เทศนาวันมาฆบูชา
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ฯ
ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ฯ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต ฯ
อะระหะโตสัมมา ฯ
สัมพุทธัสสะ ฯ
สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง กุสะลัสสูปะสัมปะทา สะจิตตะปะริโยทะปะนัง เอตัง พุทธานะสาสะนันติ ฯ
บัดนี้ จักได้แสดงพระธรรมเทศนา พรรณนาสัตถุธรรมคำสั่งสอน ขององค์สมเด็จพระชินวรสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นเครื่องประดับสติ ปัญญา ส่งเสริมเพิ่มพูนกุศลบุญราศีแก่สาธุชนทั้งหลายผู้ขวนขวายใฝ่ใจ ในการบำเพ็ญกุศลความดี อันเป็นการสร้างพื้นฐานทางคุณธรรมและ จริยธรรมสัมมาปฏิบัติตามสมควรแก่เวลาต่อไป
ด้วยโอกาสวันนี้ เป็นอภิลักขิตกาลสมัยที่มีความสำคัญยิ่งอีก วันหนึ่ง คือวันมาฆบูชา สาธุชนทั้งหลายผู้เป็นพุทธศาสนิกชน จึงได้ ขวนขวายบำเพ็ญบุญกุศลเนื่องในวันสำคัญเช่นนี้ โดยมิได้บกพร่อง เสมอมา ได้ชื่อว่าเป็นผู้บำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุให้ถึงพร้อมด้วยประการ ทั้งปวง คือ ในเบื้องต้นก็มีการถวายทาน การสมาทานเบญจศีล การเจริญเมตตาภาวนา และจะได้สดับตรับฟังพระธรรมเทศนาอันเป็นส่วน ธัมมัสสวนามัยต่อไป ในวันมาฆบูชาปรารภมี พุทธบริษัททั้งหลายต้องให้ความสำคัญ และทำการสักการบูชาครั้งใหญ่ เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระปัญญาคุณ และพระบริสุทธิคุณ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐพระองค์นั้น ที่ทรงมีต่อสัตว์โลก โดยทรงวางหลักการในการ อยู่ร่วมกันของสรรพชีวิตทั้งหลายด้วยการพึ่งพิงเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน ด้วยความมีเมตตา ความรัก ความอาทร มีน้ำใจและให้อภัยแก่กันและกัน เมื่อทุกคนประกอบด้วยคุณธรรมมีเมตตาเป็นต้นแล้ว สังคมมนุษย์ก็จะ มีแต่สันติสุขเพราะความเอื้ออาทรต่อกัน
วันมาฆบูชา หมายถึง การบูชาในวันมาฆปูรณมี ดิถีเป็นที่เต็มดวง แห่งพระจันทร์ในเดือนมาฆะ การบำเพ็ญกุศลเนื่องในวันมาฆบูชานั้น เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ กล่าวกันว่า พระองค์ทรงเป็นผู้ศึกษาในพระพุทธศาสนาได้อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะพระไตรปิฎก ทรงเห็นความสำคัญ ของเหตุการณ์ครั้งนี้จึงโปรดให้จัดมีพิธีทำสักการบูชาขึ้นมาตั้งแต่บัดนั้น วันมาฆบูชานี้ ตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ซึ่งเป็นวัน คล้ายวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ แก่ภิกษุจำนวน ๑,๒๕๐ รูป ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ และต่อไปนี้ อาตมภาพจะได้กล่าวถึงความเป็นมาและความสำคัญของวันมาฆบูชา พอประมาณ จำเนียรกาลเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ณ ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ เมื่อวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี หลังจากนั้น พระองค์ได้เสวยวิมุตติสุขอยู่ในบริเวณใกล้ๆ สถานที่ตรัสรู้นั้นเป็นเวลา ๗ สัปดาห์ จากนั้นพระองค์ได้เสด็จไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี ระยะทางประมาณ ๒๐๐ กิโลเมตร ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรโปรดปัญจวัคคีย์ ๕ รูป ให้มี ความเชื่อความเลื่อมใสขอบวชแล้วสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ต่อมาเมื่อมี พระอรหันตสาวกเกิดขึ้นในโลก ๖๐ องค์ พระบรมศาสดาก็ส่งไปเพื่อ ประกาศพระศาสนา ส่วนพระองค์ได้เสด็จมุ่งตรงไปยังอุรุเวลาเสนานิคมเพื่อที่จะทรงแสดงธรรมแก่ชฎิล ๑,๐๐๐ ตน ชฎิลเหล่านั้นยอมรับนับถือ ทูลขอบวชเป็นภิกษุ ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด แล้วเสด็จเข้าสู่ พระนครราชคฤห์พร้อมด้วยพระอรหันตสาวกเหล่านั้น พระเจ้าพิมพิสาร ทรงทราบ จึงพร้อมด้วยราชบริพารออกไปเฝ้า พระองค์ทรงแสดงธรรม โปรดพระเจ้าพิมพิสารได้ดวงตาเห็นธรรม มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงได้สร้างวัดเวฬุวันถวายแด่พระองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ วัดเวฬุวันนี้นแต่เดิมเป็นสวนหลวงของพระเจ้าพิมพิสาร มีป่าไม้ไผ่มากและ เป็นที่อยู่อาศัยของกระแต พระพุทธองค์ได้ประทับอยู่ที่วัดเวฬุวันนั้น เพื่อประกาศพระศาสนาในเมืองราชคฤห์
อนึ่ง วันมาฆบูชานี้นับว่าเป็นวันที่มีความสำคัญยิ่งของพระพุทธศาสนา คือเป็นวันที่มีการประชุมสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ ซึ่งเรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต” แปลว่า “การประชุมที่พร้อมด้วยองค์ ๔ ประการ” พระพุทธเจ้าทรงดำริว่า ความพรั่งพร้อมอย่างนี้เป็นโอกาสที่ดี เหมาะ แก่การที่จะทรงแสดงธรรมเป็นพิเศษ จึงได้ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ ตรัสหลักคำสอนที่เป็นหลักการสำคัญของพระพุทธศาสนา การประชุมเช่นนี้มีเพียงครั้งเดียวในพุทธศาสนา ประกอบด้วยความอัศจรรย์ ๔ ประการ คือ ๑. พระสงฆ์ที่มาเข้าร่วมประชุมในครั้งนั้น ล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งสิ้น ๒. พระสงฆ์ที่ได้เข้าประชุมในครั้งนั้น ล้วนเป็นผู้ที่ได้บรรลุพระอรหันตขีณาสพทุกองค์ ๓. พระสงฆ์ที่ได้เข้าประชุมในครั้งนั้น มีจำนวนถึง ๑,๒๕๐ องค์ โดยที่มิได้มีการนัดแนะกันแต่ประการใด ๔. ในวันที่มีการประชุมใหญ่นั้น เป็นวันพระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ เต็มดวงบริบูรณ์เต็มที่
การประชุมสันนิบาตครั้งสำคัญนี้ ได้มีขึ้นที่วัดพระเวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ และในการประชุมครั้งนี้ พระพุทธองค์ได้ทรงแสดง โอวาทปาฏิโมกข์ในที่ประชุมของพระอรหันตสาวก ๑,๒๕๐ รูปนั้น ถือว่า เป็นหลักใหญ่หรือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา โอวาท คือคำกล่าวสอน ปาฏิโมกข์ คือวินัยแม่บท ได้แก่ประมวลข้อกำหนดความประพฤติที่เป็น ระเบียบกฎเกณฑ์ในการดำเนินชีวิตของพระภิกษุสงฆ์เพื่อรักษาแบบแผน หรือมาตรฐานแห่งความเป็นอยู่ที่เหมาะสม โอวาทปาฏิโมกข์นั้นพระองค์ ทรงย่อคำสอนที่ได้ตรัสรู้และแสดงไว้มากมายมาไว้สั้นๆ เป็นหลักการ เพียง ๓ ประการเท่านั้น ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป หลักทั้ง ๓ ประการนั้นเป็น สิ่งที่สาธุชนทั้งหลายควรประพฤติปฏิบัติตาม เพราะถือว่าเป็นหลักหรือ หัวใจของพระพุทธศาสนา
หัวใจของพระพุทธศาสนาทั้ง ๓ ประการนั้น มีปรากฏตาม พระบาลีที่อาตมภาพได้ยกไว้เป็นหัวข้อแห่งเทศนาว่า สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง เป็นต้น ซึ่งแปลเป็นใจความว่า การไม่ทำบาปทั้งปวง ดังนี้เป็นต้น ธรรมทั้ง ๓ ประการนั้น คือ ๑. การไม่ทำบาปทั้งปวง ๒. การทำกุศลให้ถึงพร้อม ๓. การทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาดปราศจากเครื่องเศร้าหมอง ทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หมายความว่า พระพุทธเจ้าในกาลปัจจุบันก็ดี ในกาลก่อนก็ดี หรือแม้ในอนาคตก็ดี ก็มีคำสอนที่เป็นหลักการใหญ่ๆ อยู่ ๓ ประการนี้เท่านั้น
ประการแรก การไม่กระทำบาปทั้งปวง บาปก็คือ ความลามก เสื่อมเสีย ความชั่ว ความเสียหาย ความเศร้าหมอง ความไม่ดีต่างๆ เป็นต้น คนเราจะทำอะไรทางกาย ทางวาจา และทางใจ ถ้าหากเป็นไป เพื่อความเสื่อมเสีย เพื่อความทุกข์ ความเลวทราม บัณฑิตทั้งหลาย ติเตียน หรือการกระทำที่ยังความทุกข์ความเดือดร้อนให้เกิดแก่ตนและ บุคคลอื่น การกระทำเช่นนั้นถือว่าเป็นบาป เป็นความชั่ว บาปหรือ ความชั่วนี้ เป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมเกิดขึ้นทางใจ เมื่อทำแล้วก็เกิดเป็น ความเลวทราม เกิดเป็นความเศร้าหมอง เดือดร้อนในทางจิตใจ แต่ อาการของบาปนั้น แสดงออกทางกายและทางวาจาได้ เปรียบเทียบ ง่ายๆ ว่า จิตของคนเรานั้นเปรียบเหมือนเสื้อผ้าที่เราสวมใส่อยู่ ส่วนบาปก็เหมือนกับความสกปรกของเสื้อผ้า คือเมื่อสวมใส่แล้วมันก็สกปรก ไปด้วยคราบเหงื่อไคล ฝุ่นละอองต่างๆ เหล่านี้ เหมือนกับตัวบาปที่ติด อยู่ที่เสื้อผ้า บาปก็เช่นเดียวกัน ติดอยู่ที่ใจ เมื่อทำความชั่วแล้วก็ติดอยู่ ในใจตลอด เป็นทุกข์อยู่ในใจตลอดเวลา
ความชั่วทางกาย เช่น การทำลายชีวิตของบุคคล หรือสัตว์อื่น การประพฤติผิดในสามี-ภรรยาของคนอื่น และการลักทรัพย์สมบัติของ บุคคลอื่น ก่อความทุกข์ให้แก่บุคคลอื่น เป็นต้น ชื่อว่าเป็นความชั่วทาง กาย ความชั่วทางวาจา เช่น การพูดเท็จ พูดโกหก คำพูดไม่จริง หรือ พูดส่อเสียดยุยงให้คนอื่นแตกกัน รวมทั้งพูดเรื่องเหลวไหลไร้สาระต่างๆ เป็นต้น ความชั่วทางวาจาเหล่านี้ เมื่อทำไปแล้วก่อความทุกข์ ความ เสื่อมเสีย ให้แก่ตนและผู้อื่น เป็นสิ่งไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง ความชั่วทางใจ เช่น เพ่งเล็งอยากได้ของของบุคคลอื่น การ ทุจริตคดโกง รวมถึงการพยาบาท อาฆาต จองเวร คิดร้ายต่อผู้อื่นด้วย มิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม มีเห็นว่าทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว นรกสวรรค์ไม่มี เป็นต้น จัดว่าเป็นความชั่วทางใจ
ประการที่ ๒ การยังกุศลให้ถึงพร้อม หมายความว่า กุศล ก็คือ ความดี ในที่นี้ได้แก่การสร้างสมบุญนั่นเอง การที่ท่านทั้งหลายได้ร่วม บำเพ็ญกุศลในวันมาฆบูชานี้ ก็เป็นการสร้างสมบุญอีกประการหนึ่ง การ ทำกุศลให้ถึงพร้อม ได้แก่ การประพฤติสุจริต ๓ อย่าง คือ ๑. ประพฤติชอบด้วยกาย มีการเว้นจากการฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ และเว้นจากการ ประพฤติผิดในกาม เป็นต้น เรียกว่า กายสุจริต ๒. ประพฤติชอบด้วยวาจา มีการเว้นขาดจากการพูดเท็จ การพูดส่อเสียด พูดคำหยาบคาย เป็นต้น เรียกว่า วจีสุจริต ๓. ประพฤติชอบด้วยใจ มีความไม่โลภริษยา อยากได้ของเขา ไม่พยาบาทปองร้ายเขา และเห็นชอบตามคลองธรรม เรียกว่า มโนสุจริต ทั้ง ๓ ประการนี้เป็นกิจที่ควรทำและควรประพฤติ ปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง พึงทำคุณความดีด้วยกาย วาจา ใจ คือ ทำดีด้วยกาย พูดดีคือเป็นวาจาสุภาษิต ใจคิดแต่เรื่องที่ดีมีสารประโยชน์ ไม่เกิดโทษ แก่ผู้อื่น
ประการที่ ๓ การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว หมายถึง การปฏิบัติ ตนให้มีจิตใจสะอาดสว่างสงบ ปราศจากนิวรณ์ธรรมคือถิเลสที่นอนเนื่อง ในสันดาน มีกามฉันท์นิวรณ์ เป็นต้น เช่นการปฏิบัติเพื่อขจัดความโลภ โกรธ หลง อันเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งใจ จิตใจนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะการกระทำหรือการแสดงออกต่างๆ ทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี ล้วน เกิดมาจากจิตใจเป็นประการสำคัญ ถ้าจิตไม่มั่นคง หวั่นไหวง่าย ก็จะ ชักนำไปให้ทำให้พูดในสิ่งที่ไม่ดี และไม่มีประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ตรงกันข้าม ถ้าพยายามฝึกจิตให้มั่นคงแล้วก็จะไม่ติดไปในหนทางแห่ง ความชั่วช้าต่างๆ เพราะฉะนั้นควรแสวงหาหลักปฏิบัติให้ถูกต้อง เพื่อ อบรมจิตให้มีธรรมะอยู่ในใจ เมื่อมีคุณธรรมที่ดีอยู่ในใจแล้ว ไม่ว่าจะทำ จะพูดอะไรก็ตามย่อมเกิดผลที่ดี คือเกิดมีความสุขตามมา
เนื้อความแห่งโอวาทปาฏิโมกข์ที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาตรัส ประทานไว้แก่ภิกษุสงฆ์สาวกนั้นเป็นคุณธรรมที่ควรทำให้เกิดมีขึ้นในตน คือต้องมีกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมที่เป็นสุจริต มีความเห็นชอบ เป็นสัมมาทิฏฐิ มีความสำรวมระวังอยู่ตลอดเวลา จะทำอะไรก็ย่อมสำเร็จ ผลตามที่มุ่งหวังได้ และเมื่อวันอันเป็นมงคลเช่นนี้ได้เวียนมาบรรจบอีก วาระหนึ่ง พุทธศาสนิกชนทั้งหลายต่างก็ขวนขวายบำเพ็ญกุศลขึ้นเพื่อ เป็นการน้อมระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ และ ได้ชื่อว่าบำเพ็ญตนให้ตั้งอยู่ในกตเวทิตาคุณ ด้วยการปฏิบัติตนถูกต้อง ตามระเบียบประเพณี ที่โบราณบัณฑิตได้ปฏิบัติมาแล้ว ดังเช่นที่ท่าน ทั้งหลายได้ร่วมบำเพ็ญบุญกุศลในวันนี้นั้น ในเบื้องต้นมีการให้ทาน การสมาทานรักษาศีล การเจริญจิตภาวนา ตลอดจนการสดับตรับฟัง พระธรรมเทศนา นับได้ว่าเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ประการหนึ่ง และได้ น้อมนำเอาคำสอนของพระบรมศาสดาไปเป็นหลักในการประพฤติ ปฏิบัติ ก็จะสำเร็จประโยชน์ในปัจจุบันชาติและสัมปรายภพ ดังที่ได้ วิสัชนามาแล้ว
ในกาลเป็นที่สุดลงแห่งพระธรรมเทศนานี้ ขออานุภาพแห่งคุณ พระศรีรัตนตรัย และบุญกุศลที่ท่านทั้งหลายได้บำเพ็ญมาแล้ว จงเป็น ตบะเดชะ และพลวปัจจัย หนุนนำให้สาธุชนทั้งหลายเป็นผู้ปราศจาก โรคาพาธ ภัยพิบัติ อุปัทวันตรายทั้งปวง ประกอบพร้อมด้วยจตุรพิธพรชัย ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธรรมสารสมบัติ มีความปรารถนาสิ่งหนึ่งประการใด ที่เป็นไปด้วยชอบประกอบด้วยธรรม แล้วไซร้ ขอสิ่งนั้นทั้งปวงจงสำเร็จสมดังมโนปณิธานทุกประการ เทอญ
แสดงพระธรรมเทศนามา ก็พอสมควรแก่เวลา ขอยุติลงคงไว้ เพียงเท่านี้ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ
