณี) พร้อมที่กราบหรือที่ทรงกราบ (ใช้เฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯหรือพระราชวงศ์และอนุโลมให้ใช้ในรัฐพิธี หรือพระราชพิธี นอกนั้นควรปูพรมหรือผ้าขาวให้ประธานได้กราบโดยวิธีเบญจางคประดิษฐ์ (สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ : 23)) ไว้ด้านใดด้านหนึ่ง ยกเว้นทิศตะวันตก โดยมาก นิยมตั้งไว้บนอาสน์สงฆ์ ทางต้นอาสน์สงฆ์ (หลักการจัดโต๊ะหมู่บูชาให้อ่านเพิ่มเติมจาก หนังสือ คู่มือพิธีกรและการปฏิบัติพิธีทางพระพุทธศาสนา ซึ่งกรมการศาสนาได้เขียนไว้ ชัดเจน และแจกจ่ายให้กับหน่วยงานต่างๆแล้ว)
2. จัดอาสน์สงฆ์ อาสน์สงฆ์ คือ สถานที่สำหรับพระสงฆ์นั่งนั้น นิยมจัดตั้งไว้ทางด้านซ้ายของโต๊ะหมู่บูชา หรือด้านขวาของพระสงฆ์ ยกเว้นมีข้อจำกัดเรื่องสถานที่ อาจตั้งด้านใดก็ได้นิยมจัดแยกออกเป็นเอกเทศส่วนหนึ่งต่างหากจากที่นั่งของคฤหัสถ์ชายหญิง เครื่องรับรองพระภิกษุสงฆ์นั้น นิยมจัดตั้งไว้ด้านขวามือของพระภิกษุสงฆ์แต่ละรูป โดยจัดตั้งกระโถนไว้ด้านในสุด จัดตั้ง ภาชนะน้ำเย็นไว้ถัดออกมา จัดตั้งพานหมากพลู-บุหรี่ ไว้ถัดออกมาข้างนอก ส่วนภาชนะน้ำร้อนนั้น นิยมจัดมาถวายภายหลัง เมื่อพระภิกษุสงฆ์มานั่งเรียบร้อยแล้ว เพราะถ้านำมาตั้งไว้ก่อน น้ำร้อนจะเย็นเสียก่อน ทำให้เสียรสน้ำชา ถ้าสถานที่ห้องประกอบพิธีสงฆ์นั้นคับแคบ หรือสิ่งของเครื่องรับรองมีไม่เพียงพอที่จะจัดถวายให้ได้ก็สามารถจัด 1 ที่ ต่อพระสงฆ์ 2 รูป ก็ได้ เช่น กรณีพระสงฆ์ 9 รูป นิยมจัดเครื่องรับรองเพียง 5 ที่ ก็เพียงพอ คือ
– สำหรับพระเถระผู้เป็นประธานสงฆ์ จัดตั้งไว้ด้านขวามือของท่านหนึ่งที่
– จัดตั้งไว้ระหว่างพระภิกษุรูปที่ 2 กับพระภิกษุรูปที่ 3 หนึ่งที่
– จัดตั้งไว้ระหว่างพระภิกษุรูปที่ 4 กับพระภิกษุรูปที่ 5 หนึ่งที่
– จัดตั้งไว้ระหว่างพระภิกษุรูปที่ 6 กับพระภิกษุรูปที่ 7 หนึ่งที่
– จัดตั้งไว้ระหว่างพระภิกษุรูปที่ 8 กับพระภิกษุรูปที่ 9 หนึ่งที่
3. การปูลาดอาสนะพระสงฆ์ ให้ปูพรมหรือเสื่อด้านประธานสงฆ์ทับผืนต่อๆไปจนถึงท้ายพระสงฆ์และห้ามมิให้ปูติดกันเป็นผืนเดียวกับสตรีที่นั่ง และควรปูอาสนะเฉพาะพระสงฆ์แต่ละรูปอีกทีหนึ่ง
4. จัดโต๊ะสำหรับวางเครื่องไทยธรรมไว้ด้านท้ายอาสน์สงฆ์
5. จัดที่นั่งของประธานในพิธีให้อยู่ต่ำกว่าที่นั่งพระสงฆ์รูปที่ 1 เล็กน้อย หันหน้าเข้าหาพระสงฆ์
6. จัดที่นั่งสำหรับผู้ร่วมงานที่เป็นแขกผู้ใหญ่ ไว้ด้านหลังประธานประมาณ 5-6ที่
7. จัดที่นั่งผู้ร่วมงานอื่นๆหันหน้าไปทางประธานให้ห่างจากโต๊ะประธานประมาณ 1.5 –2.00 เมตรให้แถวยาวไปตามอาสน์สงฆ์หรือจัดที่นั่งผู้ร่วมงานอื่นๆหันหน้าเข้าหาพระสงฆ์เช่นเดียวกับประธาน แต่ต้องจัดแถวนั่งให้ต่ำกว่าแถวที่ประธานนั่ง 1 แถว จัดยาวไปตามอาสน์สงฆ์
8. จัดตั้งเครื่องขยายเสียงไว้ด้านท้ายอาสน์สงฆ์ สายไมโครโฟนควรเดินไว้หลังอาสน์สงฆ์ แล้วออกช่องพระสงฆ์รูปที่ 1 รูปที่ 3 และควรมีไมโครโฟนสำหรับพิธีกรสงฆ์ด้วย ซึ่งให้อยู่ด้านท้ายของอาสน์สงฆ์
9. หากเป็นสถานที่แสงสว่างน้อย ควรติดตั้งไฟฟ้าและควรหาพัดลมมาเตรียมไว้ด้วย
10. หากเป็นพิธีงานอวมงคล ต้องตั้งศพหรืออัฐิไว้ตรงกลางด้านกว้างของสถานที่ โดยให้ชิดผนังด้านกว้างนั้น พร้อมทั้งตั้งโต๊ะที่บูชาและดอกไม้ประดับ
การเตรียมอุปกรณ์
เมื่อสถานที่เสร็จเรียบร้อย ก็มาถึงการเตรียมอุปกรณ์ที่จะใช้ในพิธีนั้น โดยทั่วไปต้องเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ดังนี้
1. ธูป เทียน พร้อมเชื้อสำหรับทาให้ติดไฟง่าย(น้ำมันผสมเทียนขี้ผึ้ง)และไม้ขีดไฟ หรือไฟแช็ค
2. เครื่องรับรองพระสงฆ์ ดังนี้
2.1 พรมเล็ก สำหรับปูเป็นที่นั่งของพระภิกษุสงฆ์แต่ละรูป
2.2 กระโถน (ตั้งไว้ด้านในสุด)
2.3 ภาชนะน้ำเย็น (ตั้งไว้ถัดออกมา)
2.4 พานหมากพลู-บุหรี่ (ตั้งไว้ข้างหน้า)
2.5 ภาชนะน้ำร้อน (นิยมนำมาถวาย เมื่อพระสงฆ์มาถึงแล้ว)
3. โต๊ะวางข้าวพระพุทธ ควรปูผ้าขาวบนโต๊ะก่อนวางอาหาร
4. ที่กรวดน้ำพร้อมใส่น้ำสะอาด
5. ธรรมาสน์ (หากมีเทศน์) พัดรอง เชิงเทียนส่องธรรม เครื่องทองน้อย(หากเป็นงานอวมงคล)
หากเป็นงานมงคลต้องใช้อุปกรณ์เพิ่มคือ
– สายสิญจน์ พร้อมพานรอง 2 ใบ
– ภาชนะน้ำมนต์ กรณีเป็นงานมงคลพร้อมน้ำสะอาดและเทียนสำหรับจุดทำน้ำมนต์ นิยมจัดตั้งภาชนะน้ำมนต์นี้ไว้ข้างโต๊ะหมู่บูชา ด้านพระเถระประธานสงฆ์นั่ง นิยมใช้หม้อน้ำมนต์โดยเฉพาะ หรือใช้บาตรพระสงฆ์แทนก็ได้ แต่ไม่นิยมใช้ ขันเงินแทน เพราะเป็นวัตถุอนามาสที่พระภิกษุสงฆ์ไม่ควรจับต้อง เพราะเกิดอาบัติโทษแก่พระสงฆ์ผู้จับต้อง น้ำสำหรับทำน้ำมนต์นั้น นิยมใช้น้ำที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ ใส่น้ำขนาดเกือบเต็มภาชนะสำหรับทำน้ำมนต์นั้น และมีวัตถุที่นิยมกันว่าเป็นมงคล ตามความนิยมของท้องถิ่นนั้น ๆ ใส่ในภาชนะน้ำมนต์นั้นด้วย ส่วน เทียนสำหรับทำน้ำมนต์นั้น นิยมใช้เทียนขี้ผึ้งแท้ มีขนาดเล่มใหญ่พอสมควร ขนาดอย่างเล็ก นิยมมีน้ำหนัก ๑ บาทขึ้นไป และนิยมใช้เทียนที่มีไส้ใหญ่ ๆ เพื่อป้องกันมิให้ไฟดับง่าย เมื่อถูกลมพัด
– ที่พรมน้ำมนต์ สมัยโบราณ นิยมใช้ก้านมะยมหรือกำหญ้าคา แต่ปัจุบันเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม พร้อมพานรอง
– สายสิญจน์มงคลสำหรับบ่าวสาว(หากเป็นงานมงคลสมรส)
– โถเจิมแป้ง แผ่นทองคำเปลว ขี้ผึ่งสำหรับทางเพื่อปิดทอง ผ้าหรือกระดาษเช็ดมือแล้วแต่กรณี
งานอวมงคลจะต้องใช้อุปกรณ์เพิ่มคือ
– โต๊ะสำหรับตั้งอัฐิ หรือรูปภาพผู้ตาย
– สายโยง (ปัจจุบันนิยมใช้แถบทอง) และภูษาโยงพร้อมพานรอง
– ผ้ารองภูษาโยง (ใช้กรณีผู้ตายหรืออัฐิมีฐานันดรตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชขึ้นไป)
– โต๊ะเครื่องทองน้อยตั้งหน้าอัฐิ พร้อมเทียนและธูปไม้ระกำ
เมื่อเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ต้องตรวจสอบความเรียบร้อยเพื่อป้องกันสิ่งผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งกรมการศาสนา (2546 : 9) ได้แสดงแนวทางปฏิบัติไว้เห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ปฏิบัติจึงได้หยิบยกมากล่าวอีกครั้งหนึ่ง ดังนี้
– อัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานบนโต๊ะหมู่บูชาตัวกลางแถวบนทำความเคารพทั้งก่อนอัญเชิญและหลังจากประดิษฐานเรียบร้อยแล้ว
– ตั้งกระถางธูป เชิงเทียนบูชาที่โต๊ะกลางแถวล่าง ให้อยู่ในแนวเดียวกัน
– ตั้งแจกันดอกไม้และพานพุ่มบนโต๊ะหมู่ตัวอื่นที่เหลือตามความเหมาะสม
– ทาปลายธูปด้วยเชื้อประมาณครึ่งเซ็นติเมตร ใช้สำลีแผ่นบางๆพันทับที่ปลายธูปแล้วทาเชื้ออีกครั้งหนึ่ง อย่าให้มากเกินไป เพราะเวลาจุดจะทำให้เกิดควันมาก การทาเชื้อควรระวังอย่าให้เชื้อเปื้อนเลอะดอกธูปจะดูไม่งาม
– นำธูปที่จัดแต่งแล้วไปปักในกระถางธูป นิยมปักเรียงแถว เว้นระยะห่างกันพองาม
– นำเทียนบูชาไปติดที่เชิงเทียนบูชา ตั้งให้ได้แนวเดียวกับธูป และหากเป็นไปได้ ควรให้ส่วนสูงของเทียนและธูปเสมอกัน จะงามตายิ่งขึ้น
– วงสายสิญจน์รอบอาคาร สถานที่ประกอบพิธีในงานมงคล แล้วรวมลงมาที่ฐานพระพุทธรูป คลี่ออก นำม้วนสายสิญจน์ใส่พาน วางไว้ด้านหน้าประธานสงฆ์เยื้องไปทางขวาเล็กน้อย และต้องหาพานรองรับสายสิญจน์ วางไว้ท้ายอาสน์สงฆ์ด้วย สายสิญจน์ที่ใช้นิยมจับให้เป็น 9 เส้น ถือว่าเป็นมงคลและเส้นใหญ่ สะดวกที่พระสงฆ์จะจับถือ วิธีวงสายสิญจน์นั้นจะเริ่มจากจุดที่ใกล้พระพุทธรูปแล้วเวียนไปทางขวาของสถานที่ คือเวียนตามเข็มนาฬิกา และให้มาบรรจบกันเป็นวงกลม เมื่อวงรอบบ้านหรืออาคารสถานที่นั้นๆแล้วดึงสายสิญจน์ส่วนที่ยังเหลือเป็นกลุ่มมาที่โต๊ะหมู่บูชา แล้ววงสายสิญจน์รอบฐานของพระพุทธรูป ไม่ควรพันที่พระหัตถ์หรือที่องค์พระพุทธรูปแต่สำหรับงานในพระราชพิธีจะวงสายสิญจน์ที่ขอบโต๊ะหมู่บูชาตัวที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเสร็จแล้วนำสายสิญจน์ที่เหลือเป็นกลุ่มพักไว้ที่พานรอง วางไว้ด้านหน้าขวามือของพระสงฆ์รูปแรก ควรหาพานรองรับสายสิญจน์วางไว้ท้ายอาสน์สงฆ์ด้วย
อนึ่งสายสิญจน์ที่วงเรียบร้อยแล้วถือเป็นมารยาทที่จะไม่ข้าไปมา เวลาจะหยิบยกสิ่งใดที่จะต้องผ่านสายสิญจน์ให้ยกสายสิญจน์ขึ้นแล้วลอดไปข้างใต้ การข้ามสายสิญจน์นั้นถือว่าเท้ากับข้ามพระพุทธรูป เป็นมารยาทที่ไม่งามไม่ควรปฏิบัติ ส่วนในงานอวมงคลไม่ต้องวงสายสิญจน์และไม่ต้องตั้งขันน้ำมนต์ยกเว้นงานฉลองอัฐิงานเดียวที่ตั้งขั้นน้ำมนต์แต่ไม่วงสายสิญจน์
– นำเทียนสำหรับจุดทำน้ำพระพุทธมนต์ติดที่ขันน้ำมนต์ แล้วยกไปวางด้านหน้าประธานสงฆ์ เยื้องไปทางขวาเล็กน้อย
– นำที่พรมน้ำมนต์(ก้านมะยมหรือกำหญ้าคาหรืออื่นๆ)ใส่พานรองไว้ข้างหน้าขันน้ำมนต์ด้วย
– จัดโต๊ะตั้งภาชนะน้ำร้อน น้ำเย็น ตลอดถึงเครื่องรับรองพระสงฆ์ไว้ด้านท้ายสงฆ์ในพิธีเทศน์ หรือกรณีใช้เครื่องทองน้อยตั้งหน้าศพหรืออัฐิ
– จัดโต๊ะสำหรับวางเทียนส่องธรรม เครื่องทองน้อย ที่กรวดน้ำ จำนวน 1 ตัว วางไว้ที่ด้านหน้าที่นั่งของประธาน
– นำธูปไม่ระกำและเทียนที่ทาเชื้อแล้วติดที่เครื่องทองน้อย
– นำเทียนส่องธรรมทาเชื้อติดที่เชิงเทียนส่องธรรม
– ตั้ง 1. เทียนส่องธรรม 2. เครื่องทองน้อย 3. ที่กรวดน้ำ เรียงจากขวามือไปซ้ายมือของประธาน ตามลำดับ สำหรับเครื่องทองน้อยที่ใช้ตั้งหน้าศพหรืออัฐิ ให้ตั้งบนโต๊ะที่จัดวางไว้ตรงกลาง ด้านหน้าที่ตั้งศพหรืออัฐินั้น
– จัดวางเครื่องไทยธรรมไว้ที่โต๊ะด้านท้ายอาสน์สงฆ์
– นำเชิงเทียนชนวนและที่กรวดน้ำไปพักไว้ที่โต๊ะวางเครื่องไทยธรรมด้วย
– จัดตั้งไมโครโฟนในพิธีสวดหรือเจริญพระพุทธมนต์ 3 จุด คือด้านหน้าประธานสงฆ์ ด้านพระสงฆ์รูปที่ 3 และด้านท้ายอาสน์สงฆ์ สำหรับพิธีกรอาราธนา ในพิธีเทศน์ ให้ตั้งไมโครโฟนบนธรรมาสน์และตั้งที่สวดรับเทศน์ พร้อมทั้งตั้งที่พิธีกรอาราธนา ควรตั้งโต๊ะเครื่องขยายเสียงไว้ด้านท้ายอาสน์สงฆ์ และจัดผู้ควบคุมอยู่ประจำด้วย เพื่อความสะดวกในการควบคุม เมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับเครื่องขยายเสียงจะได้แก้ไขได้ทัน
การอาราธนา(นิมนต์)พระสงฆ์
การอาราธนา(นิมนต์)พระสงฆ์ มีหลักง่ายๆคือ
1. งานมงคลนิยมนิมนต์พระจำนวนคี่ 5 รูป 7 รูป หรือ 9 รูป ยกเว้นงานมงคลสมรส สามารถนิมนต์พระเป็นจำนวนคู่ได้ เช่น 10 รูป เพื่อให้ฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวนิมนต์ฝ่ายละเท่าๆกันหรืออาจนิมนต์จำนวนคี่ 5 รูป, 7 รูป, 9รูป โดยรวมพระพุทธรูปเข้าอีก 1 องค์ เป็น 6 รูป, 8 รูป, 10 รูป ก็ได้
2. งานอวมงคลนิยมนิมนต์พระจำนวนคู่
3. การนิมนต์พระ ผู้รับผิดชอบหรือเจ้าภาพจะต้องแจ้ง วันเดือนปี และพิธีที่จะกระทำให้พระสงฆ์ทราบเสมอ เพราะบทสวดมนต์จะเพิ่มเติมตามโอกาสที่ทำบุญไม่เหมือนกัน ส่วนพิธีหลวงใช้ 9 หรือ 10 รูปเสมอ สำหรับพิธีสดับปกรณ์ มาติกา บังสุกุล ก็เพิ่มจำนวนพระสงฆ์มากขึ้นอีกเป็น 10, 15, 20, 25, หรือจนถึง 80 รูป หรือ 100 รูป ก็สุดแต่จะศรัทธา ไม่จำกัดจำนวน
4. หากเป็นงานเฉพาะตัว เช่นการถวายสังฆทานหรือทำบุญต่ออายุ ให้นิมนต์ตามความต้องการของตนได้
5. การนิมนต์พระเพื่อฉันหรือรับอาหารบิณฑบาต ไม่ควรระบุชื่ออาหาร ให้ใช้คำรวมว่า “รับอาหารบิณฑบาต เช้า – เพล” หรือ “ฉันเช้า ฉันเพล” ก็พอแล้ว
6. การอาราธนาหรือนิมนต์ อาจทำได้ 2 วิธี คือนิมนต์ด้วยปากเปล่า หรือทำหนังสืออาราธนา หากเป็นงานมงคล ใช้คำว่า ขออาราธนาเจริญพระพุทธมนต์ หากเป็นงานอวมงคลจะใช้คำว่า ขออาราธนาสวดพระพุทธมนต์
7. การอาราธนาต้องระบุงานว่างานอะไร วันเวลา สถานที่ และจำนวนพระสงฆ์ที่ต้องการ
8. การไปสถานที่ทำบุญ ต้องระบุว่าให้พระไปเองหรือเจ้าของงานไปรับ แต่ถ้าสะดวกควรไปรับพระไปเองจะทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด
การทำหนังสืออาราธนาจะเรียกหนังสือนั้นว่า ฎีกาอาราธนา
เครื่องไทยธรรม
เครื่องไทยธรรม หมายถึงสิ่งของที่จะใช้ถวายพระภิกษุสงฆ์นอกจาก ภัตตาหารคาว-หวาน มักนิยมจัดเครื่องไทยธรรมซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับพระภิกษุสงฆ์โดยไม่ขัดต่อพระธรรมวินัย เรียกว่า ทานวัตถุ 10 ประการ คือ (สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ : 2546 : 14)
1. ภัตตาหารคาว-หวาน
2. น้ำรวมทั้งเครื่องดื่มอันสมควรแก่สมณบริโภค
3. เครื่องนุ่งห่ม เช่น ไตรจีวร อังสะ เป็นต้น
4. ยานพาหนะหรือปัจจัยค่าโดยสาร(ซึ่งถวายเป็นใบปวารณาหรือมอบให้ลูกศิษย์เก็บรักษาไว้)
5. มาลัย และดอกไม้เครื่องบูชาชนิดต่างๆ
6. ของหอม หมายถึงธูปบูชาพระ
7. เครื่องลูบไล้ หมายถึงเครื่องสุขภัณฑ์ชำระร่างกาย เช่น สบู่ รวมทั้งเครื่องใช้อื่นๆ เช่น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ผงซักฟอก เป็นต้น
8. ที่นอนที่สมควรแก่สมณะ รวมทั้งผ้าห่ม หมอน มุ้ง เป็นต้น
9. ที่อยู่อาศัย มีกุฏิเสนาสนะ และเครื่องใช้ เช่น เตียง ตั่ง โต๊ะ เก้าอี้ ตู้ เป็นต้น
10. เครื่องตามประทีป เช่น เทียน ตะเกียง น้ำมัน และไฟฟ้า เป็นต้น
แม้ไทยธรรมบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ได้อนุญาตไว้ 10 ประการ นี้หากเป็นสิ่งที่ไม่ขัดต่อพระธรรมวินัยและสมณวิสัยก็สามารถถวายได้ ในปัจจุบันเจ้าภาพมักจะนิยมถวายความสะดวกแก่พระภิกษุสงฆ์ เพราะไม่ทราบว่าพระภิกษุสงฆ์มีความต้องการสิ่งใด จึงมักนิยมถวายเป็นเงิน (นิยมเรียกว่าปัจจัย หรือจัตุปัจจัย) เพื่อให้พระใช้จ่ายสิ่งของที่จำเป็นตามประสงค์ โดยการถวายนั้น จะนำเงินไปมอบให้แก่ลูกศิษย์หรือไวยาวัจกร แล้วเขียนใบแจ้งแก่พระภิกษุให้ร้องเรียกสิ่งที่ประสงค์จากไวยาวัจกรหรือลูกศิษย์นั้น เรียกว่า “ใบปวารณา”
การจุดธูปเทียน และ การอาราธนาศีล
เมื่อถึงวันพิธี พิธีทุกอย่างจะเริ่มขึ้นเมื่อประธานมาถึงและจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย
การจุดธูปเทียน
จุดเทียนก่อนแล้วจุดธูปเป็นลำดับถัดไป โดยจุดเทียนเล่มซ้ายมือของผู้จุด และเล่มขวามือตามลำดับ ต่อจากนั้นจุดธูปดอกซ้ายมือของผู้จุดไปทางขวามือตามลำดับ
การอาราธนาศีล
การอาราธนา คือการเชื้อเชิญพระสงฆ์ในพิธีให้ศีล ให้สวดพระปริตร หรือให้แสดงธรรม เป็นธรรมเนียมมีมาแต่ดั้งเดิมที่จะต้องอาราธนาก่อน พระสงฆ์จึงจะประกอบพิธีกรรมนั้น ๆ ก่อนที่จะทำพิธีกรรมทุกอย่างโปรดจำไว้ว่า จะต้องมีการจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยก่อนแล้วกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย ต่อมาต้องอาราธนาศีล แล้วรับศีล เพราะนิยมกันว่าศีลเป็นปัจจัยพื้นฐานของธรรมะทั้งปวง ผู้จะประกอบคุณงามความดี บำเพ็ญบุญกุศลจึงต้องชำระศีลของตนให้บริสุทธิ์ สำรวมกาย วาจา ใจ ให้ตั้งมั่นแน่วแน่ต่อการทำความดีด้วยการสมาทานศีลอาราธนาศีลเมื่อพระให้ศีลผู้นั้นก็รับศีล
วิธีอาราธนาศีล
1. ถ้าพระสงฆ์นั่งบนอาสนะยกสูง เจ้าภาพและแขกนั่งเก้าอี้ ผู้อาราธนาเข้าไปยืนระหว่างเจ้าภาพกับแถวพระสงฆ์ ตรงกับพระสงฆ์รูปที่ 3 หรือ 4 ห่างจากแถวพระสงฆ์พอสมควร หันหน้าไปทางโต๊ะที่บูชา ประนมมือไหว้พระพุทธรูปก่อนแล้วยืนประนมมือตัวตรง
2. ถ้าพระสงฆ์นั่งบนอาสนะต่ำธรรมดาเจ้าภาพและแขกนั่งกับพื้น ผู้อาราธนาต้องเข้าไปนั่งคุกเข่าต่อหน้าแถวพระสงฆ์ตรงหัวหน้า หรือประธานสงฆ์ กราบพระด้วยเบญจางคประดิษฐ์ 3 ครั้งก่อน แล้วประนมมือตั้งตัวตรง กล่าวคำอาราธนาตามแบบกรมการศาสนา คือ
– ถ้าเป็นพิธี สวดมนต์เย็น ให้อาราธนาศีล อาราธนาพระปริตร
– ถ้าเป็นพิธีเลี้ยงพระ ให้อาราธนาศีล
– ถ้าเป็นพิธีถวายทานทุกอย่าง ให้อาราธนาศีล
– ถ้าเป็นพิธีเทศน์ ถ้าเทศน์ต่อจากสวดมนต์ ตอนสวดมนต์ไม่ต้องอาราธนาศีล แต่เริ่มต้นด้วยการอาราธนาพระปริตร ตอนพระขึ้นเทศน์ อาราธนาศีล รับศีล แล้วอาราธนาธรรม ถ้าพิธีสวดมนต์กับพิธีเทศน์ไม่ได้ต่อเนื่องกัน ให้ถือว่าเป็นคนละพิธี ตอนสวดมนต์ก็ อาราธนาศีลและอาราธนาพระปริตรตามพิธีสวดมนต์เย็นที่กล่าวแล้ว ตอนเทศน์ก็เริ่มต้นด้วยการอาราธนาศีลก่อน จบรับศีลแล้วอาราธนาธรรม
– พิธีสวดศพต่าง ๆ เช่นสวดแจง สวดพระอภิธรรม เป็นต้น ถ้าไม่มีพิธีอื่นนำหน้าให้อาราธนาศีลก่อน ถ้ามีพิธีอื่นนำหน้าแล้วไม่ต้องอาราธนาศีล
เมื่ออาราธนาศีลเสร็จแล้วทุกคนก้มลงกราบพระรัตนตรัยแบบเบญจางคประดิษฐ์พร้อมกัน 3 ครั้ง ถ้านั่งเก้าอี้ให้จบพร้อมกัน 1 ครั้ง ต่อจากนั้นประธานสงฆ์จะให้ศีลทุกคนรับศีลโดยว่าตามประธานสงฆ์ไปตามลำดับ เมื่อรับศีลจบแล้วทุกคนกราบพระแบบเบญจางคประดิษฐ์ 3 ครั้งก่อนแล้วกล่าวคำอาราธนาพระปริตร ในขณะที่พิธีกรกล่าวคำอาราธนาทุกคนประนมมือพร้อมกันเป็นการแสดงว่าทุกคนอาราธนาร่วมกัน จบแล้วกราบพระพร้อมกัน 3 ครั้ง ถ้านั่งเก้าอี้ให้จบพร้อมกัน 1 ครั้ง ขณะพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ทุกคนที่อยู่ในบริเวณพิธี นั่งประนมมือ ฟังสวดด้วยความเคารพ แม้จะไม่เข้าใจความหมายของบทสวดก็ควรอยู่ในอาการสำรวม ส่งจิตตามกระแสเสียงสวดมนต์สักครู่จิตใจจะสงบเยือกเย็น ไม่ควรส่งเสียงพูดคุยกันขณะพระสวดเพราะเป็นการเสียกิริยา ในงานบำเพ็ญบุญทั่วไป และงานมงคลพอพระเริ่มสวดมงคลสูตรขึ้นบท“อเสวนา” เจ้าภาพจะเข้าไปจุดเทียนน้ำมนต์ที่บาตร หรือครอบน้ำมนต์หน้าพระ แล้วประเคนบาตร หรือครอบน้ำมนต์นั้นต่อประธานสงฆ์เพื่อให้ท่านทำน้ำมนต์ต่อไป ประเคนแล้วกราบ 3 ครั้ง เมื่อพระสวดมนต์จบหากมีการเทศน์ต่อประธานในพิธีจะจุดเทียนบูชาธรรมวางไว้ทางขวามือของธรรมมาสน์ พิธีกรกล่าวอาราธนาธรรม ต่อจากนั้นพระจะเทศน์ทุกคนฟังเทศน์โดยนั่งประนมมือ เมื่อพระเทศน์จบเจ้าภาพจะประเคนจตุปัจจัย เครื่องไทยธรรม ต่อจากนั้นพระสงฆ์จะอนุโมทนา ขณะที่พระว่าบท “ยถาวาริวหา………” เจ้าภาพจะเริ่มกรวดน้ำ ให้กรวดน้ำให้เสร็จก่อนจบบทยถาที่คำว่า “……………มณิโชติรโส ยถา” เจ้าภาพวางภาชนะสำหรับกรวดน้ำลง พอพระขึ้นบท “สัพพีตีโย วิวัชชันตุ……….” ทุกคนประนมมือขึ้นพร้อมกันเพื่อรับพร จนพระสวดจบทุกคนกราบพระพร้อมกัน 3 ครั้งด้วยเบญจางคประดิษฐ์ เป็นอันเสร็จพิธี
การประเคน
การประเคน คือการยกสิ่งของที่สมควรแก่สมณบริโภค น้อมถวายให้แก่พระสงฆ์ผู้รับประเคนถึงมือด้วยกิริยาเคารพ นอบน้อม คำว่าสิ่งของที่สมควรแก่สมณบริโภค คือ สิ่งที่พระภิกษุสงฆ์บริโภคใช้สอยได้โดยไม่ผิดพุทธบัญญัติ วิธีประเคน ชาย นั่งคุกเข่าหรือยืนตามความเหมาะสมแก่สถานที่และสถานการณ์ ถ้าพระนั่งกับพื้นควรนั่งคุกเข่าประเคน ถ้าพระนั่งที่สูง หรือนั่งเก้าอี้ ผู้ประเคนยืนประเคนสิ่งของได้ เวลาประเคนให้ยกสิ่งของนั้นด้วยมือทั้งสองข้าง น้อมสิ่งของนั้นเข้าไปใกล้พระ แล้วยกสิ่งของที่จะประเคนให้พ้นจากพื้น ส่งถวายถึงมือพระผู้รับประเคนด้วยกิริยาเคารพอ่อนน้อม ไม่เสือกไสหรือส่งให้พ้น ๆ ไป
หญิง นั่งท่าราบหรือท่าเทพธิดา หรือยืนตามความเหมาะสมแก่สถานที่ แล้วยกสิ่งของที่จะประเคนด้วยมือทั้งสองข้าง น้อมเข้าไปใกล้พระผู้รับประเคน สังเกตว่าพระจับชายผ้าที่ทอดรับประเคนอยู่จึงจะวางสิ่งของนั้นลงบนผ้าที่รับประเคน สำหรับหญิงจะส่งถวายถึงมือพระไม่ได้ หรือจะวางไว้ใกล้ ๆ พระโดยไม่ยกประเคนก็ไม่ได้เช่นกัน ภัตตาหารทุกชนิดที่ประเคนแล้วไม่ควรไปจับต้องอีก หากฆราวาสไปจับต้องถือว่าขาดประเคน จะต้องประเคนใหม่จึงจะไม่เกิดโทษแก่ พระสงฆ์เมื่อประเคนเสร็จแล้ว ทั้งหญิงและชายถ้านั่งประเคนควรกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ 3 ครั้ง ถ้ายืนประเคน ควรน้อมตัวยกมือไหว้ 1 ครั้ง โดยให้นิ้วหัวแม่มือจรดระหว่างคิ้ว และน้อมตัวลงค่อนข้างมากเป็นอันเสร็จพิธีการประเคนพระ
หลักปฏิบัติเกี่ยวกับการประเคน
การประเคนพระที่ถูกต้อง ประกอบด้วยลักษณะ 5 ประการ ตามพระวินัยบัญญัติ หรือตามพระพุทธานุญาตไม่เกิดโทษแก่พระสงฆ์ ได้แก่
1. สิ่งของที่ประเคนต้องไม่ใหญ่โต หรือหนักเกินไป ต้องเป็นขนาดที่คน ๆ เดียวยกไหวเพราะจะต้องยกสิ่งของนั้นให้พ้นจากพื้น
2. ผู้ประเคนต้องอยู่ในหัตถบาส (ช่วงแขน) นั่นคืออยู่ห่างจากพระภิกษุผู้รับประเคนประมาณ 1 ศอก
3. ผู้ประเคน น้อมสิ่งของนั้นส่งถวายให้ด้วยอาการเคารพนอบน้อมต่อภิกษุผู้รับประเคน
4. การน้อมสิ่งของเข้ามานั้นจะส่งด้วยมือก็ได้ หรือสิ่งที่เนื่องกันก็ได้ เช่นใช้ทัพพีตักถวาย
5. พระภิกษุผู้รับประเคนจะรับด้วยมือก็ได้ถ้าผู้ประเคนเป็นชาย แต่ถ้าผู้ประเคนเป็นหญิง จะใช้ผ้าทอดรับ ใช้บาตรหรือจานรับก็ได้
ข้อพึงระวังและลักษณะการประเคนพระที่ไม่ถูกต้อง
สมทรง ปุญญฤทธิ์ ได้กล่าวถึงข้อพึงระวังในการประเคนที่ไม่ถูกต้องไว้ว่า
1. สิ่งของที่จะประเคนใหญ่หรือหนักเกินกว่าคน ๆ เดียวจะยกไหว เช่นตู้พระไตรปิฎก ธรรมาสน์ ฯลฯ ถ้าจะถวายต้องช่วยกันยกถวาย
2. ผู้ประเคนอยู่นอกหัตถบาส จนพระภิกษุเอื้อมมือรับไม่ถึง
3. การประเคนภัตตาหารโดยวางภาชนะแตะต่อ ๆ กันออกไป
4. ผู้ประเคนไม่ยกสิ่งของที่จะประเคนให้พ้นพื้น เช่น ใช้วิธีเสือกไสให้เลื่อนไถลไปตามพื้น
5. ผู้ประเคนส่งของให้พระโดยอาการไม่เคารพ เช่นทิ้งให้ หรือโยนให้ เป็นต้น
6. พระภิกษุยังไม่ทันรับประเคน ผู้ประเคนก็วางสิ่งของนั้นลงเสียก่อน
7. ประเคนสิ่งที่ไม่สมควรแก่สมณบริโภค เช่น เงิน หรือ ทอง หรือสิ่งของที่ทำด้วยเงินหรือทองเช่นพานเงิน พานทอง ขันเงิน ขันทอง ถาดเงิน เป็นต้น นอกจากนี้ไม่ควรหยิบยื่นธนบัตร เงินทอง หรือวัตถุที่ใช้แทนเงินเช่น เช็ค ฯลฯ แก่พระภิกษุแม้จะใส่ภาชนะประเคนหรือใส่บาตรก็ไม่ควร เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นวัตถุอนามาส พระท่านรับไม่ได้ถือว่าผิดพระวินัย ถ้าประสงค์จะถวายควรใช้ใบปวารณาแทนตัวเงิน ส่วนตัวเงิน ควรมอบไว้แก่ผู้ทำหน้าที่ปฏิบัติพระภิกษุรูปนั้นเรียกว่า กัปปิยการก
8. อาหารคาวหวาน หรือเครื่องไทยธรรมประเภทอาหารคาวหวานทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นอาหารสด ผลไม้ อาหารแห้งเช่น ข้าวสาร น้ำตาล อาหารเครื่องกระป๋อง เช่น นม กาแฟ สิ่งของเหล่านี้ต้องถวายภายในเวลาเที่ยงเท่านั้น ถ้าเลยเที่ยงวันไปแล้ว พระรับประเคนไม่ได้ ต้องอาบัติโทษตามพระวินัย ถ้าจะถวายหลังเที่ยงแล้วทำได้โดยเพียงแต่แจ้งให้พระภิกษุทราบ ไม่ต้องมีการประเคน แล้วนำสิ่งของไปมอบกับผู้ดูแลพระเพื่อนำถวายท่านในวันต่อไป
9. ของใช้ต่าง ๆ ไม่ต้องประเคน เพียงแต่วางมอบเท่านั้น เช่น กระโถน แก้วน้ำ ช้อนซ่อม จานหรือชามเปล่า
10. น้ำผลไม้บางชนิดไม่ควรนำไปประเคนพระในเวลาเลยเที่ยงเช่นน้ำมะพร้าว และน้ำผลไม้บางชนิดที่มีขนาดใหญ่กว่าผลมะตูมทุกชนิด นอกจากนี้ในเวลาเลยเที่ยง พระในนิกายธรรมยุตจะไม่ฉันน้ำบางประเภท ผู้ถวายจึงไม่ควรนำไปประเคนท่าน เช่น นมสด นมเปรี้ยว น้ำเต้าหู้ เป็นต้น
ภัตตาหารต้องห้ามที่ไม่ควรนำมาประเคนพระ
มีข้อกำหนดห้ามอาหารบางประเภท ถ้าภิกษุฉัน ต้องอาบัติทุกกฎ ได้แก่
– เนื้อ 10 ชนิด และอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อ 10 ชนิดคือ เนื้อมนุษย์ เนื้อช้าง เนื้อม้า เนื้อสุนัข เนื้องู เนื้อสิงโต เนื้อเสือโคร่ง เนื้อเสือเหลือง เนื้อหมี และเนื้อเสือดาว
– เนื้อดิบที่ยังไม่ได้ทำให้สุกด้วยไฟ เช่น ปลาดิบ เนื้อดิบ หอยนางรมดิบ กุ้งดิบแช่ น้ำปลา เป็นต้น
– เนื้อสัตว์ที่ฆ่าเจาะจงเพื่อนำมาประกอบอาหารถวายพระภิกษุสามเณรโดยตรง แต่ถ้าภิกษุไม่เห็น (การฆ่า) ไม่ได้ยิน (เสียงร้อง) และไม่ได้สงสัยว่าเขาฆ่าสัตว์เหล่านั้นเพื่อถวายเฉพาะเจาะจงแล้ว ไม่ถือเป็นโทษ
– ผลไม้ที่มีเมล็ดอยู่ข้างใน อาจนำไปเพาะขึ้นเป็นต้นได้ เช่น มะม่วง เงาะ หรือเง่าที่ปลูกขึ้น เช่น เผือก มัน เป็นต้น ถ้าจะนำมาถวายพระควรปอกเปลือก แคะเมล็ดออกเสียก่อน
– อาหารที่มีสุราผสม จนมีกลิ่น สี รส ปรากฏ รู้ได้ว่ามีสุราปน ภิกษุจะฉันไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีสี ไม่มีกลิ่น หรือไม่มีรสปรากฏ ฉันได้ไม่เป็นอาบัติ
สิ่งของที่ผิดพระวินัยพระภิกษุจับต้องไม่ได้เรียกว่า “วัตถุอนามาส” จึงไม่ควรนำมาประเคน ได้แก่
(1) ผู้หญิง รวมทั้งเครื่องแต่งกายหญิง รูปภาพหญิง หรือรูปปั้นของผู้หญิงทุกชนิด
(2) รัตนะ 10 ประการ คือ ทอง เงิน แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วประพาฬ ทับทิม บุษราคัม สังข์ (ที่เลี่ยมทอง) ศิลา เช่น หยก และโมรา เป็นต้น
(3) เครื่องศัสตราวุธ ทุกชนิด อันเป็นเครื่องทำลายชีวิต
(4) เครื่องดักสัตว์บก และสัตว์น้ำทุกชนิด
(5) เครื่องประโคมดนตรีทุกอย่าง
(6) ข้าวเปลือกและผลไม้อันเกิดอยู่กับที่
การกรวดน้ำ
วิธีปฏิบัติในการกรวดน้ำ
1. การกรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศล ใช้ทั้งในงานมงคลและงานอวมงคล กล่าวคือเมื่อมีการทำบุญเลี้ยงพระ ในงานใดก็ตาม จะมีการกรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลเสมอ และแม้ไม่มีงานพิธี ใดๆ เมื่อเราบำเพ็ญทานเช่นการตักบาตรพระสงฆ์ประจำวันทุกเช้า เมื่อเสร็จจากการทำบุญตักบาตร ก็ควรที่จะ กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติมิตรผู้ล่วงลับ ตลอดจนสรรพสัตว์ทั้งหลาย
2. น้ำที่ใช้กรวด ต้องเป็นน้ำใส สะอาด บริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งเจือปน เปรียบเสมือนน้ำใจอันบริสุทธิ์ บางคนเข้าใจผิดนำน้ำที่เห็นว่าผู้ตายเมื่อมีชีวิตอยู่ชอบดื่มมากรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เช่น สุรา น้ำส้มคั้น หรือน้ำอัดลมชนิดต่าง ๆ ก็มี เป็นการไม่ถูกต้อง
3. ควรใช้ภาชนะสำหรับกรวดน้ำโดยเฉพาะ ถ้าหาไม่ได้นิยมใช้แก้วน้ำหรือขันน้ำแทนโดยจัดเตรียมไว้รินน้ำและรองรับน้ำที่ริน โดยจัดไว้ล่วงหน้าก่อนถึงเวลาใช้
4. การกรวดน้ำ กระทำภายหลังจากถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมแก่พระสงฆ์แล้ว เมื่อประธานสงฆ์เริ่มสวด “ยถา วาริวหา…” เจ้าภาพก็เริ่มหลั่งน้ำอุทิศส่วนกุศล ถ้าผู้กรวดน้ำนั่งอยู่กับพื้นควรนั่งพับเพียบจับภาชนะสำหรับกรวดด้วยมือทั้งสอง แล้วรินน้ำให้ไหลลงเป็นสาย ไม่นิยมใช้นิ้วมือรองรับสายน้ำนั้นอีก ยกเว้นถ้าภาชนะกรวดน้ำปากกว้าง เช่นเป็นแก้วหรือขันน้ำ ให้ใช้นิ้วซ้ายแตะปากภาชนะให้น้ำไหลลงเป็นสายทีละน้อยโดยไม่ขาดตอน ขณะรินน้ำให้สำรวมใจอุทิศส่วนกุศลแก่ญาติผู้ล่วงลับสั้น ๆ ว่า “อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย” แปลว่า “ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าจงมีความสุข” โดยนิยมเอ่ยชื่อ นามสกุลของญาติผู้ล่วงลับที่ประสงค์จะอุทิศส่วนกุศลไปให้ด้วย เมื่อทำบุญตักบาตรประจำวัน หรือทำกุศลอย่างอื่น ๆ ตลอดจนหลังจากนั่งสมาธิภาวนาประจำวันนิยมกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลโดยใช้บทกรวดน้ำต่าง ๆ ซึ่งมีให้เลือกใช้หลายบท บทกรวดน้ำอื่น ๆ เช่นบทกรวดน้ำยังกิญจิ (เริ่มต้นว่า ยังกิญจิ กุสะละ กัมมัง…… ) หรือ บท สัพพปัตติทานคาถา (เริ่มต้นด้วย ปุญญัสสิทานิ กะตัสสะ…….) หรือบท ปัฏฐนฐปนคาถา (เริ่มต้นด้วย ยันทานิเมกะตัง ปุญญัง….) เป็นต้น หากจำภาษาบาลีไม่ได้จะกรวดน้ำเป็นภาษาไทยก็ได้ เมื่ออุทิศส่วนกุศลนิยมอุทิศระบุเฉพาะเจาะจงเอ่ยชื่อ นามสกุลของผู้ล่วงลับที่ต้องการอุทิศให้อย่างชัดเจนด้วย สำหรับในพิธีทำบุญ ผู้มาร่วมพิธีไม่ได้ใช้ภาชนะกรวดน้ำเพราะมีจำนวนไม่เพียงพอสำหรับแขกทุกคน ให้กรวดน้ำแผ่ส่วนกุศลโดยอธิษฐานในใจสั้น ๆ ส่วนคำกรวดน้ำบทต่าง ๆ สำหรับใช้ในการทำวัตรสวดมนต์ ศึกษาได้จากหนังสือทำวัตรสวดมนต์ต่าง ๆ
5. การเทน้ำที่กรวดแล้ว การกรวดน้ำถ้าไม่มีภาชนะรองรับน้ำที่รินจะรินลงบนพื้นดินโดยตรงก็ได้โดยหลั่งลงในที่สะอาด ถ้าอยู่บนศาลาหรือสถานที่ไม่ใช่พื้นดินต้องหาภาชนะอื่นรองรับน้ำกรวดไว้ หลังจากเสร็จพิธีแล้วให้นำน้ำไปเทลงที่กลางแจ้ง หรือพื้นดินที่สะอาด หรือเทรดต้นไม้นอกอาคาร ไม่ควรเทลงกระโถน หรือใต้ถุนบ้าน ขณะรินน้ำให้อธิษฐานฝากไว้กับแม่พระธรณีเพื่อเป็นสักขีพยานในการทำบุญอุทิศส่วนกุศลในครั้งนั้น ๆ
การกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลจัดว่าเป็นหนึ่งในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ ข้อปัตติทานมัยคือบุญเกิดจากการแบ่งส่วนบุญ ผู้ให้ทานชื่อว่าได้บุญข้อหนึ่งเรียกว่า ทานมัย และเมื่ออุทิศส่วนกุศลก็ได้บุญอีกข้อหนึ่งคือ ปัตติทานมัย นับว่าเป็นบุญกุศลเพิ่มพูนทวียิ่งขึ้น ผู้ฉลาดจึงควรกระทำเพราะจะยิ่งทำให้จิตใจเกิดปีติ ผ่องใสมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การที่อุทิศส่วนบุญให้ผู้อื่น ผู้รับจะได้บุญข้อหนึ่งคืออนุโมทนามัย หมายความว่าถ้าผู้รับชื่นชม ปีติยินดีที่ทราบข่าวบุญกุศล ก็ได้บุญ บุญจึงเป็นสิ่งที่ยิ่งแบ่งยิ่งมาก เปรียบเหมือนแสงเทียนถ้าจุดต่อ ๆ กันไปยิ่งจุดมากเล่มเพียงใด ก็จะยิ่งเกิดแสงสว่างมากขึ้นไม่หมดไปเหมือนกับการแบ่งปันสิ่งของอื่น ข้อสังเกตประการหนึ่งคือ การแบ่งส่วนบุญ นอกจากจะแบ่งหรืออุทิศส่วนกุศลไปให้คนตายหรือคนที่ล่วงลับเพื่อให้เขาได้อนุโมทนาแล้ว สามารถแบ่งบุญให้คนที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วย โดยการบอกข่าวให้เขาทราบถึงบุญกุศลที่เราได้ทำมา ถ้าเขาอนุโมทนาเขาก็จะได้รับส่วนแบ่งแห่งบุญนั้นทันที
สรุปขั้นตอนการประกอบพิธีทางศาสนา
1. ประธานมาถึงในงาน
2. พิธีกรเชิญประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย
3. นำบูชาพระรัตนตรัย
4. พิธีกรสงฆ์อาราธนาศีล
5. พระให้ศีล
6. ผู้ร่วมพิธีรับศีล
7. พิธีกรสงฆ์อาราธนาพระปริตร
8. พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์/เจ้าภาพจุดเทียนน้ำมนต์
9. ประธานจุดเทียนบูชาธรรม(หากมีเทศน์ต่อ)
10. พิธีกรอาราธนาธรรม
11. พระเทศน์
12. ประเคนจตุปัจจัย
13. พระสงฆ์อนุโมทนา
14. กรวดน้ำ
ผังกระบวนการขั้นตอนการประกอบพิธีทางศาสนา
– ประธานมาถึงในงานพิธี (เจ้าของงาน/ผู้ที่ได้รับมอบหมาย)
– พิธีกรเชิญประธานจุดเทียนบูชาพระรัตนตรัย (เจ้าของงาน/พิธีกรสงฆ์)
– พิธีกรสงฆ์กราบ แบบเบญจางคประดิษฐ์ 3 ครั้งแล้วจึงกล่าวคำอาราธนาศีลโดยหันหน้าไปทางโต๊ะหมู่บูชา จบแล้ว ผู้เข้าร่วมพิธีทุกคน กราบ 3 ครั้ง ถ้านั่งเก้าอี้ ให้ จบ 1 ครั้ง (เจ้าของงาน/พิธีกรสงฆ์)
– ขณะที่พระให้ศีล ผู้เข้าร่วมพิธีทุกคนรับศีลโดยกล่าวตามประธานสงฆ์ไปตามลำดับจนจบ กราบ 3 ครั้ง
– พิธีกรสงฆ์อาราธนาพระปริตร ทุกคนประนมมือ จบแล้วกราบ 3 ครั้งถ้านั่งเก้าอี้ให้จบ 1 ครั้ง (พิธีกรสงฆ์)
– พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ผู้เข้าร่วมพิธีทุกคนประนมมือ (พิธีกรสงฆ์)
– เมื่อพระสงฆ์สวดถึงบท “อเสวนา” ประธานหรือเจ้าภาพก็เข้าไปจุดเทียนน้ำมนต์แล้วประเคน แล้วกราบ 3 ครั้ง (ประธาน/เจ้าของงาน)
– หากมีเทศน์ต่อประธานต้องจุดเทียนบูชาธรรมแล้ววางไว้ทางขวามือของธรรมมาสน์ หากไม่มีเทศน์ก็ข้ามขั้นตอนไป (ประธาน/เจ้าของงาน)
– พิธีกรสงฆ์อาราธนาธรรมเพื่อให้พระสงฆ์แสดงธรรม(เทศน์) (พิธีกรสงฆ์)
– พระเทศน์ ทุกคนประนมมือ
– ประธานหรือแขกผู้ใหญ่ประเคนจตุปัจจัย เครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ (ประธาน/เจ้าของงาน)
– พระสงฆ์สวดอนุโมทนา
– ขณะพระสงฆ์สวดอนุโมทนามาจนถึงคำว่า “ยะถาวริวหา” ประธานเริ่มกรวดน้ำ โดยให้กรวดให้เสร็จก่อนจบบทยถาที่คำว่า “มณิโชติรโสยถา”
– พอพระสงฆ์ขึ้นบท “สัพพีตีโย วิวัชชันตุ” ทุกคนประนมมือรับพร จนสวดจบทุกคนกราบ 3 ครั้ง เป็นเสร็จพิธี
พระราชพิธี/รัฐพิธี
ปถพีรดี (สกุลไทย : 2544)ได้ให้ความหมายของพระราชพิธี และรัฐพิธีไว้ดังนี้
พระราชพิธี หมายถึง งานที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้กำหนดไว้เป็นประจำตามโบราณราชประเพณี หรือตามกรณีเฉพาะในรัชกาล ซึ่งจะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีและมีหมายกำหนดการแจ้งรายละเอียดขั้นตอนของงาน และพระราชกิจที่จะทรงปฏิบัติไว้ งานดังกล่าวมีทั้งที่เป็นพระราชพิธีเกี่ยวกับพระบรมราชจักรีวงศ์ตาม ขัตติยราชประเพณี หรือเกี่ยวข้องกับประเพณีทางศาสนาในการนี้ อาจเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพระราชพิธีเอง หรือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์เป็นผู้แทนพระองค์ หรือโปรดเกล้าฯให้องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์
รัฐพิธี หมายถึงงานพิธีที่รัฐบาลหรือหน่วยงานราชการจัด โดยกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณให้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับไว้และเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธี หรือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีผู้แทนพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปหรือไปเป็นประธานรัฐพิธีดังกล่าว มีหมายกำหนดการที่กำหนดรายละเอียดของงานไว้เป็นประจำและกำหนดสถานที่แน่นอน รัฐพิธีนี้บางรัฐพิธีมีพระราชพิธีก่อนหรือหลังรัฐพิธีด้วย ไม่ว่าจะเป็นพระราชพิธี หรือรัฐพิธีจำเป็นต้องเตรียมการรับเสด็จฯซึ่งต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดความผิดพลาด เพื่อให้การประกอบพิธีเป็นไปด้วยความถูกต้องจึงได้ยกธรรมเนียมการรับเสด็จและข้อปฏิบัติในการเข้าเฝ้าฯที่สำนักพระราชวังได้กำหนดไว้มานำเสนอ ดังนี้
ธรรมเนียมการรับเสด็จและข้อปฏิบัติในการเข้าเฝ้าฯ
การรับเสด็จในที่นี้ หมายถึงการเฝ้าฯ รับเสด็จในงานพระราชพิธี การพระราชกุศล งานรัฐพิธีหรือเสด็จฯในงานต่างๆ ซึ่งสำนักพระราชวังได้อธิบายไว้ดังนี้(สำนักพระราชวัง :2547 :3-16)
1. การเฝ้าฯ รับเสด็จในงานพระราชพิธี การพระราชกุศล รัฐพิธี ซึ่งเป็นงานหลวงประจำปี ในพระราชฐาน เช่น พระบรมหมาราชวัง
1.1 งานในพระราชฐาน ผู้มาเฝ้าฯ และรับเสด็จแต่งกายตามหมายกำหนดการหรือหมายรับสั่งของสำนักพระราชวังและควรมาถึงก่อน 30 นาที
1.2 สำนักพระราชวังจะจัดเจ้าหน้าที่ไว้รับรองและเชิญไปนั่งพักภายนอกพระที่นั่งก่อน
1.3 เมื่อใกล้เวลาก่อนเสด็จฯ ประมาณ 5 หรือ 10 นาที เจ้าหน้าที่ผู้รับรองจะเชิญผู้มาเฝ้าฯเข้าไปนั่งยังที่ซึ่งจัดไว้ในพระที่นั่ง ตามลำดับชั้นยศ ตำแหน่ง ฝ่ายทหาร พลเรือน
2. การเฝ้าฯ รับเสด็จนอกพระราชฐาน ที่เป็นงานพระราชพิธี รัฐพิธี และงานพิธีต่างๆ
2.1 งานนอกพระราชฐานที่เกี่ยวกับการพระราชพิธี ซึ่งสำนักพระราชวังออกเป็นหมายกำหนดการหรือหมายรับสั่ง แต่งกายตามกำหนดในหมาย
– งานรัฐพิธีถวายสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 25 มกราคม ณ พระบรมราชานุสรณ์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี
– วันที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย 24 กุมภาพันธ์ ณ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
– วันที่ระลึกพระบามสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า 31 มีนาคม ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ วัดราชนัดดาราม กรุงเทพมหานคร
– วันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ กำหนดวันที่ 6 เมษายน ทุกปี ณ ปฐมบราราชานุสรณ์ สะพานพระพุทธยอดฟ้า กรุงเทพมหานคร
– พระราชพิธีถวายราชสักการะ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร 9 มิถุนายน ณ วัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพมหานคร
– ถวายบังคมพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วันปิยมหาราช 23 ตุลาคม ณ ลานพระบรมราชานุสรณ์ พระลานพระราชวังดุสิต กรุงเทพมหานคร
– ถวายบังคมพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพะราชพิธีฉลองวันพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 10 ธันวาคม ณ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หน้าตึกรัฐสภา พระราชวังดุสิต กรุงเทพมหานคร
– วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช 28 ธันวาคม ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ วงเวียนใหญ่ กรุงเทพมหานคร
เมื่อผู้มาเฝ้าฯ ถวายบังคมสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์เป็นหมู่คณะแล้ว เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังจะเชิญให้พัก ณ ปะรำ เพื่อรอรับเสด็จ ครั้นใกล้เวลาเสด็จ ประมาณ 5 หรือ 10 นาที เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังจะได้เชิญผู้มาเฝ้าฯ ออกไปยืนเรียงแถวตามลำดับชั้นยศ ตำแหน่ง (ควรสวมหมวกเพื่อความงดงามในการถวายความเคารพ) ต้นแถว พระราชวงศ์ องคมนตรี นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ประธานองค์กรที่กำหนดในรัฐธรรมนูญฯ คณะรัฐมนตรี ข้าราชการทหาร พลเรือน ตามลำดับ ยืนแถวตามแนวทางเสด็จฯผ่าน
เมื่อเสด็จพระราชดำเนินมาถึง กองทหารเป่าแตร ถวายความเคารพและหรือแตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ผู้เฝ้าฯ ถวายความเคารพโดยวัยทยหัตถ์ (เพราะสวมหมวก) จนเสด็จฯผ่าน และลดวันทยหัตถ์เมื่อจบเพลงสรรเสริญพระบารมีก็ถวายคำนับปฏิบัติทำนองนี้ทั้งเสด็จฯมาและเด็จฯกลับ
2.2 การเฝ้าฯรับเสด็จฯ งานถวายผ้าพระกฐินหลวงประจำปี ที่สำนักพระราชวังออกเป็นหมายกำหนดการและกำหนดการแต่งกายเฝ้าฯรับเสด็จ
ผู้ที่ไปเฝ้าฯ รับเสด็จ ตามหมายกำหนดการเจ้าหน้าที่ประจำสำนักพระราชวังจะได้รับรองเชิญให้นั่งที่พัก ณ ที่ซึ่งจัดไว้นอกพระอุโบสถตามลำดับชั้นยศ และตำแหน่ง งานเสด็จฯ ถวายผ้าพระกฐินตามราชประเพณีประจำปีที่สำนักพระราชวังออกหมายกำหนดการ แต่งเครื่องแบบเต็มยศ มีกองเกียรติยศทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ฯ พร้อมทั้งแตรวง ธงประจำกอง และทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ฯตั้งแถวรับและแซงเสด็จฯ
เมื่อใกล้เวลาเสด็จฯประมาณ 5 หรือ 10 นาที เจ้าหน้าที่ผู้รับรองของสำนักพระราชวัง จะได้เชิญข้าราชการผู้มีเกียรติที่มาเฝ้าฯ ไปยืนเรียงแถวรับเสด็จฯ ตามแนวทางลาดพระบาท (ถ้าสถานที่มีไม่พอให้เข้าแถว ให้รอเฝ้าฯ ณ ที่ซึ่งจัดไว้นั้น) ได้เวลาเสด็จฯ ถึง แตรวงกองทหารเกียรติยศ บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ผู้เฝ้าฯ ที่นั่งพักยืนถวายความเคารพ ผู้มาเฝ้าฯยืนแถวรับเสด็จฯ ถ้าสวมหมวกทำวันทยหัตถ์จนสุดเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมี และถวายความเคารพเมื่อเสด็จฯผ่าน เสด็จฯเข้าสู่พระอุโบสถ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง จะได้เชิญและนำข้าราชการผู้ใหญ่ เข้าไปเฝ้าฯ ในพระอุโบสถ เมื่อเข้าไปจะต้องถวายความเคารพ แล้วยืนอยู่ ณ เก้าอี้ที่จะนั่งเฝ้าฯ ตามชั้นยศ และตำแหน่งเมื่อทรงปฏิบัติในการถวายผ้าพระกฐินและประทับพระราชอาสน์ ผู้เฝ้าฯถวายความเคารพแล้วจึงนั่งได้ เมื่อเสด็จกลับ ปฏิบัติทำนองเดียวกับเมื่อเสด็จมาถึง
2.3 ราชประเพณีเสด็จฯ ถวายผ้าพระกฐิน ถ้าพระอารามหลวงหรือวัดใดที่มีโรงเรียนตั้งอยู่ ย่อมจัดลูกเสือหรือนักเรียนตั้งแถวรับเสด็จฯ ถ้ามีแตรวงลูกเสือให้บรรเลงสรรเสริญพระบารมีเมื่อเสด็จฯ มาถึงและเสด็จฯ กลับ
โรงเรียนที่จัดลูกเสือนักเรียนรับเสด็จฯ ตรมระเบียบประเพณี จะต้องจัดตั้งโต๊ะหมู่บูชาประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์แทนตั้งพระพุทธรูป มีแจกันดอกไม้หรือพานพุ่ม ธูปเทียนแพพร้อมกระทงดอกไม้และกรวยเป็นการถวายเคารพสักการะในการรับเสด็จ อาจารย์หรือครูใหญ่ยืนข้างๆโต๊ะหมู่หน้าแถวนักเรียนลูกเสือ เมื่อเสด็จฯ ถึง ณ ที่นั้น อาจารย์ หรือครูใหญ่ก้าวออกมาถวายความเคารพ แล้วกราบบังคมทูลรายงานจำนวนครู อาจารย์ นักเรียน จบแล้ว พับใส่ซองวางในพานเชิญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย แล้วถอยออกไปถวายความเคารพ ก่อนที่จะกลับไปยืนเฝ้าฯ ณ ที่เดิม
2.4 ในกรณีที่เสด็จไปถวายผ้าพระกฐินเป็นการส่วนพระองค์ ที่เรียกกันว่า พระกฐินต้น ส่วนมากจะเป็นวัดในต่างจังหวัด สำนักพระราชวังจะออกหมายรับสั่งแต่งเครื่องแบบปกติกากีคอพับแขนยาว
การยืนเฝ้าฯรับเสด็จ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังจะรับรองข้าราชการผู้ใหญ่ผู้รอเฝ้าฯ ณ ที่ซึ่งจัดไว้นอกพระอุโบสถ การเสด็จฯ ถวายผ้าพระกฐินในต่างจังหวัดนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องจัดข้าราชการเข้าแถวรับเสด็จ ณ ที่ซึ่งรถยนตร์พระที่นั่งเทียบ เมื่อเสด็จฯ ลงจากรถยนตร์พระที่นั่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเข้าไปเฝ้าฯ ถวายความเคารพ แล้วกราบบังคมทูลรายงานตนเอง และเบิกข้าราชการผู้ใหญ่ที่มาเฝ้าฯ เช่น ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า………………..ผู้ว่าราชการจังหวัด………….ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสเบิกผู้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท(ในกรณีที่ภริยาเฝ้าฯอยู่ด้วย)นาง……….ภริยาข้าพระพุทธเจ้า(จะทูลเกล้าถวายดอกไม้ก็ได้) แล้วต่อไปควรจะกราบบังคมทูลเบิกเฉพาะข้าราชการผู้ใหญ่ระดับสูงเช่น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอของท้องถิ่นที่เสด็จฯเท่านั้น
2.5 การเฝ้าฯ รับเสด็จ ในงานรัฐพิธี นอกพระราชฐาน เช่น งานพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ข้าราชการหรือผู้ที่มีตำแหน่งเฝ้าฯ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังจะเป็นผู้รับรอง และกำหนดที่นั่งเฝ้าฯ ไว้ให้ในพลับพลาพิธีซึ่งจัดเป็นมณฑลพิธีที่ประทับ ส่วนนอกพลับพลาพิธีหรือปะรำ ถ้ามีผู้เฝ้าฯ รับเสด็จ เป็นหน้าที่ของเจ้าของงานโดยความร่วมมือของสำนักพระราชวัง
2.6 การเฝ้าฯ รับเสด็จในงานต่างๆ เช่น เสด็จฯเปิดงานแสดง เปิดตึกโรงพยาบาล โรงเรียน หรือวางศิลาฤกษ์อาคาร เสด็จฯทรงยกช่อฟ้าหรือตัดลูกนิมิต
ผู้มาเฝ้าฯที่ได้รับเชิญ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังจะรับรองเฉพาะผู้ที่แต่งเครื่องแบบเฝ้าฯ ไปนั่งรอรับเสด็จในพลับพลา หรือปะรำพิธีมณฑล ซึ่งจัดเป็นที่เฝ้าฯ ตามลำดับชั้นยศ และตำแหน่ง ส่วนผู้ที่ได้รับเชิญนอกนั้นเป็นหน้าที่ของเจ้าของงาน
ก่อนเสด็จ 5 หรือ 10 นาที เจ้าหน้าที่หสำนักพระราชวังจะได้เชิญข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และเจ้าของงานไปเข้าแถวรอรับเสด็จ ณ ที่รถยนต์พระที่นั่งเทียบ เมื่อเสด็จฯถึง เสด็จฯลงจากรถยนต์พระที่นั่ง ผู้เป็นประธานของงานหรือผู้รับผิดชอบในท้องถิ่น เช่น รัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ แล้วกราบบังคมทูลเบิกผู้อาวุโส ณ ที่นั้น ตามสมควรแก่บุคคลที่จะเบิกเฝ้าฯ ในแถวรับเสด็จนั้นๆ ส่วนการแต่งกายผู้มีหน้าที่ในราชการแต่งเครื่องแบบปกติขาว หรือเครื่องแบบปกติกากีตามหมายที่สำนักพระราชวังกำหนด
3. การเสด็จฯในงานพระราชพิธี งานรัฐพิธีที่ออกหมายกำหนดการ แต่งเครื่องแบบเต็มยศ จะต้องมีกองทหารเกียรติยศ พร้อมด้วยแตรวงธงประจำกองตั้งรับเสด็จด้วยหรือไม่นั้น สำนักพระราชวังจะได้ออกหมายแจ้ง กระทรวงกลาโหมพิจารณาจัดตามระเบียบของทหาร
4. การเสด็จฯ ในงานพระราชพิธี งานรัฐพิธีหรืองานที่มีการกราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ สำนักพระราชวังจะได้ออกหมายรับสั่งเป็นงานเฝ้าฯรับเสด็จแต่งเครื่องแบบปกติ แต่ถ้างานนั้นเป็นงานที่เสด็จฯไปในเขตที่ตั้งกรม กองทหาร หรือค่ายทหาร ฐานทัพของทหาร หรือในกรณีที่จังหวัดนั้นๆ เป็นที่ตั้งกรมกองทหาร ค่ายทหารหรือฐานทัพ เป็นหน้าที่ของฝ่ายทหารและผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาจัดทหารกองเกียรติยศรับเสด็จ ตามระเบียบของกระทรวงกลาโหม
ตัวอย่างกำหนดการรับเสด็จที่เป็นงานกราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯในต่างจังหวัดและในกรุงเทพมหานคร
4.1 มีกองทหารเกียรติยศรับเสด็จ
4.1.1 มีกองทหารเกียรติยศรับเสด็จและทรงตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ
4.1.2 มีกองทหารเกียรติยศรับเสด็จแต่ไม่ทรงตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ
4.2 ไม่มีกองทหารกองเกียรติยศ
การปฏิบัติตนในระหว่างเข้าเฝ้า ฯ ในพระราชพิธี
การเข้าเฝ้า ฯ ในพระราชพิธีจะมีทั้งการเข้าเฝ้า ฯ ในเขตพระราชฐาน ได้แก่ ในพระบรมมหาราชวัง เช่น พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เป็นต้น และการเข้าเฝ้า ฯ นอกเขตพระราชฐาน เช่น พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระกฐิน ณ พระอารามหลวง ต่าง ๆ เป็นต้น
กรณีเป็นงานนั่งเฝ้า ฯ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินถึง ผู้เข้าเฝ้า ฯ ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าคณะ หรือผู้ร่วมในคณะ ต้องลุกขึ้นยืนตรงเพื่อถวายความเคารพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้ จะต้องไม่ยกมือไหว้ทำความเคารพ หรือทักทายผู้ตามเสด็จคนอื่น การยืนถวายความเคารพ จะต้องยืนตรงขาชิด แยกปลายเท้าห่างกันเล็กน้อย มือทั้งสองข้างแนบข้างลำตัว แล้วถวายความเคารพ การถวายความเคารพนั้น ผู้เข้าเฝ้า ฯ ทั้งบุรุษและสตรีที่แต่งเครื่องแบบจะต้องถวายความเคารพโดยการคำนับ ส่วนสตรีที่แต่งชุดไทย ถวายความเคารพโดยวิธีถอนสายบัว เมื่อถวายความเคารพแล้ว ต้องยืนตรงรอจนกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จมาประทับพระราชอาสน์ก่อน จึงถวายความเคารพอีกครั้งแล้วนั่งลงประจำที่นั่ง ในกรณีที่สมเด็จพระบรมวงศ์ตามเสด็จด้วย จะต้องรอให้ทุกพระองค์ประทับเสียก่อน จึงถวายความเคารพแล้วนั่งลงได้ ในระหว่างพระราชพิธี หากทรงลุกขึ้นเพื่อเสด็จไปทรงประกอบพิธี ผู้เฝ้า ฯ ลุกขึ้นยืนถวายความเคารพด้วยทุกครั้ง ระหว่างทรงประกอบพิธี ให้ทุกท่านอยู่ในท่ายืนตรง เมื่อทรงประกอบพระราชกิจเสร็จ และเสด็จไปประทับพระราชอาสน์แล้วให้ผู้เฝ้า ฯ สังเกตว่า พระบรมวงศ์ที่ตามเสด็จ ประทับพระเก้าอี้เรียบร้อยแล้ว ทุกพระองค์จึงถวายความเคารพและนั่งลงได้ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับ ให้ผู้เฝ้า ฯ ยืนขึ้นถวายความเคารพและรอจนกว่าดุริยางค์บรรเลงเพลงจบ เป็นเสร็จพิธี ในกรณีนี้ ถ้าสมเด็จพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่ยังประทับอยู่ผู้เข้าเฝ้า ฯ รออยู่ก่อน เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับผู้เข้าเฝ้า ฯ จะต้องยืนขึ้นถวายความเคารพ แล้วจึงกลับออกจากบริเวณด้วย อาการเรียบร้อยไม่ส่งเสียงดัง
ในกรณีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะต้องเสด็จกราบถวายบังคมพระบรมอัฐิ ที่พระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตร ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ หากทรงลุกขึ้น ให้ผู้เฝ้า ฯ ลุกขึ้นยืนแล้ว ถวายความเคารพ และยืนรอจนกว่าจะทรงกราบถวายบังคมพระบรมอัฐิเสร็จ และทรงหันมาทางผู้เข้าเฝ้า ฯ ขณะนั้นผู้เข้าเฝ้า ฯ ควรรีบถวายความเคารพก่อน ทั้งนี้เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าหัว จะทรงรับการถวายความเคารพ (หากถวายความเคารพช้าจะแลดูไม่เหมาะสม) เมื่อเสด็จออกจากมณฑลพิธีแล้วผู้เข้าเฝ้า ฯ ยังคงยืนในท่าตรง รอจนกว่าดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีจบแล้ว ให้ถวายความเคารพอีกครั้ง จึงออกจากมณฑลพิธี ทั้งนี้ มีข้อพึ่งปฏิบัติที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงคม (ไหว้) หรือทรงกราบถวายบังคมพระบรมอัฐิ ที่หน้าพระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตร ทั้งเมื่อเสด็จพระราชดำเนิน ในระหว่างประกอบพิธี และก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ) ผู้เข้าเฝ้า ฯ ไม่ต้องประนมมือไหว้ หรือถวายความเคารพ เช่นเดียวกับในขณะที่ทรงกราบพระสงฆ์ และเมื่อพระสงฆ์กลับออกจากพระที่นั่งผู้เข้าเฝ้า ฯ ไม่ต้องประนมมือไหว้หรือถวายความเคารพเช่นกัน
อนึ่งเมื่อเสร็จงานแล้วก่อนจะกลับผู้เข้าเฝ้า ฯ ควรถวายความเคารพ โดยการไหว้ หรือกราบพระอัฐิ พระพุทธรูปสำคัญในมณฑลพิธี จึงจะงดงามตามแบบธรรมเนียมประเพณีไทย
กรณีเป็นงานยืนเฝ้า ฯ การเข้าเฝ้า ฯ ในงานพระราชพิธีที่เป็นงานยืนเฝ้า ฯ เช่น พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๕ ธันวาคม ในการเสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร นายกรัฐมนตรี และประธานรัฐสภา จะกราบบังคมทูลถวายพรชัยมงคลตามลำดับการปฏิบัติตนในกรณีดังกล่าว มีแบบแผนการปฏิบัติตนในทำนองเดียวกันกับงานนั่งเฝ้า ฯ จะต้องยืน ไม่มีเก้าอี้สำหรับนั่งเฝ้า ฯ จะต้องยืนด้วยความสำรวมระวัง หากเมื่อยจะขยับตัวได้เล็กน้อย ส่วนการถวายความเคารพให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับนั่งเฝ้า ฯ ทุกประการ (การถวายพระพรชัยมงคลของนายกรัฐมนตรีตามที่กำหนดในหมายกำหนดการ)
กรณีมีพิธีสงฆ์ โดยทั่วไปแล้วงานหรือพิธีที่มีการบำเพ็ญกุศล จะมีข้อพึงปฏิบัติสำหรับผู้ร่วมงานโดยทั่วไป ดังนี้ ในการรับศีล ผู้อยู่ในพิธีเริ่มประนมมือตั้งแต่พิธีกรเริ่มอาราธนาศีล มะยังภันเต… จนถึงพระสงฆ์ให้ศีลจบ และบอกอานิสงส์ของศีล จึงลดมือลง โดยพระสงฆ์จะบอกอานิสงส์ของศีลจบลงด้วยคำว่า “…ตัสมา สีลัง วิโสธะเย ” ในกรณีฟังการเจริญพระพุทธมนต์ หรือการฟังพระสงฆ์แสดงธรรม เริ่มการประนมมือเมื่อพิธีกรเริ่มอาราธนาพระปริตร หรือการแสดงทำของพระสงฆ์ หรืออาราธนาธรรม “วิปัตติปะฏิ พาหายะ…” หรือ “พรัหมา จะโลกา…” จนกว่าจะจบการเจริญพระพุทธมนต์ หรือการแสดงธรรมของพระสงฆ์ จึงลดมือลงแต่มีข้อยกเว้นที่ควรปฏิบัติได้คือ ผู้ฟังการเจริญพระพุทธมนต์ หรือฟังการแสดงธรรม จะลดมือลงและนั่งฟังโดยอาการสงบสำรวมก็ได้ วิธีปฏิบัติก็คือ เมื่อพระสงฆ์แสดงธรรมได้กล่าวบท นะโม ฯ ๓ ครั้ง ยกคำบาลีพุทธศาสนสุภาษิต ขึ้นเป็นอุเทศ หรือนิเขปบท และเริ่มแสดงธรรมเป็นภาษาไทย เช่น กล่าวว่า ” ณ โอกาสบัดนี้ อาตมภาพจะแสดงพระธรรมเทศนา…” ให้ผู้ฟังพระธรรมเทศนาลดมือลงโดยอาการสงบสำรวม เมื่อแสดงธรรมจบจึงยกมือขึ้นจบ 1 ครั้ง เป็นการแสดงสาธุการ และในกรณีฟังการเจริญพระพุทธมนต์ เมื่อพระสงฆ์สวดบท นะโม ฯ 3 จบ และสวดบทสรณคมน์ ถึงตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ผู้ฟังลดมือลงแล้วนั่งฟัง โดยอาการสงบสำรวมก็ได้ ให้ประนมมือขึ้นจบ ๑ ครั้ง เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์จบ ส่วนในพิธีที่มีการบำเพ็ญพระราชกุศล โดยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธี หรือโปรดเกล้า ฯ ให้มีผู้แทนพระองค์ ซึ่งมีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ผู้ที่เข้าเฝ้า ในมณฑลพิธีมีวิธีปฏิบัติตามแบบแผน เมื่อถึงขั้นตอนที่สำคัญ ๆ ดังนี้
– พระสงฆ์ถวายศีล เมื่อเจ้าหน้าที่กรมการศาสนา (สังฆการี) กล่าวคำอาราธนาศีล ผู้ที่เข้าเฝ้า ฯ ไม่ต้องประนมมือ เมื่อกล่าวคำอาราธนาศีลจบ พระสงฆ์จะถวายศีล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือผู้แทนพระองค์และพระบรมวงศ์ จะทรงประนมพระหัตถ์รับศีล ผู้เข้าเฝ้า ฯ จะต้องประนมมือด้วยจนเสร็จการถวายศีล (การประนมมือให้ประนมมือทั้งสองอยู่ระหว่างหน้าอก โดยไม่ยกให้ขึ้นสูงจนถึงใบหน้า และไม่ต่ำลงไปที่ท้อง)
– พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ขณะที่เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา (สังฆการี) กล่าวคำอาราธนาพระปริตร ผู้เข้าเฝ้า ฯ ต้องปฏิบัติตามเหมือนการอาราธนาศีล คือ ไม่ประนมมือ เมื่ออาราธนาจบพระสงฆ์จะเจริญพระพุทธมนต์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้แทนพระองค์และพระบรมวงศ์ จะทรงประนมพระหัตถ์ เมื่อถึงบทสรรเสริญพระพุทธคุณ พระสังฆคุณ ผู้เข้าเฝ้า ฯ ทุกท่านจึงประนมมือ เมื่อทรงลดพระหัตถ์ลงให้ผู้เข้าเฝ้า ฯ ลดมือลงและนั่งสำรวม (นั่งโดยมือทั้งสองข้างประสานกันไว้ที่หน้าตัก) หลังจากที่พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เสร็จ อนึ่ง การปฏิบัติข้างต้นหากผู้ที่เข้าเฝ้า ฯ มีแนวทางปฏิบัติตามลัทธิศาสนาของตนเอง ก็ไม่ต้องประนมมือ แต่ควรนั่งในอาการสำรวมเช่นกัน ส่วนผู้ที่เข้าเฝ้า ฯ ซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชนประนมมือในช่วงระยะดังกล่าวหรือไม่ ย่อมจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงปฏิบัติในแต่ละช่วงเวลาข้างต้นนั้น ๆ เป็นลำดับด้วย
พระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา หากในหมายกำหนดการได้กำหนดให้มีการแสดงพระธรรมเทศนา หลังจากที่ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม และทรงรับศีลแล้ว เจ้าหน้าที่กรมการศาสนาจะอาราธนาธรรม ผู้เข้าเฝ้า ฯ ไม่ต้องประนมมือเมื่อพระสงฆ์เริ่มแสดงพระธรรมเทศนา ให้สังเกตว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือผู้แทนพระองค์ ทรงประนมพระหัตถ์หรือไม่ หากทรงประนมพระหัตถ์และทรงลดพระหัตถ์ลง ให้ประนมมือและลดมือลงในท่าสำรวม หากทรงประนมพระหัตถ์อยู่ ให้ประนมมือไว้เช่นนั้น เมื่อทรงลดพระหัตถ์ลงเมื่อใด จึงลดมือลงจนกว่าพระสงฆ์จะแสดงพระธรรมเทศนาจบ
พระสงฆ์รับพระราชทานฉัน ในกรณีที่มีพระราชภัตตาหารแด่พระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ผู้แทนพระองค์ และพระบรมวงศ์ที่เป็นฝ่ายหน้า จะทรงปฏิบัติพระสงฆ์ ส่วนกรณีที่จะเชิญบุคคลสำคัญ หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ไปร่วมประเคนภัตตาหารและปฏิบัติพระสงฆ์ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง จะเป็นผู้เชิญเฉพาะบุคคลนั้น ๆ ส่วนผู้เข้าเฝ้า ฯ อื่น ให้ลุกขึ้นยืนแล้วถวายความเคารพ แล้วรอจนเสด็จกลับมาประทับพระอาสน์ จึงถวายความเคารพอีกครั้งแล้วนั่งลง โดยผู้ที่ได้รับเชิญให้ปฏิบัติพระสงฆ์จะเดินไปยังพระสงฆ์รูปที่ เจ้าหน้าที่จะนำไปเมื่อถึงหน้าพระสงฆ์แล้วให้หยุดยืนตรง หันหน้าไปทางพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือผู้แทนพระองค์ เมื่อประทับพระอาสน์แล้วจึงถวายความเคารพ แล้วประเคนภัตตาหาร เสร็จแล้วถวายความเคารพแล้วนั่ง หากพระสงฆ์สนทนาด้วยจึงสนทนาโต้ตอบ เมื่อพระสงฆ์รับพระราชทานฉันเสร็จ แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศ์ จะทรงลุกขึ้นเพื่อเสด็จกลับไปประทับพระราชอาสน์ และพระเก้าอี้ตามเดิม ผู้เข้าเฝ้า ฯ จะต้องยืนขึ้นถวายความเคารพ และรอจนกว่าทุกพระองค์จะประทับพระราชอาสน์ และพระเก้าอี้เรียบร้อยแล้ว จึงถวายความเคารพอีกครั้ง และนั่งลงได้ส่วนปฏิบัติพระสงฆ์เมื่อทรงลุกขึ้นให้ลุกขึ้นยืนตรงถวายความเคารพ เมื่อเสด็จผ่านให้ถวายความเคารพอีกครั้งและรอจนกระทั่งประทับพระอาสน์และพระเก้าอี้ จากนั้นถวายความเคารพแล้วกลับไปนั่งประจำที่นั่งเฝ้า ฯ ก่อนนั่งให้ถวายความเคารพอีกครั้งจึงนั่งลงได้
พระสงฆ์สดัปกรณ์ พิธีสงฆ์ดังกล่าว จะจัดให้มีในพระราชพิธีพระบรมศพ หรือทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานถวายพระบรมอัฐิ โดยปกติหมายกำหนดการจะกำหนดไว้ว่า ทรงทอดผ้าไตรหรือทรงทอดผ้าคู่ พระสงฆ์สดับปกรณ์ (บังสุกุล) หมายถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จไปทรงทอดผ้าถวายแด่พระสงฆ์ จากนั้นพระสงฆ์จะสดับปกรณ์ผ้า ที่ทรงทอดถวายดังกล่าวในกรณี นี้ผู้เข้าเฝ้า ฯ ไม่ต้องมีส่วนร่วมในการปฏิบัติแต่อย่างใด เพียงแต่เมื่อทรงลุกขึ้นให้ผู้เข้าเฝ้า ฯ ลุกขึ้นถวายความเคารพ และเมื่อเสด็จผ่านให้ถวายความเคารพทุกครั้ง ระหว่างที่ทรงทอดผ้า ผู้เข้าเฝ้า ฯ จะต้องยืนด้วยความสำรวม และหันหน้าไปยังที่ทรงยืน และรอจนกว่าจะทรงทอดผ้าเสร็จ และเสด็จกลับไปประทับพระราชอาสน์จึงถวายความเคารพและนั่งลงได้ หากมีพระสงฆ์หลายชุดผลัดเปลี่ยนกันขึ้นสดับปกรณ์ก็ทรงทอดผ้าจนครบ ซึ่งผู้เข้าเฝ้า ฯ จะต้องถวายความเคารพทุกครั้งที่ทรงลุกขึ้นประทับ และเสด็จผ่าน กรณีทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม บูชากัณฑ์ทรงประเคนสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ผู้เข้าเฝ้า ฯ จะปฏิบัติตนเช่นเดียวกันคือ ขณะทรงประเคนทุกท่านต้องยืนตรงรอจนกว่าเสร็จ ในกรณีที่มีการบำเพ็ญพระราชกุศลทอดผ้า สดับปกรณ์หลาย ๆ เที่ยว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จทรงทอดผ้าไตร ผู้เข้าเฝ้า ฯ ไม่ต้องลุกขึ้นยืนแต่นั่งในท่าสำรวม
พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก และถวายพระพรลา หลังจากทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม ทรงประเคนเครื่องไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ หรือทรงทอดผ้า และพระสงฆ์สดับปกรณ์แล้ว (แล้วแต่กรณี) พระสงฆ์จะถวายอนุโมทนา หรือที่เรียกว่า พิธีกรวดน้ำ (เริ่มตั้งแต่ ยะถา วาริวะหาปูรา…) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือผู้แทนพระองค์ทรงหลั่งทักษิโณทก (กรวดน้ำ) ผู้เข้าเฝ้า ฯ ประนมมือไหว้เมื่อทรงหลั่งทักษิโณทกเสร็จ หากทรงประนมพระหัตถ์ผู้เข้าเฝ้า ฯ จะต้องคงประนมถือมือไว้ เมื่อทรงลดพระหัตถ์ลงให้ผู้เข้าเฝ้า ฯ ลดมือลง แต่หากว่าหลังจากทรงหลั่งทักษิโณทก แล้วไม่ทรงประนมพระหัตถ์ให้ผู้เข้าเฝ้า ฯ ลดมือลงได้ เมื่อพระสงฆ์ถวายอนุโมทนาจบ ประธานสงฆ์จะถวายอดิเรก และถวายพระพรลา (เริ่มตั้งแต่ อะติเรวัสสะตัง ชีวะตุ…) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงประนมพระหัตถ์ ในขณะประธานสงฆ์ถวายอดิเรกผู้เข้าเฝ้า ฯ ไม่ต้องประนมมือ ทั้งนั้น เนื่องจากเป็นการถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นการเฉพาะ ซึ่งรวมถึงขณะที่มีการถวายพระพรลาด้วย แต่อย่างไรก็ตามในบางพระราชพิธีอาจไม่มีการถวายพระพรลา เช่น พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ตามพระอารามหลวงต่าง ๆ หรือที่เป็นโบสถ์หรือวิหารในพระอารามหลวง หรือวัด เป็นต้น ซึ่งพิธีสงฆ์จะสิ้นสุดลงเมื่อถวายอดิเรก แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับ ทั้งนั้น มีข้อสังเกตว่า พิธีสงฆ์ที่กำหนดไว้เป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีต่าง ๆ นั้นในแต่ละพระราชพิธีอาจแตกต่างกันไป เช่น บางพระราชพิธีอาจมีการเจริญพระพุทธมนต์ แต่ไม่มีการแสดงพระธรรมเทศนา รับพระราชทานฉัน หรือสดับปกรณ์ แต่บางพระราชพิธีอาจมีพิธีสงฆ์บางอย่างหรือทั้งหมดที่กล่าวมา ทั้งนี้ จะต้องดูหมายกำหนด การเป็นหลัก
กรณีการอ่านประกาศกระแสพระบรมราชโองการ ในพระราชพิธีที่หมายกำหนดให้อาลักษณ์อ่านประกาศกระแสพระบรมราชโองการ เช่น พระบรมราชโองการสถาปนาพระอิสริยยศฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ พระบรมราชโองการเฉลิมพระปรมาภิโธย หรือ พระบรมราชโองการสถาปนาสมศักดิ์ เป็นต้น เมื่ออาลักษณ์เริ่มอ่านว่า “ประกาศพระบรมราชโองการ…” ผู้เข้าเฝ้า ฯ ที่นั่งอยู่จะต้องลุกขึ้นในท่ายืนตรงถวายความเคารพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (โดยปกติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะไม่ทรงยืน) และผู้ที่ยืนอยู่ต้องอยู่ในลักษณะสำรวม เพื่อเป็นการน้อมรับกระแสพระบรมราชโองการ จนกว่าอาลักษณ์จะอ่านจบ และพระบรมวงศ์ทุกพระองค์ประทับเรียบร้อยแล้ว ผู้เข้าเฝ้า ฯ ทุกท่านถวายความเคารพแล้งจึงนั่ง
กรณีมีการเวียนเทียนสมโภชนพปฎลมหาเศวตฉัตรสิริราชกกุธภัณฑ์ การเวียนเทียนสมโภชดังกล่าว จะมีเฉพาะในพระราชพิธีฉัตรมงคลในวันที่ 5 พฤษภาคม ภาคเช้า และในโอกาสสำคัญพิเศษ เช่น การสมโภชสิริราชสมบัติ ในพระราชพิธีกาญจนาภิเษก วันที่ 10 มิถุนายน 2539 ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท หลังจากเสร็จพิธีสงฆ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยบูชาเทพยดารักษานพปฎลมหาเศวตฉัตรราชกกุธภัณฑ์ ต่อจากนั้นพราหมณ์จะเบิกแว่นเวียนเทียนสมโภชนพปฎลมหาเศวตฉัตรสิริราชกกุธภัณฑ์ ในการนี้ผู้เข้าเฝ้า ฯ ที่ร่วมในการเวียนเทียนจะต้องเป็นผู้ที่ทางเจ้าหน้าที่ สำนักพระราชวังเชิญให้เข้าร่วมในพิธีเท่านั้น โดยเจ้าหน้าที่จะเชิญไปยืนล้อมวง รอบนพปฎลมหาเศวตฉัตรสิริราชกกุธภัณฑ์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งขณะนั้นทั้งสองพระองค์ประทับพระราชอาสน์อยู่ ส่วนผู้ที่ไม่ได้ร่วมเวียนเทียนสมโภช ฯ จะต้องยืนตรงอยู่ประจำที่
กรณีเสด็จพระราชดำเนินประทักษิณพระอุโบสถ การเสด็จพระราชดำเนินประทักษิณพระอุโบสถ (การเวียนเทียน) จะมีหมายกำหนดการเฉพาะ ในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชาเท่านั้น โดยผู้เข้าเฝ้า ฯ จะต้องยืนรออยู่ที่ชานหน้าพระอุโบสถ ตามที่เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังจะจัดลำดับให้เฝ้า ฯ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินถึงพระอุโบสถ ถวายสักการะพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรแล้ว เสด็จออกชานหน้าพระอุโบสถหน้าฉากบังลม ทรงรับเทียนชนวนจากเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงถือเทียนชนวนให้พระบรมวงศ์ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ตามลำดับเข้าไปเฝ้า ฯ ถวายความเคารพ แล้วคุกเข่าซ้ายตั้งเข่าขวา ถือเทียนที่ได้รับไปขอพระราชทานต่อไฟที่ทรงถือ แล้วถวายความเคารพกลับไปยืนที่เดิมจนหมด ผู้เข้าเฝ้า ฯ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงกราบที่แท่น ทรงกราบหน้าพระอุโบสถ พร้อมกันนั้นผู้เข้าเฝ้า ฯ นั่งคุกเข่าประนมมือถือเทียนที่จุดไฟไว้นั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงยืนผู้เข้าเฝ้า ฯ ก็ยืนตามแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสวดนำบูชาพระรัตนตรัย ผู้เข้าเฝ้า ฯ จะสวดบทสวดมนต์ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังได้มอบให้ จากนั้นจะเสด็จพระราชดำเนินประทักษิณพระอุโบสถ 3 รอบ ให้ผู้เข้าเฝ้า ฯ ที่เดินตามเสด็จด้วยมือขวา แล้วใช้มือซ้ายประคองบังลม เมื่อเดินครบ 3 รอบแล้ว ให้นำเทียนปักไว้ที่กระถางที่สำนักพระราชวังจัดไว้ ให้ยกเว้นกรณีที่มีการจัดโคมแก้วให้เดินประทักษิณ จึงให้ถือโคมแก้วเดินประทิณ โดยพระบรมวงศานุวงศ์ นายกรัฐตรี องคมนตรี คณะรัฐมนตรี และบุคคลสำคัญจะรับโคมแก้วจากเจ้าหน้าที่ และเดินจนครบ 3 รอบ และส่งโคมแก้วคืนให้กับเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ในการเดินเทียน ผู้เข้าเฝ้า ฯ ที่เดินเทียนต้องเดินตามลำดับอาวุโส และระมัดระวังอย่าเดินใกล้ผู้ที่อยู่ข้างหน้าจนเกินไป เพราะจะทำให้เปลวเทียนไหม้ผู้ที่อยู่ข้างหน้าตนได้
นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการเข้าเฝ้า ฯ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือการเข้าเฝ้า ฯ ณ พระอารามหลวงต่าง ๆ เช่น ในการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน เป็นต้น ในการเข้าเฝ้า ฯ ณ สถานที่ดังกล่าว ก่อนเสด็จพระราชดำเนินถึงเจ้าหน้าที่จะเชิญผู้เข้าเฝ้า ฯ นั่งประจำที่ด้านใดบ้าง ในพระอุโบสถ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับจำนวนที่นั่งที่จัดไว้ด้านในพระอุโบสถ
การร่วมพิธีในกรณีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้บุคคลอื่นเป็นผู้แทนพระองค์ จะต้องปฏิบัติตน ดังนี้
1. กรณีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้บุคคลอื่นที่เป็นสามัญชน เป็นผู้แทนพระองค์
การทำความเคารพ ผู้ร่วมพิธีที่ไม่ได้แต่งเครื่องแบบบุรุษทำความเคารพโดยวิธีคำนับ สุภาพสตรีทำความเคารพโดยการไหว้ ผู้ร่วมพิธีที่แต่งเครื่องแบบและไม่ได้สวมหมวก บุรุษทำความเคารพโดยวิธีคำนับ สุภาพสตรีทำความเคารพโดยวิธีคำนับเช่นเดียวกับบุรุษ หรือไหว้ ผู้ร่วมพิธีที่แต่งเครื่องแบบ สวมหมวก ทั้งบุรุษและสตรีให้ทำความเคารพโดยกระทำวันทยหัตถ์
การรับและการกล่าวรายงาน เมื่อผู้แทนพระองค์เดินทางมาถึงหัวหน้าคณะ และผู้ร่วมคณะยืนตรง เมื่อผ่าน ณ ที่รอต้อนรับ หัวหน้าคณะทำความเคารพ จากนั้นกล่าวรายงานโดยใช้คำพูดสุภาพ ไม่ต้องใช้ราชาศัพท์ หากผู้แทนพระองค์สนทนาหรือซักถามเรื่องต่าง ๆ ให้ผู้ที่ได้รับการซักถามหรือสนทนาด้วย ค้อมกายเล็กน้อยมือประสานกันด้านหน้า อธิบายหรือตอบคำถามโดยใช้ถ้อยคำสุภาพไม่ต้องใช้ราชาศัพท์ เมื่อกล่าวรายงานจบแล้วทำความเคารพ และเชิญผู้แทนพระองค์เข้าประจำที่เรียบร้อยแล้ว ดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทุกคนยืนตรง เมื่อจบเพลงสรรเสริญพระบารมี ทุกคนทำความเคารพผู้แทนพระองค์ แล้วดำเนินพิธีต่อไป
การรับมอบสิ่งของหรือการมอบสิ่งของ หากผู้แทนพระองค์นั่งอยู่ในระดับเสมอกับผู้เข้ารับมอบ หรือผู้มอบ เมื่อทำความเคารพแล้ว ไม่ต้องคุกเข่าเข้ารับมอบสิ่งของ แต่ให้ย่อตัวลงเล็กน้อยแล้วรับ โดยไม่ต้องทำเอางานหรือมอบสิ่งของต่อผู้แทนพระองค์
การใช้คำพูด ใช้คำพูดสุภาพโดยไม่ต้องใช้ราชาศัพท์
การส่งผู้แทนพระองค์ เมื่อผู้แทนพระองค์จะเดินทางกลับและลุกขึ้นยืน ดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทุกคนในพิธียืนตรง เมื่อจบเพลงสรรเสริญพระบารมี ทุกคนทำความเคารพผู้แทนพระองค์ เช่นเดียวกับการต้อนรับผู้แทนพระองค์จะทำความเคารพตอบ จากนั้นหัวหน้าคณะและผู้เกี่ยวข้อง เดินตามผู้แทนพระองค์เพื่อส่งขึ้นรถยนต์เดินทางกลับ ก่อนขึ้นรถยนต์ทำความเคารพผู้แทนพระองค์อีกครั้งหนึ่ง จนรถยนต์เคลื่อนที่ออกไป
2. กรณีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ทรงเป็นผู้แทนพระองค์ ให้ปฏิบัติตนในการเข้าเฝ้า ฯ ตามฐานันดรของผู้ปฏิบัติแทนพระองค์
การจัดงานเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาในท้องถิ่น
1. วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
การพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ควรกำหนดอนุโลมตามหมายกำหนดการของสำนักพระราชวัง ซึ่งกำหนดไว้ 3 แบบ ดังนี้
แบบที่ 1 การลงนามถวายพระพร
แบบที่ 2 การลงนามถวายพระพร และประชุมสดุดีถวายพระพรชัยมงคล
แบบที่ 3 การลงนามถวายพระพร และบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศล
แบบที่ 1 การลงนามถวายพระพร
1.1 จัดแต่งห้องประชุมหรือห้องโถงหรือศาลาประชาคมแล้วแต่ความเหมาะสมของอาคารสถานที่ ตกแต่งประดับธงชาติติดแผงพระปรมาภิไธยย่อตามประทีปโคมไฟตามระเบียบที่ราชการกำหนด
1.2 บนเวทีภายในห้องประชุม ห้องโถง หรือศาลาประชาคม ตั้งโต๊ะหมู่ประดับแจกันดอกไม้ พานพุ่มดอกไม้ประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ มีพานวางธูปและจัดส่วนใดส่วนหนึ่งของห้องหรืออาคารที่ประชุมเป็นที่ลงนามถวายพระพร โดยจัดสมุดพร้อมปากกาวางบนโต๊ะ มีเก้าอี้นั่งลงนาม และมีเจ้าหน้าที่รับรองกำกับสมุดลงนามไว้ด้วย
1.3 การกำหนดลงนามถวายพระพร สำนักพระราชวังกำหนดไว้ในหมายกำหนดการ เริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. ถึง 17.00 น. แต่งเครื่องแบบปกติขาว พ่อค้า ประชาชนแต่งสากลนิยม
1.4 เมื่อลงนามในสมุดที่จัดไว้เรียบร้อยแล้ว ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์แล้วกลับ
แบบที่ 2 การลงนามถวายพระพรและประชุมสดุดีถวายพระพรชัยมงคล
2.1 จัดแต่งห้องประชุม ห้องโถง หรือศาลาประชาคมแล้วแต่ความเหมาะสมของอาคารสถานที่ ตกแต่งประดับธงชาติ ติดแผงพระปรมาภิไธยย่อ ตามประทีปโคมไฟตามระเบียบที่ราชการกำหนด
2.2 บนเวทีภายในห้องประชุม ห้องโถง หรือศาลาประชาคม ตั้งโต๊ะหมู่ประดับแจกันปักดอกไม้ พานพุ่มดอกไม้ ประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ มีพานวางธูปเทียนแพ บนหลังธูปเทียนแพมีกระทงดอกไม้มีกรวยปิดครอบ โต๊ะหมู่นี้จะเป็นหมู่ 5 หมู่ 7 หมู่ 9 แล้วแต่สะดวก จัดส่วนหนึ่งส่วนใดของห้องหรืออาคารที่ประชุมเป็นที่ลงนามถวายพระพร โดยจัดสมุดพร้อมปากกาวางบนโต๊ะ มีเก้าอี้นั่งลงนามและมีเจ้าหน้าที่กำกับสมุดลงนามถวายพระพรด้วย
2.3 การลงนามถวายพระพรและมีชุมนุมสดุดีเฉลิมพระเกียรติถวายพระพรชัยมงคลในแบบ 2 นี้ อนุโลมตามหมายกำหนดการของสำนักพระราชวัง กำหนดเสด็จออกมหาสมาคมพระบรมวงซานุวงศ์ ข้าราชการเฝ้าฯ กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล เวลา 10.30 น. แต่งเครื่องแบบเต็มยศ
2.4 เมื่อข้าราชการ หรือผู้มีสิทธิแต่งเครื่องแบบตามข้อ 2.3 มาประชุมพร้อมกัน ณ ห้องที่จัดไว้ สำหรับประชุมสดุดีเฉลิมพระเกียรติถวายพระพรชัยมงคล เข้าประจำที่ตามลำดับตำแหน่งหน้าที่ (จะจัดให้นั่งเก้าอี้หรือยืนตามลำดับแล้วแต่ความเหมาะสม ส่วนพ่อค้า คหบดีและประชาชนที่มิได้แต่งเครื่องแบบเต็มยศควรจะอยู่ในแถวหลัง)
2.5 ผู้เป็นประธานเข้าสู่ห้องประชุม ตรงไปทึ่โต๊ะหมู่ประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ เปิดกรวยกระทงดอกไม้ออกวางไว้ข้างพานธูปเทียนแพ แล้วถอยออกมาถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พร้อมกับผู้ที่ชุมนุมอยู่ในที่นั้น
2.6 ประธานอ่านสดุดีเฉลิมพระเกียรติถวายพระพรชัยมงคล ตามตัวอย่างนี้หรือแต่งขึ้นใหม่ก็ได้
“ข้าพระพุทธเจ้า นาย…………………………(ยศ………..ตำแหน่ง…………..)ในนามของข้าราชการทุกฝ่าย และประชาราษฎร์ทั้งหลายในภูมิภาคนี้ ขอประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติถวายพระพรชัยมงคล ในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษาแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว… (เนื้อหาคำสดุดีตามลำดับ)… ชยมงคลํ ชัยมงคลดังกล่าวนี้ จงมีแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ทุกประการเทอญ”
จบสดุดีถวายพระพรชัยมงคล ดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี จบ ถวายความเคารพพร้อมกัน เป็นเสร็จการ
ผังกระบวนการขั้นตอนพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในท้องถิ่น (แบบที่ 2)
– เมื่อประธานมาถึงบริเวณพระราชพิธี (เจ้าหน้าที่ผู้รับมอบหมาย)
– ประธานเข้าสู่ห้องประชุมไปยังโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ เปิดกรวยกระทงดอกไม้บนธูปเทียนแพออกวางไว้ถอยออกมาและถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พร้อมกับผู้ที่มาชุมนุม
– ประธานอ่านคำสดุดีเฉลิมพระเกียรติถวายพระพรชัยมงคล (ตามแบบ 2.6) จบแล้วถวายความเคารพพร้อมกับผู้ที่ประชุมอยู่ ณ ที่นั้น
– จบสดุดีถวายพระพรชัยมงคล ดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี
– ผู้มาชุมนุมถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พร้อมกัน เป็นอันเสร็จการ
แบบที่ 3 การลงนามถวายพระพรและบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศล
แบบที่ 3 เป็นแบบที่มีพระสงฆ์ 9 รูป หรือ 10 รูป เจริญชัยมงคลคาถา
3.1 เตรียมการเช่นแบบ 1 และ แบบ 2 แต่ถ้าจัดโต๊ะหมู่ประดิษฐ์ฐานพระบรมฉายาลักษณ์ยกพื้นเวที แบบ 3 นี้ จะต้องตั้งที่ชั้นล่างหน้าเวที ส่วนโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระพุทธรูป จะต้องตั้งที่หัวอาสน์สงฆ์ (ดูแผนผัง)
3.2 ตั้งอาสน์สงฆ์สำหรับพระสงฆ์ 9 รูป หรือ 10 รูปนั่ง (อาสน์สงฆ์จะต้องสูงกว่าเก้าอี้ข้าราชการนั่งไม่น้อยกว่า 5 ซม.)
3.3 ถ้าเป็นงานตอนเช้าเริ่มเวลา 10.30 น. จะต้องจัดที่เลี้ยงพระไว้พร้อม จัดภัตตาหารเลี้ยงพระ เป็นการบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศล
3.4 ข้าราชการ กำหนดแต่งเครื่องแบบเต็มยศ เจ้าหน้าที่รับรองเชิญนั่งตามลำดับชั้น ตำแหน่ง นิมนต์พระสงฆ์ขึ้นนั่งอาสนะ ประเคนหมากพลู น้ำ ตามควร
3.5 เวลา 10.30 น. ผู้เป็นประธานมาถึงเข้าสู่ห้องพิธี ผู้ที่นั่งรอรับยืนแสดงความเคารพประธาน
3.6 ประธานจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการพระรัตนตรัยกราบที่แท่นกราบ แล้วหันไปถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ แล้วนั่งเก้าอี้ที่จัดไว้
3.7 เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล ประธานและผู้ที่ชุมนุมประนมมือรับศีล จบแล้ว
3.8 ประธานลุกจากที่นั่งไปยังโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ ผู้ที่ชุมนุมอยู่ ณ ที่นั้นยืนขึ้นหันหน้าไปทางที่ประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ พระสงฆ์ยกพัดยศตั้งขึ้น ประธานเปิดกรวยกระทงดอกไม้บนธูปเทียนแพออกวางไว้ถอยออกมา
3.9 ประธานถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมกับผู้ที่ชุมนุมอยู่ในที่นั้น
3.10 ประธานอ่านคำสดุดีเฉลิมพระเกียรติถวายพระพรชัยมงคล (ตามแบบ 2.6 ) จบแล้วถวายความเคารพพร้อมกับผู้ที่ประชุมอยู่ ณ ที่นั้น พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถาดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี จบถวายความเคารพพร้อมกันแล้วนั่ง
3.11 พระสงฆ์วางพัด สวดถวายพรพระ จบประธานและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ประเคนภัตตาหารถวายพระสงฆ์
3.12 พระสงฆ์ฉันเสร็จ เก็บภาชนะเรียบร้อยแล้ว ประธานและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ถวายจัตุปัจจัยไทยธรรมแล้วกลับนั่งที่เดิม
3.13 ประธานกรวดน้ำ พระสงฆ์ยกพัดขึ้นอนุโมทนา และถวายอดิเรกแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจบแล้วพระกลับ
3.14 ประธานไปถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ ผู้ที่ชุมนุมอยู่ ณ ที่นั้นถวายความเคารพพร้อมกัน
ผังกระบวนการขั้นตอนพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในท้องถิ่น (แบบที่ 3)
– เมื่อประธานมาถึงบริเวณพระราชพิธี
– ประธานจุดเทียนธูปบูชาพระรัตนตรัย แล้ว กราบ 3 ครั้ง แล้วหันไปถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์
– เมื่อจุดเทียนธูปแล้ว ประธานเดินมานั่งพักในที่ที่จัดไว้ให้
– พิธีกรอาราธนาศีล ผู้ร่วมชุมนุมประนมมือ
– พระสงฆ์ให้ศีลผู้มาชุมนุมประนมมือรับศีล
– ประธานลุกจากที่นั่งไปยังโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ ผู้ที่ชุมนุมอยู่ ณ ที่นั้นยืนขึ้นหันหน้าไปทางที่ประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ พระสงฆ์ยกพัดยศตั้งขึ้น ประธานเปิดกรวยกระทงดอกไม้บนธูปเทียนแพออกวางไว้ถอยออกมาและถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์
– ประธานอ่านคำสดุดีเฉลิมพระเกียรติถวายพระพรชัยมงคล (ตามแบบ 2.6 ) จบแล้วถวายความเคารพพร้อมกับผู้ที่ประชุมอยู่ ณ ที่นั้น
– พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถาดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี จบถวายความเคารพพร้อมกันแล้วนั่ง
– ประธาน/ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ร่วมกันประเคนภัตตาหาร
– พระสงฆ์ฉันภัตตาหาร
– ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ถวายจัตุปัจจัยไทยธรรมแล้วกลับมานั่งที่เดิม
– ประธานกรวดน้ำ พระสงฆ์ยกพัดขึ้นอนุโมทนา และถวายอดิเรกแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจบแล้วพระกลับ
– ประธานไปถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ ผู้ที่ชุมนุมอยู่ ณ ที่นั้นถวายความเคารพพร้อมกัน
2. การจัดงานวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร นั้น สำนักพระราชวังออกหมายกำหนดการมีการลงนามถวายพระพรในพระบรมมหาราชวัง การบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นพระราชกิจส่วนพระองค์ งานลงนามถวายพระพร แต่งเครื่องแบบปกติขาว เริ่มตั้งแต่เวลา 09.00-17.00น.
ราชการส่วนท้องถิ่น เช่น จังหวัด อำเภอ สถานศึกษาถ้าจัดให้มีการถวายพระพรชัยมงคล โดยอนุโลมตามหมายกำหนดการของสำนักพระราชวัง ควรตั้งแต่งตาม แบบที่ 1 มีเฉพาะการลงนามถวายพระพร ถ้าเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็เชิญพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ถ้าเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ก็เชิญพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารออกตั้งประดิษฐานที่โต๊ะหมู่ตามแผนผังแบบที่ 1
ปัจจุบันการจัดงานถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถในส่วนกลางและท้องถิ่นมีการจัดงานอย่างกว้างขวาง รวมทั้งมีการจัดกิจกรรมอื่นๆร่วมด้วยนอกเหนือจากการถวายพระพรชัยมงคลเช่น งาน 5 ธันวามหาราช งานวันแม่แห่งชาติ เป็นต้น และมิได้จัดงานเฉพาะวันที่ 5 ธันวาคม หรือ วันที่ 12 สิงหาคม เท่านั้น การจัดงานเพื่อถวายพระพรชัยมงคลดังกล่าวนี้ สามารถจัดโดยยึดหลักตามแบบที่ 1, 2 หรือ 3 ก็ได้ แล้วแต่ความพร้อมของแต่ละองค์กร
การจัดงานวันปิยมหาราช และวันที่ระลึกรัชกาลที่ 6
1. วันปิยมหาราช วันที่ 23 ตุลาคม สำนักพระราชวังได้ออกหมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้า แต่งเครื่องแบบปกติขาว เวลา 17.00 น. ต่อจากนี้เสด็จฯไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศล สวดพระพุทธมนต์ เทศน์ สดับปกรณ์ ที่พระที่นั่งในพระบรมมหาราชวัง แต่งเครื่องแบบครึ่งยศ
2. วันที่ระลึกรัชกาลที่ 6 วันที่ 25 พฤศจิกายน สำนักพระราชวังได้ออกหมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ที่สวนลุมพินี แต่งเครื่องแบบปกติขาว เวลา 17.00น.
ทั้ง 2 งานนี้ ถ้าส่วนราชการใดจะจัดเพื่อถวายราชสักการะ ควรปฏิบัติดังนี้
1. ถ้าพระบรมราชานุสาวรีย์(พระบรมรูปหล่อ) ประดิษฐานเป็นปูชนียสถานถาวรอยู่แล้ว ให้ตกแต่งประดับธงชาติตามความเหมาะสม แจ้งประกาศให้ข้าราชการสถานศึกษาและองค์กรต่างๆทราบ อนุโลมตามหมายกำหนดการของสำนักพระราชวัง เฉพาะที่มีการเสด็จฯวางพวงมาลาถวายราชสักการะเท่านั้น แต่งเครื่องแบบปกติขาว ผู้เป็นประธานงานซึ่งจัดเป็นทางราชการมาถึงที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ ถวายความเคารพพร้อมด้วยคณะ(ควรสวมหมวกทำวันทยาหัตถ์) ประธานรับพวงมาลาขึ้นไปวางที่ขาหยั่ง วางแล้วถวายความเคารพคณะที่ยืนแถวอยู่ทำตามประธาน ประธานจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย กราบที่แท่นกราบ(กราบไม่แบมือ) 1 ครั้ง แล้วไปอยู่หน้าแถวคณะ ทำความเคารพพร้อมกันเป็นเสร็จการ หลังจากที่ประธานงานวางพวงมาลาแล้ว หรือก่อนที่ประธานยังไม่มา จะมีคณะใดมาวางพวงมาลาหรือถวายราชสักการะก็ย่อมทำได้
2. ถ้าไม่มีพระบรมราชานุสาวรีย์ที่สร้างพระบรมรูปหล่อประดิษฐานไว้เป็นถาวรนั้น จะเชิญพระบรมฉายาลักษณ์หรือพระบรมรูปหล่อออกตั้งประดิษฐานก็ย่อมทำได้ โดยปฏิบัติ ดังนี้
2.1 เชิญพระบรมฉายาลักษณ์ หรือพระบรมรูปหล่อออกประดิษฐานที่โต๊ะหมู่ มีพานพุ่ม ดอกไม้ ธูปเทียน ตั้งแต่ง ณ สถานที่อันควรจะเป็นหอประชุมหรือที่รโหฐานตามสะดวกการปฏิบัติวางพวงมาลา เช่นเดียวกันกับที่กล่าวข้างต้น
พิธีทอดกฐินพระราชทาน
๑. กฐินพระราชทาน คือ กฐินที่พระเจ้าแผ่นดินทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ ข้าราชการหรือหน่วยราชการต่าง ๆ นำไปทอดถวาย ณ พระอารามหลวงต่าง ๆ แทนพระองค์
๒. การดำเนินการ ให้หน่วยราชการ คณะบุคคล หรือเอกชนนำหนังสือขอจองไปที่กรมการศาสนา เพื่อรวบรวมกราบบังคมทูลให้ทรงทราบว่ามีจำนวนกี่วัด
๓. ลำดับพิธี (ไม่มีการรับศีล)
– พระสงฆ์พร้อมที่อาสน์ในพระอุโบสถ
– ประธาน ฯ เดินทางมาถึงด้านหน้าประตูพระอุโบสถ ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และรับผ้าพระกฐินจากพานแว่นฟ้าบนโต๊ะหมู่บูชา
– ประธาน ฯ ประคองผ้าพระกฐินขึ้นสู่พระอุโบสถไปวางผ้าพระกฐินบนพานแว่นฟ้าหน้าอาสน์สงฆ์
– ประธาน ฯ จุดเทียนธูปบูชาพระรัตนตรัย แล้วกราบ 3 หน
– ประธาน ฯ หยิบผ้าห่มให้พระประธานที่วางอยู่บนผ้าพระกฐิน ส่งให้เจ้าหน้าที่นำไปห่ม พระพุทธปฏิมาประธาน
– ประธาน ฯ ยกผ้าพระกฐินขึ้นประคองประนมมือ หันหน้าไปทางพระพุทธปฏิมาประธาน กล่าวนะโม 3 จบ แล้วหันหน้าไปทางพระสงฆ์ กล่าวคำถวายผ้าพระกฐิน ดังนี้ “ผ้าพระกฐินทาน พร้อมทั้งผ้าอานิสงฆ์บริวารทั้งปวงนี้ ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ กอปรด้วยพระราชศรัทธา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้………….(ระบุชื่อหน่วยราชการหรือบุคคล) น้อมนำมาถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งจำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ในอาวาสวิหารนี้ ขอพระสงฆ์จงรับผ้าพระกฐินทานนี้ กระทำกฐินัตถารกิจ ตามพระบรมพุทธานุญาต นั้นเทอญ” (จบแล้ว พระสงฆ์รับ “สาธุ” พร้อมกัน)
– ประธาน ฯ ประเคนพระสงฆ์รูปที่ 2 ซึ่งนั่งรองจากเจ้าอาวาส เสร็จแล้วยกพานเทียนปาติโมกข์ถวาย แล้วกลับนั่งที่สำหรับประธานฯ
– พระสงฆ์กระทำอปโลกนกรรม และสวดญัตติ
– ประธาน ฯ ถวายผ้าไตรแก่พระคู่สวด 2 รูป จากนั้นพระสงฆ์องค์ครองผ้า และพระคู่สวดออกไปครองผ้า
– ประธาน ฯ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ช่วยกันถวายเครื่องบริวารพระกฐิน
– เจ้าหน้าที่อ่านปวารณาปัจจัยบำรุงวัด เสร็จแล้วประธาน ฯ ถวายปวารณาแด่เจ้าอาวาส
– พระสงฆ์อนุโมทนา ประธาน ฯ กรวดน้ำ และประนมมือรับพร
– ประธาน ฯ กราบลาพระรัตนตรัย
– เสร็จพิธี
มารยาทในการเข้าเฝ้าฯ
กรมเสมียนตราได้รวบรวมการปฏิบัติตนที่เหมาะสมในการเข้าเฝ้าฯเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งจึงนำมากล่าวไว้ในที่นี้ ดังนี้ ในการเข้าเฝ้า ฯ ผู้ที่เข้าเฝ้า ฯ ต้องสำรวมกิริยามารยาท ไม่สวมแว่นตาดำ ไม่สูบบุหรี่ หรือเป่ายานัตถุ์ ควรตรวจความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกายในการเข้าเฝ้า ฯ หากกำหนดให้แต่งกายสุภาพ ห้ามแต่งกายด้วยชุดสีดำ นอกจากนี้ ไม่ควรถือถุงย่ามและไม่ควรนำสิ่งของติดตัวไปด้วยมากเกินสมควรจนพะรุงพะรัง โดยเฉพาะสิ่งอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเข้าเฝ้า ฯ เพราะอาจตกหล่นทำให้เกิดเสียงดัง ซึ่งเป็นการไม่บังควร ยกเว้นสิ่งของที่จะนำขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวาย อีกทั้งห้ามนำอาวุธ ( เว้นแต่กระบี่ประกอบเครื่องแบบทหาร ตำรวจ ) และเครื่องมือสื่อสาร เช่น โทรศัพท์มือถือ ติดต่อไปในขณะเข้าเฝ้า ฯ ในงานพระราชพิธีในพระบรมมหาราชวัง ให้เข้าประจำที่นั่งตามที่ทางสำนักพระราชวังได้จัดไว้ให้โดยไม่เปลี่ยนที่นั่งเอง เนื่องจากสำนักพระราชวังได้กำหนดที่นั่งให้ตามความเหมาะสมสำหรับผู้เข้าเฝ้า ฯ โดยแบ่งเป็นกลุ่ม เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการเข้าเฝ้า ฯ ไม่สมควรลุกไปที่อื่นโดยไม่จำเป็น และไม่ควรพูดคุย หรือส่งเสียงดัง หากมีความจำเป็นต้องปฏิบัติภารกิจส่วนตัว ควรปฏิบัติให้เรียบร้อยก่อนเสด็จพระราชดำเนินถึง
การนั่ง การนั่งในที่เฝ้า ฯ ให้ปฏิบัติ ดังนี้
๑. ต้องนั่งด้วยอาการสำรวม
๒. ถ้านั่งบนเก้าอี้ ห้ามไขว่ห้างหรือเหยียดขาออกไปตามสบายหรือยกแขนขึ้นพาดพนักเก้าอี้
๓. เมื่อมีกิจจะต้องลุกออกจากที่เฝ้า ฯ ต้องถวายความเคารพ และเมื่อจะกลับเข้าประจำที่เดิมต้องปฏิบัติเช่นเดียวกัน ไม่ควรผุดลุกผุดนั่งในระหว่างนั่งเฝ้า ฯ
๔. เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จจากพระราชอาสน์ที่ประทับเพื่อทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในการพระราชพิธี ผู้เข้าเฝ้า ฯ จะต้องยืนขึ้น หากเสด็จผ่านต้องถวายความเคารพทุกครั้ง และต้องยืนอยู่จนกว่าจะเสด็จพระราชกรณียกิจนั้นหรือในช่วงนั้น และเมื่อเสด็จกลับไปประทับพระราชอาสน์ ผู้เฝ้า ฯ ต้องถวายความเคารพแล้วจึงนั่งลงได้
๕. เมื่อทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในการพระราชพิธีเสร็จสิ้น และเสด็จพระราชดำเนินกลับ ผู้เฝ้า ฯ ต้องยืนขึ้นถวายความเคารพเมื่อรถยนต์พระที่นั่งแล่นออกไปและเพลงสรรเสริญพระบารมีจบลง ผู้เข้าเฝ้า ฯ ต้องถวายความเคารพเป็นครั้งสุดท้าย เป็นอันเสร็จพิธี
๖. หากการเข้าเฝ้า ฯ ในพระที่นั่งในพระบรมพระมหาราชวัง เมื่อไปถึงหรือจะกลับออกจากพระที่นั่งควรทำความเคารพพระราชอาสน์ พระพุทธรูป หรือพระบรมอัฐิที่อยู่ในมณฑลพิธีก่อน
การยืน การยืนในการเฝ้า ฯ ให้ปฏิบัติ ดังนี้
๑. การยืนเฉพาะพระพักตร์ตรงยืนตรงขาชิด ปลายเท้าแยกพองาน มือทั้งสองแนบข้างลำตัว
๒. ห้ามเอาไพล่หลัง กอดอก เท้าสะเอว หรือเอามือล้วงกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกง
๓. เมื่อมีเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีหรือแตรแสดงความเคารพของกองทหารแถวรับเสด็จดังขึ้น ผู้อยู่ในบริเวณนั้นต้องยืนตรงถวายความเคารพ
๔. หากมีพระราชดำรัส ให้กราบบังคมทูลในท่ายืนตรงแล้วถวายคำนับ
การยืนเคารพในพิธีที่มีการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี
เพลงสรรเสริญพระบารมีบรรเลงเพื่อถวายความเคารพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศ์ ลำดับชั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯสยามมกุฎราชกุมาร หรือผู้ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เป็น ผู้แทนพระองค์ เมื่อมีเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้น ผู้อยู่ในบริเวณนั้นต้องยืนตรงถวายความเคารพ ดังนี้
๑. ในกรณีที่อยู่ในที่เฝ้า ฯ รับเสด็จ ให้ยืนตรงหันหน้าไปทางที่ประทับ เมื่อจบเพลงถวายความเคารพ โดยบุรุษและสตรี (เฉพาะสตรีที่แต่งเครื่องแบบ) ถวายคำนับ หากสวมหมวกให้กระทำวันทยหัตย์ ส่วนสตรีที่ไม่สวมเครื่องแบบถวายความเคารพโดยวิธีถอนสายบัว
๒. ในกรณีที่ไม่ได้อยู่ในที่เฝ้า ฯ เช่น เมื่อมีการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นการเปิดหรือปิดงาน หรือเมื่อมหรสพเริ่มหรือเลิก ให้ทำความเคารพโดยยืนตรง เมื่อเพลงจบให้คำนับโดยก้มศีรษะ ทั้งบุรุษและสตรี หากสวมหมวกเครื่องแบบ ให้ยืนตรงกระทำวันทยหัตถ์
การยืนเคารพในพิธีที่มีการบรรเลงเพลงมหาฤกษ์และเพลงมหาชัย
เป็นประเพณีปฏิบัติในการจัดงานพิธีใหญ่โดยทั่วไปอยู่ประการหนึ่งคือมักจะมีการบรรเลงเพลงมหาฤกษ์หรือเพลงมหาชัย ซึ่งผู้ร่วมในพิธีจะต้องแสดงความเคารพหรือให้เกียรติแก่ประธานของงาน แก่งานหรือแก่วาระอันเป็นมงคลนั้น โดยการยืนตรงจนกว่าจะจบเพลง การบรรเลงเพลงทั้งสองมีที่ใช้ต่างโอกาสกัน ดังนี้
– เพลงมหาฤกษ์ ใช้บรรเลงในการเปิดงานที่เป็นพิธีใหญ่ เช่น พิธีเปิดสถานที่ทำการของรัฐ พิธีเปิดทางคมนาคมที่สำคัญ ๆ และงานที่เป็นมงคลทั่วไป
– เพลงมหาชัย ใช้บรรเลงต้อนรับประธานของงานผู้มีเกียรติสูงนับตั้งแต่ลำดับชั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พระบรมวงศานุวงศ์ ลำดับรองลงมา นายกรัฐมนตรี หรือเมื่อผู้เป็นประธานของงานกล่าวคำปราศรัยจบ จะมีการบรรเลงเพลงมหาชัยเป็นพิเศษ หรือบรรเลงในงานรับรองบุคคลสำคัญงานสโมสรสันนิบาต เป็นต้น
ทั้งนี้ หลักปฏิบัติในการยืนเคารพในพิธีที่มีการบรรเลงดังกล่าว ต้องยืนเคารพจนจบเพลง โดยยืนตรงนอกจากนั้นต้องยืนระดับตรงและหันหน้าไปทางองค์ประธานหรือประธานของงาน พระบรมฉายาลักษณ์ หรือพระบรมสาทิสลักษณ์ หรือทิศทางที่เสียงเพลงนั้นดังขึ้น
การเดิน การเดินในเขตพระราชฐานหรือในที่เฝ้า ฯ ให้ปฏิบัติ ดังนี้
๑. เดินอย่างสุภาพ ช่วงก้าวไม่ยาวหรือสั้นเกินควร และอย่าเดินตัดหน้าหรือแซงนำผู้มีอาวุโส
๒. การเดินกับผู้มีอาวุโส ให้เดินเยื้องไปทางด้านหลังทางซ้ายหรือขวา แล้วแต่กรณี โดยเดินในลักษณะนอบน้อมและไม่ห่างเกินไป
๓. การเดินตามเสด็จ ให้เดินเบื้องหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือพระบรมวงศ์ในลักษณะสำรวม ไม่ทักทายหรือทำความเคารพผู้อื่น หรือรับความเคารพจากผู้อื่น และไม่เดินบนลาดพระบาท หรือ เหยียบลาดพระบาท
การทำเอางาน
การทำกิริยาที่เรียกว่าเอางานเป็นรูปแบบหนึ่งของขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ที่งดงามในการแสดงออกซึ่งความเคารพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานาวงศ์ ใช้เฉพาะเมื่อสามัญชน หรือเจ้านายราชตระกูลลำดับรองลงมา ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้า ฯ ให้เข้าเฝ้า ฯ รับพระราชทานสิ่งของ เช่น เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ปริญญาบัตร ประกาศนียบัตร เครื่องใช้สอย ฯลฯ จากพระหัตถ์ หรือกระทำกิจบางอย่างเฉพาะพระพักตร์ เช่น เปิดกรวยกระทงดอกไม้ เปิดหรือปิดภาชนะเครื่องเสวย หรือถอนเครื่องเสวย ฯลฯ
การทำเอางาน มีขั้นตอนปฏิบัติดังนี้
1. ยื่นแขนขวาออกไปข้างหน้าพร้อมกับยกมือขึ้น ให้เฉียงจากลำตัวพอสมควร จะรับพระราชทานสิ่งของโดยปลายมือตรงนิ้วมือชิดติดกันมือซ้ายแนบลำตัว
2. กระดกปลายมือขึ้นประมาณ 45 องศา 1 ครั้ง โดยให้แขนอยู่ในลักษณะเดิม
3. ลดมือลงแล้วช้อนมือขึ้นเพื่อรับพระราชทานสิ่งของหรือเพื่อหยิบ จับ เปิด ปิด หรือถอนภาชนะสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น โดยระวังอย่าให้ของนั้นตกจากมือ
การทำความเคารพ
ข้อพึงปฏิบัติในการถวายความเคารพจะไม่ใช้การประนมมือไหว้ แต่ให้ใช้วิธีถวายความเคารพตามแต่โอกาส ดังนี้
การถวายคำนับ เป็นการแสดงความเคารพอย่างหนึ่งของทั้งบุรุษและสตรีที่สวมเครื่องแบบ( กรณีไม่ใส่หมวก ) สำหรับถวายแด่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์ พระราชวงศ์ และผู้แทนพระองค์ เมื่อมีโอกาสได้เข้าเฝ้า ฯ รับเสด็จ หรือเข้าเฝ้าเพื่อทูลเกล้า ฯ หรือน้อมเกล้า ฯ ถวายสิ่งของ หรือรับพระราชทานสิ่งของ หรือปฏิบัติกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง เฉพาะพระพักตร์ หรือ หน้าพระที่นั่ง รวมไปถึงการถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบรมสาทิสลักษณ์ และพระบรมรูป
การถวายคำนับ มีขั้นตอนปฏิบัติ ดังนี้
1. ให้ยืนตรงขาชิด ปลายเท้าแยกพองาม มือทั้งสองแนบลำตัว
2. ค้อมลำตัวพอประมาณ พร้อมกับก้มศีรษะลง
3. แล้วตั้งศีรษะโดยเงยหน้าขึ้นช้า ๆ พร้อมตั้งลำตัวจนตั้งอยู่ในท่าตรง อนึ่ง หากเป็นการเข้าเฝ้า ฯ ภายนอกอาคาร โดยผู้เฝ้า ฯ แต่งกายสวมเครื่องแบบและสวมหมวกต้องถวายความเคารพด้วยการทำวันทยหัตถ์ ถ้าไม่สวมเครื่องแบบแต่สวมหมวกอื่นที่ไม่ใช่หมวกเครื่องแบบต้องถอดหมวกออกก่อนแล้วใช้วิธีถวายคำนับ
การถอนสายบัว เป็นการแสดงความเคารพอย่างหนึ่งของสตรีที่ใช้กันเป็นสากลนิยม สำหรับถวายแด่ พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์ และพระบรมฉายาลักษณ์ พระบรมสาทิสลักษณ์ พระบรมรูปการถวายความเคารพ วิธีนี้ใช้เฉพาะสตรีที่แต่งกายด้วยชุดสุภาพ หรือชุดสากลนิยม หรือชุดไทย ยกเว้นข้าราชสำนัก จะมีวิธีปฏิบัติให้ถวายความเคารพโดยถอนสายบัว แม้จะสวมเครื่องแบบก็ตาม
การถอนสายบัว มีขั้นตอนปฏิบัติ ดังนี้
1. ยืนตรง ชักเท้าข้างหนึ่ง ( ตามถนัด ) ไปข้างหลัง แล้วลากปลายเท้าไขว้ไปทางด้านหลังของเท้าที่ยืนอยู่
2. ย่อตัวลงโดยย่อเข่าข้างหนึ่งลงช้า ๆ ไม่ต้องถึงพื้น ลำตัวตั้งตรง หน้าตรง ทอดสายตาลง ปล่อยแขนทั้งสองลงข้างลำตัว ก้มศีรษะเล็กน้อยพองาม
3. เสร็จแล้วยืนขึ้นในท่าตรง
การถวายบังคม เป็นราชประเพณีในการแสดงความเคารพถวายแด่พระมหากษัตริย์และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ในงานพระราชพิธีสำคัญ รวมทั้งพระบรมรูปหรือพระบรมราชานุสาวรีย์ เช่น งานรัฐพิธีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระลานพระราชวังดุสิต เป็นต้น
การถวายบังคม ขั้นตอนปฏิบัติ ดังนี้
1. คุกเข่าลงที่พื้น แล้วนั่งลงบนส้นเท้า ปลายเท้าตั้ง ลำตัวตรง บุรุษนั่งแยกเข่าพองาม ส่วนสตรีนั่งเข่าชิด
2. วางมือทั้งสองคว่ำลงบนหน้าขาเหนือเข่าทั้งสองข้าง
3. เริ่มถวายบังคมโดยจังหวะแรกให้ยกมือขึ้นประนมในระดับต่ำกว่าอกเล็กน้อยให้ปลายมือตั้งขึ้น แขนแนบลำตัวไม่กางศอก
4. ยกมือที่ประนมขึ้นพร้อมกับโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ให้ปลายนิ้วหัวแม่มอทั้งสองข้างจรดหน้าผาก ศีรษะและลำตัวเฉพาะส่วนบน เหนือเอวเอนไปข้างหน้าพองาม เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ทั้งนี้ ให้สายตาจับตามนิ้วหัวแม่มือไปตลอด
5. ลดมือลงตามเดิมมาประนมอยู่ต่ำกว่าอกเล็กน้อยตามจังหวะแรก (ตามข้อ 3) แล้วกระทำตามขั้นตอนเช่นเดิม (ตามข้อ 4-5) ให้ครบ 3 ครั้ง
6. เมื่อถวายบังคมครบ 3 ครั้ง และจบลงที่จังหวะแรกในข้อ 3 จึงลดมือลงวางคว่ำเหนือเข่าทั้งสองข้าง (ไม่ต้องก้มลงกราบ)
7. เสร็จแล้วลุกขึ้นยืนตรง
การหมอบกราบ เป็นการแสดงความเคารพถวายแด่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์อีกวิธีหนึ่งต่างหากจากการถวายบังคม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเข้าเฝ้า ฯ ในที่รโหฐาน หรือไม่เป็นพิธีการ เช่น เมื่อเข้าเฝ้า ฯ เป็นการส่วนพระองค์ โดยนั่งเฝ้า ฯ บนพื้น หรือที่ต่ำกว่าที่ประทับ
การหมอบกราบ มีขั้นตอนปฏิบัติ ดังนี้
1. ย่อตัวลงนั่งพับเพียบเก็บปลายเท้า
2. หมอบลงโดยให้ศอกทั้งสองข้างวางบนพื้นระหว่างหน้าเข่า
3. ตั้งศอกทั้งสอง ประนมมือก้มศีรษะเล็กน้อย หน้าผากแตะส่วนบนของมือที่ประนม และกราบไม่แบมือ
4. เมื่อกราบแล้วเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย อยู่ในท่าหมอบเฝ้า ฯ โดยให้สายตาจับอยู่ที่มือทั้งสองข้าง
5. ทรงตัวนั่งในท่าพับเพียบ หรือจะหมอบอยู่เพื่อกราบบังคมทูล หรือรับพระราชกระแส หรือทูลเกล้า ฯ ถวายสิ่งของ หรือรับพระราชทานสิ่งของแล้วแต่กรณี
หมายเหตุ การหมอบกราบ จะใช้ถวายความเคารพในที่รโหฐานหรือไม่เป็นพิธีการ โดยมีขั้นตอนปฏิบัติ ดังนี้
1. เมื่อเข้าไปในที่เฝ้า ฯ ให้ถวายความเคารพด้วยการกราบ ๑ ครั้ง
2. คลานตรงไปยังที่ประทับในระยะพอสมควร โดยให้เฉียงจากที่ประทับ
3. กราบ 1 ครั้ง และเงยหน้าขึ้นอยู่ในท่าหมอบเฝ้า ฯ เพื่อกราบบังคมทูลหรือรับพระราชกระแส หรือทูลเกล้า ฯ ถวายสิ่งของ หรือรับพระราชทานสิ่งของแล้วแต่กรณี
4. เมื่อจะถวายบังคมลา ให้กราบ 1 ครั้ง แล้วคลานถอยหลังออกมาระยะพอสมควรหรือจนสุดห้อง
5. เมื่อจะลุกขึ้นออกไปจากสถานที่หรือห้องที่เฝ้า ฯ ต้องกราบ 1 ครั้ง หรือเมื่อเสด็จพระราชดำเนินออกไปจากสถานที่เฝ้า ฯ ต้องกราบอีก 1 ครั้ง
6. การหมอบกราบของบุคคลทั่วไป ต้องระวังมิให้ส่วนใดของร่างกายล้ำเข้าไปในพระสุจหนี่
การทำวันทยหัตถ์ เป็นการแสดงความเคารพของบุรุษและสตรีเมื่อแต่งเครื่องแบบราชการ ซึ่งสวมหมวก โดยมีข้อปฏิบัติ ดังนี้
1. ยืนตรง ยกข้อศอกขวา โดยให้แขนตั้งฉากกับลำตัว
2. แบมือโดยให้นิ้วทั้งห้าเรียงชิดติดกัน ฝ่ามืออยู่ในลักษณะคว่ำ ปลายนิ้วชี้จรดขอบกะบังหมวกข้างขวา ระดับเหนือปลายคิ้วข้างขวา
3. เสร็จแล้ว ให้ลดมือลงแนบลำตัวในท่ายืนตรง
ตัวอย่างฎีกาอาราธนา และ ใบปวารณา
ฎีกาอาราธนา
ขออาราธนา……………………………………..พร้อมด้วยพระสงฆ์ในวัดนี้อีก……………รูป โปรดเมตตาไปเจริญพระพุทธมนต์(หรือสวดมนต์)ในงาน……………………………..ที่บ้านเลขที่…………หมู่ที่…………ตำบล……………………….อำเภอ…………………………จังหวัด………………………..วันที่…………เดือน……………….พ.ศ…………………..เวลา………………..น.
หมายเหตุ :
1. มีรถรับ-ส่ง(หรือไปเอง)
2. มีพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์ (ถ้ามี)
ลงชื่อ……………………………..
(…………………………………..) ผู้อาราธนา
ใบปวารณา
ข้าพเจ้าขอน้อมถวายจตุปัจจัยแก่พระคุณเจ้า เป็นมูลค่าเท่าราคา………บาท …..สตางค์ โดยมอบไว้แก่ไวยาวัจกรของพระคุณเจ้าแล้ว หากพระคุณเจ้าประสงค์จำนงหมายสิ่งใดอันควรแก่สมณบริโภค ขอได้โปรดเรียกร้องได้จากไวยาวัจกรของพระคุณเจ้านั้น เทอญ
ลงชื่อ…………………….ผู้ถวาย
วันที่……….เดือน……………..พ.ศ…………………
(ผังกระบวนการพิธีทอดกฐินพระราชทาน สรุปขั้นตอน)
– พระสงฆ์พร้อมกันในพระอุโบสถ
– ประธานมาถึงประตูพระอุโบสถ ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และรับผ้าพระกฐินจากพานแว่นฟ้าบนโต๊ะหมู่บูชา
– ประธานประคองผ้าพระกฐินเข้าสู่พระอุโบสถ
– ประธานจุดเทียนธูปบูชาพระรัตนตรัย หยิบผ้าห่มพระประธานส่งให้จนท.
– จนท.นำผ้าไปห่มพระพุทธปฏิมาประธาน
– ประธานประคองผ้าพระกฐินประนมมือ หันหน้าไปทางพระพุทธปฏิมาประธาน กล่าวนะโม 3 จบ กล่าวคำถวายผ้าพระกฐิน
– ประธานประเคนผ้าพระกฐินแด่พระสงฆ์รูปที่ 2 แล้วกลับนั่งที่
– พระสงฆ์กระทำอปโลกนกรรม และสวดญัตติ
– ประธาน ฯ ถวายผ้าไตรแก่พระคู่สวด 2 รูป ประธาน ฯ และคณะช่วยกันถวายเครื่องบริวารพระกฐิน
– เจ้าหน้าที่อ่านปวารณาปัจจัยบำรุงวัด เสร็จแล้วประธาน ฯ ถวายปวารณาแด่เจ้าอาวาส
– ประธาน ฯ กรวดน้ำ กราบลาพระรัตนตรัย
