อัปปมาทกถา
สารบัญหัวข้อ
อารัมภบทและบทขัดตำนาน
ขอถวายพระพร เจริญพระราชสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลพระชนมสุขทุกประการ จงมีแด่สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ บัดนี้ จะรับพระราชทานถวายวิสัชนาพระธรรมเทศนา ฉลองพระเดชพระคุณ ประดับพระปัญญาบารมี ถ้ารับพระราชทานถวายวิสัชนาไป มิได้ต้องตามโวหารอรรถาธิบายในพระธรรมเทศนา ณ บทใดบทหนึ่งก็ดี ขอเดชะ พระเมตตาคุณ พระกรุณาคุณ พระขันติคุณ ทรงพระกรุณา โปรดพระราชทานอภัยแก่อาตมะ ผู้มีสติปัญญาน้อย ขอถวายพระพร
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺส
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺส
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺส
ปมาโท มจฺจุโน ปทํ อปฺปมาโท อมตํ ปทํ
อปฺอมตฺตา น มียนติ เย ปมตฺตา ยถา มตาติ
ขุ.ขุ. ๒๕/๒๔/๑๘
ปรารภเหตุแห่งการเทศนา
ณ บัดนี้ จักรับพระราชทานถวายวิสัชนาพระธรรมเทศนาใน “อัปปมาทกถา” พรรณนาถึงความไม่ประมาท เป็นเหตุให้ไม่พลาดจากประโยชน์ อันเป็นพระโอวาทานุสาสนี แห่งองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉลองพระเดชพระคุณประดับพระปัญญาบารมี เพิ่มพูนพระราชศรัทธาปาสาทิคุณบุญราศี อนุรูปแก่พระราชกุศลจริยาทักษิณานุปทานกิจ ที่สมเด็จบรมพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ บำเพ็ญพระราชอุทิศ แด่ดวงวิญญาณ ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์ อดีตวุฒิสมาชิกและอดีตประธานกรรมการ บริษัทโตชิบาไทยแลนด์ จำกัด ผู้ได้รับกราบถวายบังคมลาถึงแก่อนิจกรรมไปแล้ว ในสัตตมาวารสมัย ภายหลังแต่ได้อยู่บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมประเทศชาติและรับสนองพระมหากรุณาธิคุณ ถวายงานด้านต่างๆ ด้วยความเทิดทูนและจงรักภักดี เป็นล้นพ้น จนอายุได้ ๖๙ ปี
นับตั้งแต่วันที่ ๕ เมษายน ๒๕๔๕ อันเป็นวาระที่ท่านผู้หญิง ได้กราบถวายบังคมลาถึงแก่อนิจกรรม สมเด็จบรมพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ ในการบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นลำดับมา นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ หากดวงวิญญาณของท่านผู้หญิง ผู้ถึงแก่นิจกรรม สามารถหยั่งทราบด้วยญาณวิถีใด ก็จะปีติโสมนัส สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ทั้งจักเป็นทุนสนับสนุนให้ได้ประสบแต่สันติสุขในสัมปรายภพสมพระราชประสงค์จงทุกประการ
การถึงแก่อนิจกรรมของท่านผู้หญิง ยังความวิปโยคโศกาลัย แก่ครอบครัวสุริยสัตย์กับทั้งบริษัทโตชิบา ประเทศไทย จำกัด เป็นอันมาก แต่ด้วยอำนาจพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จบรมพิตร ทั้งสองพระองค์ ทรงมีต่อท่านผู้หญิงและกุลทายาท เป็นเหตุให้ได้คลายโศกจากวิปโยคนั้น แม้จะรู้สึกสูญเสีย แต่ก็ไม่เสียศูนย์, เสียใจ แต่ไม่ได้ใจเสีย, เสียขวัญ แต่ไม่ขวัญเสีย, ตกใจ แต่ไม่ใจตก เพราะพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น สมด้วยพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ ที่ว่า
อันความกรุณาปราณี จะมีใครบังคับก็หาไม่
หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน
สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ทั้งสองพระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐได้ทรงเป็นประดุจทิพยธารา โปรยปรายจากฟ้า ยังพสุธาให้ชุ่มเย็น
สัจธรรมของชีวิตและความตาย
อันธรรมชาติและธรรมดาของชีวิต บัณฑิตท่านอุปมาไว้น่าคิดหลายประการ บ้างก็อุปมาเหมือนละคร ดังบทกลอนที่ว่า
อันโลกนี้เหมือนโรงละคร ปวงนิกรเราท่านเกิดมา
ต่างร่ายรำทำทีท่า ตามลีลาของบทละคร
บางครั้งก็เศร้าบางคราวก็สุข บางทีก็ทุกข์หัวอกสะท้อน
มีร้างมีรักมีจากมีจร พบจบละครชีวิตก็ลา
สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสไว้ว่า
ทหรา จ มหนฺตา จ เย พาลา เย จ ปณฺฑิตา
อฑฺฒาเจว ทลิทฺทา จ สพฺเพ มจฺจุปรายนา
แปลความว่า ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งพาลและบัณฑิต มั่งมีหรือยากไร้ ล้วนมีความตายเป็นสถานีสุดท้ายด้วยกันทั้งนั้น ดังท่านประพันธ์เอาไว้ว่า
อันความตาย ชายนารี หนีไม่พ้น
จะมีจน ก็ต้องตาย กลายเป็นผี
ถึงแสนรัก ก็ต้องร้าง ห่างทันที
ไม่วันนี้ ก็วันหน้า ช้าหรือเร็ว
นักปราชญ์ท่านกล่าวไว้อีกว่า “สรรพสิ่งสิ้นสุดที่วิบัติ สรรพสัตว์สิ้นสุดที่ความตาย” ดอกไม้ เมื่อเบ่งบาน ที่สุดก็โรยรา มูลผลา ที่สุดก็ร่วงหล่น พระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้าแล้วก็ตกในยามเย็น ฉันใด ชีวิตทุกชีวิต ก็ฉันนั้น มีอุบัติในเบื้องต้น ดำรงอยู่ในท่ามกลาง และแตกสลายไปในที่สุด ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ยงฺกิญจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺติ นิโรธธมฺมํ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา รวมความว่า ไม่มีสิ่งใดอยู่ได้นิรันดร์กาล เป็นไปตามกฎของพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง ความทนอยู่ไม่ได้ อนัตตา ความไม่เป็นแก่นสารและไม่เป็นไปตามอำนาจที่จะบังคับบัญชาได้
แท้จริง “สรรพสิ่ง เกิดก็เพื่อตาย ได้ก็เพื่อเสื่อม พบก็เพื่อพราก, เจอะก็เพื่อจากโดยแท้ ไม่จากกันยามเป็น ก็จากกันยามตาย ไม่จากกันด้วยร้าย ก็จากกันด้วยดี ไม่จากกันวันนี้ก็จากกันวันหน้า” แต่จากกันยามเป็นทำให้ได้เห็นน้ำใจ จากกันยามตายทำให้ได้เห็นน้ำตา
คุณงามความดีของท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์
ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์ จัดเป็นกุลสตรีที่มีบารมีและวาสนา กล่าวคือเป็นผู้มีดีถึง ๓ ชั้น คือ มาดี อยู่ดี และไปดี ต้องด้วยบทกวีที่ว่า
มา ให้ดี มีธรรม ประจำจิต
ดี จะติด ต่อตั้ง เมื่อยังอยู่
ดี จะอยู่ แทนซาก ที่จากไป
ที่ว่า มาดี อยู่ดี และไปดีนั้น อธิบายว่า
เกิดมาดี เพราะมีบุญ
อยู่ดี อย่างมีคุณ
และไปดี เพราะมีทุน
ที่ว่าเกิดมาดีเพราะมีบุญ เนื่องด้วยปุพเพกตปุญญตา บุญเก่ากุศลก่อนที่ท่านผู้หญิงได้สร้างสมอบรมไว้แต่ปุเรชาติ ช่วยให้ได้อัตตภาพมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนามีปัญญาเฉลียวฉลาด มีความสามารถเป็นเลิศ เกิดในตระกูลคหบดี มีความร่มเย็นเป็นสุขภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร แห่งสมเด็จบรมพิตรพระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ทั้งนี้ก็เพราะอำนาจปุพเพกตปุญญตา บุญนำพาวาสนานำส่งโดยแท้
ที่ว่าอยู่ดีอย่างมีคุณ คำว่า “คุณ” หมายถึงประโยชน์และความดีที่ได้บำเพ็ญเป็นเอนกประการ อันเนื่องด้วยอัตถจริยา การบำเพ็ญประโยชน์อันยิ่งใหญ่ไพศาล และอัตตสัมมาปณิธิ การดำรงตนไว้ในฐานะภาวะที่ชอบ คุณธรรมและอัตถจริยธรรม ที่ท่านผู้หญิงได้บำเพ็ญให้เป็นไป เพราะอาศัยคุณสมบัติพิเศษ คือ ความเป็นผู้รู้ยอด ปฏิบัติเยี่ยมเปี่ยมด้วยคุณธรรม ท่านผู้หญิงจึงเป็นกุลสตรีที่ เก่ง กล้า และ แกร่ง มีความเป็นนักบริหารและผู้นำอย่างบริบูรณ์ในตนเอง ที่ว่า
- เก่ง คือ เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด และเก่งดำเนินชีวิต
- กล้า และ แกร่ง คือความเป็นนักสู้ ไม่ท้อแท้ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคศัตรู เพราะอาศัย ขันติและวิริยะ
ขันติ ความอดทนอดกลั้น วิริยะ ความขยันหมั่นเพียร อันเป็นวิญญาณหรือหัวใจของพระมหาชนก “เกิดเป็นคนต้องพยายามร่ำไป จนกว่าจะได้ในสิ่งที่ปรารถนา” ดังท่านกล่าวว่า “ชีวิตไม่สิ้นดิ้นต่อไป, มีชีวิตแล้วไม่ดิ้นรอแต่วันสิ้นใจ” อีกบทหนึ่งว่า “ล้มเพราะก้าวไปข้างหน้า ดีกว่ายืนเต๊ะท่าอยู่กับที่” ข้อนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ชีวิตกิจการงานจะก้าวหน้าด้วยพระคาถา ๙ คำ หากชีวิตมีปัญหาให้แก้ด้วยพระคาถา ๙ คำ คือ วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ แปลว่าบุคคลจะล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร พระคาถานี้นี่เองที่โบราณท่านนำมาสอนกุลบุตรกุลธิดา แต่อดีตถึงปัจจุบันว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น”
ที่ว่าอยู่ดีอย่างมีคุณ ทั้งคุณวุฒิ คุณสมบัติ คุณประโยชน์ คุณภาพ และคุณธรรมซึ่งรวมเป็นคุณงามความดี ที่ท่านผู้หญิงได้แสดงให้ประจักษ์ในทุกๆ ด้าน อาทิ เป็น อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นนักเคมีเอก เป็นผู้จัดการแผนกสถิติ และผู้จัดการแผนกบุคคล ของบริษัทเซลล์แห่งประเทศไทย และเป็นพนักงานหญิงไทยคนแรกที่ได้รับคัดเลือกให้ไปฝึกอบรมและดูงานที่บริษัทเซลล์ สำนักงานใหญ่ ณ ประเทศเนเธอร์แลนด์
ด้วยปณิธานแห่งการนำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต ต่อผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ท่านผู้หญิงอุดมด้วยเกียรติทั้ง ๔ คือ เกียรติยศ เกียรติศักดิ์ เกียรติศัพท์ และเกียรติคุณ ได้รับการยกย่องและได้รับรางวัลเกียรติคุณเป็นศักดิ์ศรีแห่งตนและวงศ์ตระกูลมากมายหลายประการ อาทิ
- เป็นนักธุรกิจสตรีตัวอย่างประจำปี ๒๕๒๙ สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย
- เป็น ๑ ใน ๕๐ นักธุรกิจสตรีดีเด่นระดับโลก พ.ศ. ๒๕๓๙
- เป็นครอบครัวประชาธิปไตยตัวอย่าง สำนักนายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๔๑
- เป็นนักธุรกิจดีเด่นด้านอุตสาหกรรม “พระสิทธิธาดาทองคำ” ปี ๒๕๔๑
- เป็น ๑ ใน ๕๐ นักธุรกิจสตรีชั้นนำระดับโลก โดยนิตยสารฟอร์จูน
ท่านผู้หญิงเป็นผู้มีความวิริยะอุตสาหะ ซื่อสัตย์ และเสียสละ บำเพ็ญอัตตหิตประโยชน์ และปรหิตประโยชน์ คือทั้งประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม ได้จัดโครงการและกิจกรรม เพื่อสังคมหลายโครงการมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการ “เรารักโรงเรียนกับโตชิบา” มอบทุนอุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ ให้โรงเรียนที่ขาดแคลนกว่า ๑,๐๐๐ แห่ง นักเรียน นิสิต นักศึกษา กว่า ๕,๐๐๐ คนทั่วประเทศ ตลอดระยะเวลากว่า ๑๕ ปี การจัดประกวดกิจกรรม “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” ให้แก่นักเรียน เยาวชน และศิลปินทั่วไป ทั้งในกรุงเทพฯ และส่วนภูมิภาค นอกจากนี้ยังได้จัดโครงการ “หลอดไฟโตชิบา เพื่อศิลปาชีพ” นำรายได้จากการจำหน่ายหลอดไฟฟ้า นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมทบทุนเข้ามูลนิธิศิลปาชีพอย่างต่อเนื่อง และได้สนับสนุนการจัดสร้างอาคารโรงพยาบาลต่างๆ เช่น ตึก ภปร. และ ตึก สก. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นต้น
ท่านผู้หญิงได้ชื่อว่า เป็นกุลสตรีผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ทันสมัย และคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมอยู่เป็นนิจ ทำให้บำเพ็ญกิจต่อส่วนรวมด้วยความเสียสละอย่างสูงส่ง ทั้งนี้ ท่านผู้หญิงได้ถือปฏิบัติตามพระบรมราโชวาท ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชดำรัส ในวโรกาสเสด็จฯ พระราชทานเข็มที่ระลึกแก่ผู้บริจาคโลหิตแก่สภากาชาดไทยประจำปี ๒๕๑๕ ครั้งที่ ๑ ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๑๖ ความตอนหนึ่งว่า
“โลกมนุษย์เรานี้ มีทางเดียวที่จะยืนยาวต่อไป โดยไม่เกิดกลียุค ก็ด้วยการรู้จักการให้ หรือการแผ่เมตตาต่อ หรือการให้กันแล้ว โลกนี้ก็จะไปไม่รอด คงจะนึกถึงซึ่งวิกฤติการณ์อย่างแน่นอน เพราะมนุษย์ทุกวันนี้ ยุ่งกับการหาผลประโยชน์ให้ตน จนไม่มีเวลาจะนึกถึงผู้อื่น เมื่อเราไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือซึ่งกันและกันแล้ว เราจะมีความสุขยั่งยืนได้อย่างไร โลกนี้ก็จะมีแต่ความแห้งแล้ง ไร้น้ำใจ จิตใจของคนก็จะพลอยโหดเหี้ยมไปด้วยความเห็นแก่ตัว และจะขาดความสงบสุขในที่สุด”
อาศัยความเสียสละ ความจงรักภักดี และความยึดมั่นในสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นเหตุให้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จตุตถจุลจอมเกล้า เป็น “คุณหญิง” เมื่อ ปี ๒๕๓๔ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เลื่อนลำดับชั้นมาเรื่อยมา, เมื่อปี ๒๕๓๙ ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากรัฐบาลญี่ปุ่น ในฐานะผู้ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี ระหว่างไทย-ญี่ปุ่น และได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุดในชีวิตชั้นทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ เป็น “ท่านผู้หญิง” ในปี ๒๕๔๒
การถึงแก่อนิจกรรมของท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์ ครั้งนี้ นับเป็นการสูญเสียกุลสตรีที่มีความสามารถชั้นแนวหน้าของวงการธุรกิจอุตสาหกรรมที่สำคัญอีกท่านหนึ่ง แต่เป็นการจากไปเฉพาะสรีสังขารเท่านั้น ส่วนเกียรติยศชื่อเสียง คุณความดีหาได้สูญสลายไปไม่ เรียกว่า “เกียรติคุณจักปรากฏ เกียรติยศจักลือชา เพราะความดีที่ทำมาออกบัญชาให้เป็นไป” นี่แหละที่ท่านว่า “เทียนนั้นแสงดีที่ไส้ พันธุ์ไม้ชั่วดีที่ผล คุณค่าแห่งความเป็นคน สั่งตนด้วยผลผลิตงาน”
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส องค์รัตนกวีศรีสงฆ์ไทย และรัตนกวีเอกของโลก วัดพระเชตุพนฯ ได้พระนิพนธ์เป็นบทกวีไพเราะว่า
นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา
อัปปมาทธรรม ความไม่ประมาท
ท่านผู้หญิงนับเป็นบุคคลผู้ตั้งมั่นในอัปปมาทธรรม ความเป็นผู้ไม่ประมาท ปฏิบัติตามพระบรมพุทโธวาทที่ตรัสไว้ ก่อนแต่จะเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว วยธมฺมา สงขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ แปลความว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราตถาคตขอเตือนเธอทั้งหลายเป็นครั้งสุดท้าย ว่าสังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด”
คำว่าไม่ประมาท คือทรงสอนให้รู้จักเตรียมพร้อมซ้อมใจ ในอันที่จะเผชิญกับสิ่งที่ทุกชีวิตไม่ปรารถนา อันได้แก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากจากคนรักของรัก และเตรียมพร้อมในอันที่จะสรรสร้างคุณความดีอันเป็นอนุสาวรีย์แห่งชีวิต ให้ผู้อยู่ภายหลังได้รำลึกถึงคะนึงหา ดั่งคำที่ว่า “อันคนดีตายเหมือนไทรร่มมาล้มหัก ผู้คนรักระลึกอยู่มิรู้หาย”
โบราณท่านกล่าวไว้ให้คิดว่า “เกิดเป็นคนแล้วต้องเตรียม ถ้าไม่เตรียมเสียเหลี่ยมของความเป็นคน” ถามว่าเตรียมอย่างไร ท่านกล่าวไว้คล้องจองว่า “ให้เตรียมตัวก่อนตาย เตรียมตายก่อนแต่ง เตรียมน้ำก่อนแห้ง เตรียมแบงค์ก่อนออกเดินทาง” ผู้ที่เตรียมพร้อมไว้ จะเป็นเหตุให้ไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง มองข้างหน้าก็มีหวัง มองข้างหลังก็มีสุข อยู่ก็สบาย ไปก็สะดวก อยู่ก็ไม่ลำบาก จากก็ไม่ลำเค็ญ อยู่ก็มีคนรักจากก็มีคนอาลัย ละบันเทิงเริงใจ ทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า การเตรียมจะทำให้พร้อม การซ้อมจะทำให้ไม่หวั่นไหวและจิตใจเข้มแข็ง เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เกิดเป็นคนแล้วต้องเตรียม ถ้าไม่เตรียมเสียเหลี่ยมของความเป็นคน อีกบทหนึ่งว่า เกิดเป็นคนต้องสร้างตนให้มีดี เกิดมาทั้งทีต้องสร้างดีให้ติดตน
นักปราชญ์ทางศาสนา ได้นิพนธ์ ไว้ว่า
เกิด มาเพียรก่อสร้าง กรรมดี
แก่ เฒ่ากุศลมี เสาะบ้าง
เจ็บ ป่วยพยาธิ มีทั่ว กันนา
ตาย แต่กายชื่อยั้ง ชั่วฟ้าดินสลาย
ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์ เป็นผู้ฉลาดรู้เท่าทันความเป็นไปของชีวิต จึงได้เตรียมพร้อมทุกสิ่งทุกประการไว้มิให้ยากลำบากใจแก่ทายาทและผู้อยู่เบื้องหลัง ทั้งสถานที่ตั้งศพ ภาพที่จะตั้งหน้าศพ หนังสือที่จะแจก แม้แต่สถานที่ๆ จะจอดรถสำหรับแขกและท่านผู้มีน้ำใจให้เกียรติมาร่วมงาน ก็ได้สั่งเสียไว้ครบถ้วนทุกประการ อันแสดงถึงความเป็นผู้ไม่ประมาทและเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา ต้องด้วยพระบาลีที่ได้อัญเชิญมาถวายเป็นอุเทสเทศนา ณ เบื้องต้นว่า
ปมาโท มจฺจุโน ปทํ อปฺปมาโท อมตํ ปทํ
อปฺปมตฺตา น มียนฺติ เย ปมตฺตา ยถา มตา
แปลความว่า ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย ความไม่ประมาทเป็นหนทางแห่งความไม่ตาย ผู้ไม่ประมาทย่อมถึงซึ่งความไม่ตาย อันหมายถึงประโยชน์และคุณความดีที่จะได้บำเพ็ญ ส่วนผู้ใดตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ย่อมพลาดจากประโยชน์และคุณความดี มีค่าดุจบุคคลผู้ตายแล้ว ฉะนั้น
บทสรุปและถวายพระพร
อันคุณธรรมและคุณความดีที่ท่านผู้หญิง ได้บำเพ็ญให้เป็นไป พร้อมด้วยพระบารมีและพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐทั้งสองพระองค์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ ด้วยน้ำพระราชหฤทัยเปี่ยมด้วยพระมหากรุณาอันหาที่สุดมิได้ ทั้งได้เสด็จฯ บำเพ็ญพระราชกุศล พระราชอุทิศเฉพาะต่อดวงวิญญาณของท่านผู้หญิง ผู้ถึงแก่อนิจกรรม ในวาระสัตตมวารสมัย
ขออำนาจพระราชกุศลบุญราศีทักษิณานุปทานกิจ ที่สมเด็จบรมบพิตร ได้ทรงบำเพ็ญและพระราชอุทิศ เป็นลำดับมา ขอจงเป็นตบะเดชะพลวปัจจัย ส่งเสริมสนับสนุนให้ดวงวิญญาณของท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์ ผู้ถึงแก่อนิจกรรม จงประสบแต่ทิพยสุขทิพยสมบัติในสัมปรายภพ สมดังพระราชประสงค์จงทุกประการ
รับพระราชทานถวายวิสัชนาพระธรรมเทศนา ในอัปปมาทกถา ฉลองพระเดชพระคุณ ประดับพระปัญญาบารมี บัดนี้สมสมัยได้เวลา ขอยุติพระธรรมเทศนาลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้
เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้
ขอถวายพระพร
